เกิดใหม่เป็นสาวน้อยปลูกผักปราณวิญญาณหอมๆ(มีE-Bookแล้วนะคะ)
ข้อมูลเบื้องต้น
สวัสดีค่าคุณรี้ดเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องที่ 3 ที่ลงกับ dekD นะคะ
คำเตือน Warnings : นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการและเหตุการณ์ต่างๆสมมุติขึ้นมาเท่านั้น ภาพ เหตุการณ์ สถานที่ ชื่อตัวละครต่างๆเป็นเพียงเนื้อหาที่เขียนขึ้นมาตามจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้นไม่ได้อ้างอิงประวัติศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น
เกิดใหม่เป็นสาวน้อยปลูกผักปราณวิญญาณหอมๆ
โปรย
ได้รับโอกาสให้ไปเกิดใหม่ในร่างของตนเองในอดีตชาติ ที่เป็นเพียงเด็กน้อยสติฟั่นเฟือนเพราะมีดวงจิตเพียงแค่ 1 ส่วนเท่านั้นจนทำให้จิตวิญญาณไม่สมบูรณ์และถูกกลั่นแกล้งจนตายตอนอายุได้เพียง 5 หนาว
แต่เมื่อเธอรวบร่วมดวงจิตครบ แล้วไปเกิดใหม่ยังร่างตนเองในอดีตชาติอีกครั้ง ก็กลายเป็นเด็กน้อยปกติทั้งยังมีนิสัยสดใสร่าเริง ชอบปลูกผัก ว่าแต่ทำไมผักที่นางปลูกถึงมีละอองสีๆฟุ้งออกมา ทั้งยังมีกลิ่นหอมขนาดนี้กันนะ หื้มม?
ฝากติดตามนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะค่ะ เรื่องนี้ไม่มีสต๊อคแต่งไปอัพไปนะคะคุณรี้ด
*** และขออนุญาตแจ้งนิยายมีการติดเหรียญนะคะ
© สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ไม่อนุญาตให้คัดลอกเนื้อหา เลียนแบบหรือดัดแปลงเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของงานเขียนนี้ และไม่อนุญาตให้นำไปลงที่เว็ปหรือแอปอื่นๆ
ฝาก E-book ด้วยนะคะ
เรื่องเหลือเชื่อ
บทที่1. เรื่องเหลือเชื่อ
ร่างอวบอิ่มตุ้ยนุ้ยเดินอยู่บนคันนาและสวนผักของเธอ ที่เต็มไปด้วยท้องทุ่งต้นข้าวที่กำลังเขียวขจี ที่ข้างๆกันนั้นก็เป็นสวนผักหลากหลายชนิดที่ปลูกขาย พื้นที่นาข้าวและสวนผักนับสิบไร่นี้ เป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ของเธอ ส่งต่อมาจนถึงมือของเธอ
เหยาเหยาชื่อของเธอดูไม่ค่อยเหมือนคนไทย นั้นเพราะเธอเป็นลูกเสี้ยว มีย่าเป็นคนจีนแท้ๆได้มาพบรักกับปู่ที่เป็นคนไทยแท้ เลยมีพ่อเป็นลูกครึ่งไทยจีน ส่วนแม่ของเธอนั้นเป็นสาวไทยพอมาถึงเธอเลยมีเชื้อจีนแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น และชื่อเหยาเหยาของเธอนี้ก็เป็นย่าของเธอที่ตั้งให้
ตั้งแต่เด็กเหยาเหยาถูกย่าและพ่อสอนภาษาจีนให้จึงสามารถอ่านออกและเขียนได้ อีกทั้งเมื่อเติบโตขึ้นมา เริ่มหาเงินได้เยอะขึ้น จึงหาเรียนภาษาจีนเสริมความรู้ให้ตัวเองเข้าไปอีก
แต่ตอนนี้ทั้งครอบครัวเหลือเพียงเหยาเหยากับน้องชายและน้องสาวเท่านั้น และน้องๆทั้งสองของเธอต่างก็แยกย้ายกันไปมีครอบครัวเป็นของตนเองกันหมดแล้ว จะมีก็แต่เธอที่ยังครองตัวเป็นโสด เธอเคยมีคนรักเหมือนกันแต่ก็เลิกรากันไปนานแล้ว ตอนนี้จึงได้แต่คอยเลี้ยงหลานๆเท่านั้น บ้านของน้องชายและน้องสาวก็ปลูกอยู่ติดๆ กัน สามารถไปมาหาสู่กันได้ใกล้ๆ แค่นี้เอง
เธอเรียนจบเพียงมัธยมปลาย เพราะตอนที่กำลังจะสอบเข้ามหาลัย พ่อกับแม่ของเธอเกิดอุบัติเหตุและจากไปด้วยกันทั้งคู่ ส่วนปู่กับย่าเสียไปก่อนตั้งแต่เธอยังเด็กๆแล้วเหลือเพียงบ้านและที่นาของปู่ที่ทิ้งไว้ให้ เธอและน้อง ๆอีกสองคนจึงต้องต่อสู้ดิ้นรนกันเพียงลำพังเพราะไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีก
ด้วยความเป็นพี่ตนโตจึงตัดสินใจออกหางานทำเพื่อหาเงินส่งเสียเลี้ยงดูน้อง ๆ จนเรียน และเพราะอยู่ต่างจังหวัดงานที่พอทำได้ก็เป็นงานรับจ้างทั่วไป ทำนาข้าวและสวนผักในที่นาของปู่ พอพืชผักโตก็เก็บไปขายที่ตลาดบ้าง ตอนนั้นน้องชายเธอพึ่งจะ อายุ12 ปี ส่วนน้องสาวก็อายุ 10 ปีเพียงเท่านั้น และเมื่อไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนให้พึ่งพา เหยาเหยาก็ไม่สามารถทิ้งน้องๆไว้ลำพัง เพื่อไปหางานในเมืองได้ แม้ลำบากแต่ก็ไม่เคยท้อ น้องทั้งสองคนก็น่ารักและขยันเรียนขยันช่วยงานกันดี ตอนนี้จะเรียกว่าเธอหมดห่วงแล้วก็ว่าได้
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนตอนนี้เธออายุ 32 ปีแล้ว ช่วงหลังมานี้เธอรู้สึกว่าจะป่วยง่าย ไม่ค่อยสบายบ่อย อีกทั้งยังฝันเห็นย่าของเธอบ่อยๆอีกด้วย ฝันว่าย่ามาหาเธอ มาบอกมาพูดกับเธอเป็นภาษาจีน
‘อาเหยาของย่า หลานเตรียมตัวเตรียมใจได้แล้วนะ เตรียมตัวเพื่อไปยังอีกที่หนึ่งได้แล้ว’
เธอก็เริ่มคิดว่ามันหมายถึงอะไรและอีกที่หนึ่งที่ย่าบอกนั้นคือที่ไหนล่ะ เมื่อคิดไปคิดมาก็เริ่มใจไม่สงบ จึงไปเข้าวัดทำบุญถือศีลอยู่ 7 วันฟังเทศน์ฟังธรรมจิตใจก็เริ่มสงบมากขึ้น นอกจากนี้เธอยังชวนน้องชายน้องสาวไปไหว้พระตามวัดจีน ขอพรท่านเทพต่างๆ เพื่อเป็นสิริมงคลอีกด้วย
รวมถึงทำเรื่องโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้น้องๆ ทั้งสองคนไว้ เธอค่อนข้างมั่นใจว่าอาจจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับตัวเองจริงๆ และถ้าหากถึงเวลาที่ต้องจากไปจริงๆ เธอก็ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้ว เพราะน้องๆ ทั้งสองก็ประสบความสำเร็จในชีวิตและมีครอบครัวที่ดีแล้ว
วันเวลาผ่านไปและแล้วค่ำคืนที่เหยาเหยาต้องจากไปตลอดกาลอย่างสงบก็มาถึงจนได้….
ณ.สถานที่แห่งหนึ่ง รอบกายเป็นสีขาวโล่งๆ ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย เหยาเหยารับรู้ได้ว่าเธอได้เสียชีวิตลงและจากมาอย่างสงบแล้ว และดวงจิตของเธอก็ได้มาโผล่ยังที่แห่งนี้ เธอเข้าใจว่าที่นี่คือดินแดนหลังความตายสินะ
พื้นที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นเต็มไปด้วยก้อนหินอัญมณีเล็กๆ ปูเป็นทางเดินเต็มไปหมด สีสันงดงามหลากหลายสีคละเคล้ากัน เท้าเปลือยเปล่าที่แตะสัมผัสลงไปยามที่ก้าวเดินไม่รู้สึกเจ็บ แต่กลับรับรู้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากก้อนหินอัญมณีหลากสีเหล่านั้น เหยาเหยาเดินไปก็มองหินสีต่างๆ ตามทางเดินไปอย่างเพลินตา
มันสวยมากจริงๆนะ มีทั้งก้อนใหญ่ แบบใหญ่มากๆ และก้อนเล็กก้อนน้อยเต็มไปหมด ทั้งยังส่องประกายระยิบระยับเชียว
“มาแล้วหรือ” เมื่อได้ยินเสียงใครบางคนเอ่ยขึ้นตรงหน้า ซึ่งดูเหมือนว่ากำลังพูดอยู่กับเธอ จึงละสายตาจากก้อนอัญมณีที่เธอกำลังจ้องมองอยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงและได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง ดูหน้าตาเหมือนวัยประมาณ 40-50ปี หน้าตาหล่อเหลางดงาม ทั้งยังดูใจดีมากๆ ด้วย สวมชุดคล้ายเทพเซียนของจีนแบบโบราณ เป็นชุดสีขาวสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีฟ้าอ่อนๆ ยาวกรอมเท้า ผมยาวถึงกลางแผ่นหลังเป็นสีเงินแวววาวงดงามมาก
“คุณคือใครหรือคะ” เหยาเหยาเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูแล้วน่าจะกำลังรอเธออยู่ เพราะเธอมั่นใจว่าเมื่อครู่นี้เขาเอ่ยพูดกับเธอแน่นอน
“ข้าคือเทพผู้บันดาลดล คอยดูแลชะตาชีวิตของมวลมนุษย์” เสียงใจดีเอ่ยตอบ เหยาหยาพยักหน้ารับทราบ ทั้งคิดในใจว่าแม้รูปลักษณ์จะดูไม่แก่ชรา แต่ท่านเทพนั้นต้องมีอายุหลายหมื่นปีแล้วแน่นอน
“ท่านเทพหรือคะ งั้นแสดงว่าท่านเทพจะมาพาหนูไปเกิดใหม่ใช่มั้ยคะ”
“นั้นก็ใช่อยู่ และอีกเหตุผลหนึ่งที่ข้ามาหาเจ้าด้วยตนเอง ก็เพราะเจ้าพิเศษกว่าดวงจิตดวงอื่น”
“พิเศษยังไงหรอคะ”
“ชาติภพนี้เจ้าคิดแต่สิ่งที่ดีๆ และทำเรื่องดีๆ ไว้มากมายทำให้ได้รับโอกาส ให้ได้กลับไปเกิดใหม่อีกครั้ง ในอดีตชาติของเจ้าเอง หรือหากเจ้าไม่ต้องการจะเลือกไปเกิดยังชาติภพใหม่เพื่อเสวยสุขจากผลบุญที่ทำมาก็ย่อมได้”
เมื่อได้ฟังคิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันทันทีก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“ที่ท่านเทพบอกว่าจะให้กลับไปเกิดยังอดีตชาติ งั้นแสดงว่าชาติก่อนมีเรื่องให้ต้องกลับไปแก้ไขหรือเปล่าคะ”
“อืม ก็ไม่เชิง ชาติก่อนของเจ้านั้นเป็นมิติโลกคู่ขนาน เจ้าเกิดมาเป็นเด็กน้อยที่มีจิตวิญญาณเพียง 1 ส่วนเท่านั้น โดยปกติแล้วมนุษย์ต้องมีดวงจิตครบ 10 ส่วนจึงจะสมบูรณ์ ชาติก่อนเจ้าจึงเป็นเด็กน้อยสติฟั่นเฟือน ไม่ตอบสนองต่อสิ่งใด ไม่มีอารมณ์รับรู้สิ่งรอบข้าง ไม่มีความนึกคิด ไม่ร้องไห้ ไม่พูดจา แต่สามารถทำทุกอย่างได้ปกติ กิน เดิน นอนแต่นั่นก็เป็นไปตามสัญชาตญาณของร่างกายเพียงเท่านั้น และจบชีวิตลงเพราะถูกกลั่นแกล้งเมื่อมีอายุได้เพียง 5 หนาวเท่านั้นเอง”
“แค่ได้ฟังก็รู้สึกสงสารตัวเองแล้วนะคะ แถมยังเป็นมิติโลกคู่ขนานอีก แล้วทำไมชาติก่อนหนูถึงได้มีจิตวิญญาณเพียง 1 ส่วนเท่านั้นล่ะคะ” เธอเคยได้ยินและอ่านหนังสือมาบ้างว่าโลกเรานั้นมีหลากหลายมิติหรือโลกคู่ขนานนั้นเอง แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเจอมาได้ยินกับตัวเองเช่นนี้
“เฮ้อ เพราะตอนเจ้าไปเกิดนั้นได้มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น จู่ๆ แผ่นดินทั้งสามภพก็สั่นสะเทือนไปทั่วทุกแห่งหน อย่างรุนแรง ในขณะนั้นเทพผู้ที่ทำหน้าที่คอยส่งมอบดวงจิตไปเกิดใหม่ ไม่สามารถประคองดวงจิตของเจ้าไว้ให้มั่น จึงทำให้ดวงจิตของเจ้าแตกแยกกระจายออกเป็น 3 ส่วน"
“เป็น 3 ส่วนหรือคะ” เหยาเหยาเอ่ยทวนพร้อมตั้งใจฟัง
“ใช่แล้ว ส่วนที่หนึ่งนั้นดวงจิตสมบูรณ์อยู่ 8 ส่วนหรือก็คือตัวเจ้าที่ไปเกิดยังโลกมนุษย์ที่เจ้าพึ่งละสังขารจากมา อีกหนึ่งส่วนกำเนิดเป็นซูลู่เหยา และได้เสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 5 หนาว
ส่วนอีกหนึ่งที่เหลือนั้น ไม่ได้ลงสู่มิติถือกำเนิดแต่อย่างใด แต่กลับล่องลอยไปผูกติดดวงจิตอยู่ที่ ‘ต้นไม้พฤกษากำเนิดสรรพสิ่ง’ หากเจ้าตัดสินใจที่จะกลับไปยังอดีตชาติเพื่อเกิดใหม่ในร่างเดิมของเจ้า ก่อนอื่นเจ้าจะต้องไปตามเก็บดวงจิตที่อยู่กับต้นไม้พฤกษากำเนิดสรรพสิ่งมารวมกับจิตวิญญาณของเจ้าเสียก่อน เพราะเมื่อกลับไปที่ร่างเดิมจิตวิญญาณของเจ้าจะได้ครบเต็ม 10 ส่วนอย่างไรเล่า”
เหยาเหยาเมื่อได้ฟังก็ถึงกับพูดไม่ออก นิ่งงั้นไปสักพักไม่คิดว่าเรื่องราวจะเป็นแบบนี้
“เจ้าค่อยๆ คิดและตัดสินใจดูเถิด”
“งั้นหนูขอถามหน่อยค่ะ ว่าที่อดีตชาติที่อยู่ในโลกคู่ขนานนั้นหนูมีครอบครัวมั้ยคะ”
“มี เจ้ามีครอบครั้งที่รักเจ้าและคอยห่วยใจเจ้าอยู่ ถึงจะลำบากไปสักหน่อยแต่ก็นับว่าเป็นครอบครัวที่ดีมากๆ”
“งั้นหนูจะไปค่ะ หนูจะกลับไปหาครอบครัวของหนู ต้องไปตามหาดวงจิตอีกส่วนที่ต้นไม้ยังไงคะ” เหยาเหยาเอ่ยถามเมื่อตัดสินใจได้แล้ว
“ได้หากเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปที่ต้นไม้พฤกษากำเนิดสรรพสิ่งเพื่อเก็บดวงจิตเอง”
“รบกวนท่านเทพด้วยค่ะ”
จากนั้นทั้งสองร่างก็เลือนหายไปจากสถานที่แห่งนี้ เพื่อเดินทางไปตามเก็บดวงจิตของเหยาเหยาทันที…..
ซาหวัดดีค่าา ตอนแรกมาส่งแล้วน๊า ทุกๆอย่างเป็นเรื่องสมมุติในจินตนาการเท่านั้นนะคะ ไม่มีอยู่จริงไม่ได้อ้างอิงประวัติศาสตร์ใดๆเน้ออ
หวังว่าจะชอบกัน ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ (≧∇≦*)
ไปเก็บดวงจิต
บทที่2. ไปเก็บดวงจิต
ท่านเทพพาดวงจิตของเหยาเหยามาถึงสถานที่ที่หนึ่ง เป็นสถานที่ที่งดงามมากเหมือนอยู่ในเทพนิยายเลย ตรงหน้าเธอมีต้นไม้ต้นใหญ่มากๆ อยู่ท่ามกลางป่าแห่งนี้ มีลำต้นใหญ่และสูงเสียดฟ้าแผ่กิ่งก้านขยายออกอย่างยิ่งใหญ่สมกับชื่อต้นไม้พฤกษากำเนิดสรรพสิ่งจริงๆ คาดว่าน่าจะมีอายุหลายแสนปีเลยทีเดียว
เหล่าดอกไม้ป่าขึ้นเรียงรายคละสีคละชนิดอยู่เต็มไปหมด ลำธารเล็กๆ น้ำใส่เป็นประกายสะท้อนแสงระยิบระยับงดงามมากๆ กำลังไหลเอื่อยๆอยู่ใกล้ๆ และพอมองลงไปในลำธาร ก็เห็นว่าที่ก้นลำธารนั้นมีก้อนหินอัญมณีหลากสีเหมือนกับสถานที่ที่เหยาเหยาพึ่งจากมาก่อนหน้านี้ และมีสัตว์ตัวเล็กๆ หลายตัวลักษณะเหมือนผึ้งแต่มีละอองแสงรอบๆ ตัวออกมา กำลังบินไปบินมาดอมดมดอกไม้กันอย่างครึกครื้น
“นั้นคือสัตว์ภูต พวกมันคือผึ้งบุปผา จะคอยเก็บน้ำหวานจากดอกไม้เหล่านี้ไปเก็บรักษาไว้ เรียกว่า น้ำผึ้งหยก” ท่านเทพเอ่ยปากบอกขึ้นเมื่อเห็นว่าเหยาเหยาดูจะให้ความสนใจกับเหล่าผึ้งน้อยเรืองแสงเหล่านั้น
“สวยจังเลยค่ะ”
“อืม แถมน้ำผึ้งหยกที่พวกมันเก็บก็เป็นของดีมากอีกด้วยนะ มาเถิดที่นี่แหละคือที่ที่ดวงจิตของเจ้าอีก 1 ส่วนมาอยู่” ท่านเทพเอ่ยบอก เมื่อพาเหยาเหยาเดินมาถึงใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ที่มีอยู่เพียงต้นเดียวในผืนป่าแห่งนี้
“แล้วหนูต้องทำยังไงคะ ถึงจะเก็บดวงจิตส่วนนี้กลับมาได้”
“การเก็บดวงจิตนั้น จำเป็นจะต้องให้ผู้ที่เป็นเจ้าของดวงจิตเป็นผู้เรียกกลับคืนด้วยตนเอง เพียงแค่เจ้าเพ่งจิตให้มั่นคงแล้วลองเรียกดวงจิตของเจ้าให้กลับมาหา” เมื่อฟังเหยาเหยาลองหลับตาลง แล้วรวบรวมสมาธิเพ่งจิตตามที่ท่านเทพบอก แต่ไม่ว่าจะเพ่งจิตยังไงก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างเงียบกริบ ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยค่ะท่านเทพ หนูไม่รู้สึกอะไรเลย ทำยังไงดีคะ” เหยาเหยาหันหน้ามาถามท่านเทพด้วยเสียงที่ร้อนรน หากเก็บดวงจิตไม่ได้เธอจะทำยังไง ไปเกิดทั้งที่ดวงจิตไม่ครบน่ะหรือ
“ใจเย็นๆ ก่อนเถิด ลองอีกครั้งปล่อยจิตให้ว่างเปล่าไม่ต้องคิดหรือกังวลสิ่งอื่น เจ้าต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นที่จะรวบรวมดวงจิตกลับคืน เมื่อดวงจิตอีกส่วนหนึ่งของเจ้ารับรู้มันจะกลับมาหาเจ้าเอง”
“ค่ะหนูจะลองดู”
เมื่อลองอีกครั้งเหยาเหยาจึงตั้งสมาธิปล่อยจิตให้ว่าง พร้อมทั้งยื่นมือสัมผัสที่ลำต้นของต้มไม้พฤกษากำเนิดสรรพสิ่ง ก่อนจะหลับตาแล้วระลึกเรียกดวงจิตของตนเองอย่างแน่วแน่ ไม่นานก็รู้สึกอุ่นวาบตรงฝ่ามือที่กำลังสัมผัสต้นไม้อยู่ ก่อนจะค่อยๆ อุ่นร้อนวูบหนึ่งที่กลางหน้าอก และรู้สึกว่าร่างกายสดชี่นและเบาสบายขึ้น
“สำเร็จแล้วใช่มั้ยคะ หนูรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายและสดชื่นมากๆ เลยค่ะเหมือนดวงจิตกลับมาเติมเต็มแล้ว”
“อืม เจ้าเก็บดวงจิตส่วนนี้ได้สำเร็จแล้ว และที่เจ้ารู้สึกว่าร่างกายเจ้าสดชื่นนั้น คงเป็นผลมาจากที่ดวงจิตส่วนนี้ของเจ้าได้ซึมซับพลังปราณมาจากต้นพฤกษากำเนิดสรรพสิ่ง พอเมื่อได้กลับมารวมกับดวงจิตที่เหลือจึงทำให้เจ้ารับรู้ถึงพลังนั้นได้ด้วย เอาละกลับกันเถิด”
“หนูจะได้กลับไปเกิดใหม่แล้วใช่มั้ยคะ”
“ยังหรอก รออีกนิด”
“รออะไรหรือคะ” ในเมื่อเก็บดวงจิตได้แล้วเธอก็นึกว่าจะได้ไปเกิดที่ร่างตัวเองในอดีตชาติได้เลย
“รอให้ดวงจิตของเจ้าในร่างเด็กน้อยซูลู่เหยาอ่อนแอจนถึงที่สุดก่อน เพราะการไปเกิดและรวมดวงจิตของเจ้าในครั้งนี้ แม้สวรรค์เบื้องบนจะอนุญาตแล้วแต่ก็นับเป็นการฝืนชะตา ดังนั้นจึงต้องให้ร่างนั้นของเจ้าได้เผชิญเคราะห์กรรมครั้งนี้เสียก่อน ก็จะนับว่าผ่านเคราะห์พ้นกรรมหลังจากนั้นเจ้าก็จะได้มีชีวิตที่ดีต่อไปได้”
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง แล้วต้องรอนานแค่ไหนคะ”
“ไม่นานหรอก เมื่อถึงเวลาข้าจะไปส่งเจ้าเอง”
“ค่ะท่านเทพ” เหยาเหยาพยักหน้ารับทราบ แต่ก่อนที่ท่านเทพจะได้พาเธอกลับจากป่าต้นไม้พฤกษากำเนิดสรรพสิ่ง จู่ๆผึ้งน้อยเรืองแสง ก็พากันบินเข้ามาหาเหยาเหยาเป็นกลุ่มก้อนหลายร้อยตัวแล้วหยุดอยู่ตรงหน้า ทำให้เหยาเหยาตกใจเป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะค่อยๆ กระจายบินกลับออกไป เมื่อตัวผึ้งเรืองแสงเหล่านั้นบินหายไปแล้ว จึงพบว่าพื้นที่ที่พวกผึ้งเรืองแสงบินมาหยุดอยู่ก่อนหน้านี้มีไหใบเล็กๆ อยู่หนึ่งใบ
“นี่อะไรหรอค่ะท่านเทพ” เธอเอ่ยถามไปตาก็เพ่งมองดูไหตรงหน้าไปด้วย
“โอ้ เจ้าผึ้งบุปผามอบน้ำผึ้งหยกให้แก่เจ้าน่ะเหยาเหยา เก็บไว้สิของดีนะ”
“จริงหรอคะ แล้วน้ำผึ้งหยกนี้เอาไปทำอะไรได้บ้างคะท่านเทพ”
“น้ำผึ้งหยกนี่ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำผึ้งวิเศษ แม้แต่ดินแดนเบื้องบนยังนับว่าหาได้ยากนัก สามารถนำไปผสมน้ำดื่มหรือปรุงอาหารได้ ทำให้ร่างกายสดชื่นหายเหนื่อยล้า ฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง ขจัดพิษ อีกทั้งยังรักษาอาการเจ็บป่วยได้ด้วย”
“อู้หูย!! ของดีมากจริงๆ ค่ะท่านเทพงั้นหนูไม่เกรงใจแล้วนะคะ” เมื่อได้ฟังสรรพคุณเหยาเหยาถึงกับตาโตเลยทีเดียว นี่มันเหมือนเป็นยาอายุวัฒนะเลยนะ วิเศษจริงๆ เหยาเหยาจึงก้มลงหยิบไหน้ำผึ้งขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอมทันที ไม่รู้หรอกว่าทำไมจู่ๆ ผึ้งน้อยบุปผาถึงให้น้ำผึ้งหยกกับเธอมา แต่ในเมื่อให้มาแล้ว เธอก็จะขอรับเอาไว้ก็แล้วกันนะ
“เอาล่ะตอนนี้ก็กลับไปยังดินแดนมิติของข้ากันก่อน รอจนกว่าจะถึงเวลา”
“เจ้าค่ะท่านเทพ”
เพียงไม่นานก็กลับมายั้งดินแดนก่อนนี้ที่มีหินอัญมณีหลากสีเยอะๆ เธอพึ่งได้รู้ว่าที่แห่งนี้คือมิติของท่านเทพนั้นเอง ในระหว่างที่รอเวลาไปเกิดยังร่างเดิมนั้น เธอก็เดินดู นั่งดู นอนดูเจ้าก้อนหินอัญมณีหลากสีพวกนี้ไปอย่างเพลินๆ ว่างๆ ก็เอามาเรียงๆ กันไปมา
ท่านเทพบอกว่าหินอัญมณีพวกนี้มันคือหินพลังธาตุต่างๆ เป็นของท่านเทพที่ต้องคอยมอบให้กับเหล่าดวงจิตที่กำลังจะไปเกิดใหม่ โดยมอบให้ตามความเหมาะสมกับดวงจิตนั้นๆ
เมื่อได้ฟังแล้วเหยาเหยาก็คิดอยากจะได้บ้างอยู่เหมือนกัน แต่ท่านเทพบอกกับเธอว่ามีของดีอยู่กับตัวอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาจะปรากฏขึ้นมาเอง ไม่ต้องอยากได้เพิ่มหรอก หากมีความพิเศษมากไปก็ใช่ว่าจะดี เธอจึงล้มเลิกที่จะเอ่ยปากขอก้อนหินพวกนั้นมา
มิติของท่านเทพนี้เหมือนไร้ซึ่งกาลเวลาอย่างไรอย่างนั้นเลย เพราะเธอไม่รู้ว่าอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว ตรงหน้าของนางมีท่านเทพผู้งามสง่ากำลังนั่งจิบชาพร้อมทั้งเปิดอ่านหนังสือที่ท่านเทพบอกเธอ ว่ามันคือหนังสือชะตาของมวลมนุษย์ที่ท่านต้องคอยสอดส่องดูแลว่าเป็นไปตามที่ควรหรือไม่ ก่อนที่จู่ๆ ท่านเทพจะเงยหน้าขึ้น แล้วหนังสือในมือก็เลือนหายไป พร้อมกล่าวกับเธอ
“ถึงเวลาแล้ว ตอนนี้เจ้าพร้อมไปอยู่ในร่างของเจ้าเมื่อชาติที่แล้วหรือยัง”
“ถึงเวลาแล้วหรอคะหนูพร้อมค่ะ ไปกันเลยมั้ยคะ” เหยาเหยาทั้งดีใจทั้งตื่นเต้น นอกจากจะได้โอกาสมีชีวิตอีกครั้ง เธอยังจะมีครอบครัวอีกครั้งด้วยและที่สำคัญชีวิตนี้เธอตั้งใจจะดูแลหุ่นให้ผอม เพรียวไม่ให้ตุ้ยนุ้ยแบบชีวิตก่อนด้วยล่ะ
“ดีๆ อ้อจริงสิ ข้ามีเรื่องต้องแจ้งแก่เจ้าสักเล็กน้อยเสียก่อน”
“เชิญท่านเทพกล่าวได้เลยเจ้าค่ะ” เหยาเหยาตั้งใจฟังเต็มที่
“แม้ว่าดวงจิตของเจ้าหลอมรวมกันและเป็นดวงจิตที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตามอีกทั้งยังมีความทรงจำของชีวิตก่อน แต่ร่างกายความรู้สึกและการกระทำของเจ้าจะยังเป็นเพียงเด็กน้อยวัย 5 หนาวเท่านั้น เจ้าจะค่อยๆ เติบโตตามวัย ดังนั้นต่อไปก็จงใช้ชีวิตให้มีความสุขและเหมาะสมตามวัยของเจ้าเถิดนะ”
“ขอบคุณท่านเทพที่เตือนนะคะ หนูจะใช้ชีวิตให้มีความสุขค่ะ เอ่อ…แล้วน้ำผึ้งหยกของหนูล่ะคะมันจะตามไปด้วยมั้ย” หากเอาไปด้วยไม่ได้คงน่าเสียดายแย่
“ตามไปสิเพราะมันเป็นของเจ้าแล้ว หากยามที่เจ้าต้องการใช้เพียงแค่คิดในใจเรียกหามันก็จะปรากฏขึ้นตรงหน้าเจ้าเอง ยามต้องการให้มันหายไปก็เพียงคิดว่าต้องการเก็บเท่านั้น เอาล่ะเมื่อเข้าใจแล้วก็ไปกันเถิดข้าจะไปส่งเจ้าเอง”
จากนั้นดวงจิตของเหยาเหยาก็ถูกพามายังสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นกลางทุ่งหญ้าต้นเตี้ยๆ เต็มไปหมดมีต้นไม้ใหญ่อยู่ไม่กี่ต้น ด้านข้างเป็นภูเขาดูแล้วแห้งแล้งอยู่สักหน่อยไม่เขียวชอุ่มสมบูรณ์นัก…..
ถูกกลั่นแกล้ง
บทที่3. ถูกกลั่นแกล้ง
ดวงจิตของเหยาเหยาและท่านเทพที่ตอนนี้กำลังยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าต้นเตี้ยๆ เต็มไปหมด เธอมองไม่เห็นว่าจะมีคนอยู่เลย ไหนบ้านของเธอกันล่ะ ไหนครอบครัวของเธอล่ะ อยู่กันตรงไหนน้อออ
แต่ก่อนที่จะคิดสิ่งใดเลยเถิดไปมากกว่านั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหลายเสียงร้องตะโกนและหัวเราะอย่างสนุกสนานมาจากอีกด้านหนึ่ง จึงหันกลับไปมองดู
เธอมองเห็นร่างเล็กๆ ตัวสั้นป้อมของเด็กน้อยคนหนึ่งหน้าตาน่ารักมากแต่ติดว่าผอมมากไปหน่อย ดูท่าคงไม่ค่อยได้กินอาหารดีๆ สักเท่าไหร่ กำลังนั่งนิ่งๆ เหยียดขาน้อยๆ อยู่กับพื้นหญ้าท่ามกลางแดดร้อนๆ ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ ช้าๆ เหม่อลอยไร้จุดหมาย น้ำมูกไหล น้ำลายยืดเลอะหน้าเต็มไปหมด เสื้อผ้าสีหมองทั้งเก่าทั้งมีรอยปะรอยชุนอยู่หลายแห่ง อีกทั้งเปรอะเปื้อนฝุ่นดินเต็มไปหมด ดวงจิตของเหยาเหยารับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่านี่คือร่างเด็กของเธอในชาติภพนี้
จากนั้นก็เห็นเด็กผู้ชาย 3 คนและเด็กผู้หญิง 2 คนที่เหยาเหยาได้ยินเสียงหัวเราะก่อนหน้านี้ ดูแล้วอายุน่าจะประมาณ6-7 หนาวเดินเข้ามาล้อมรอบร่างเล็กของซูลู่เหยาเอาไว้ จากตอนแรกเหยาเหยาคิดว่าอาจจะเป็นเพื่อนๆ แต่ดูจากท่าทางตอนนี้แล้วไม่น่าใช่
“พวกเรามาดูคนปัญญาอ่อนแซ่ซูสิ นั้นๆ แถมยังใส่รองเท้าฟางดูใหม่มากเลย” เด็กผู้ชายที่ตัวเล็กกว่าทุกคนในกลุ่มนั้นเอ่ยขึ้นมา
“ข้าอยากได้รองเท้าคู่นั้น ที่คนปัญญาอ่อนนี่ใส่อยู่” เสียงพูดอย่างเอาแต่ใจของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น หรือก็คือ ซูฉินฟางอายุ 7 หนาวทั้งยังเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกันกับซูลู่เหยาอีกด้วย แต่เพราะได้รับการถ่ายทอดนิสัยและอารมณ์ที่บิดเบี้ยวมาจากมารดา ทำให้ซูฉินฟางมักชอบเอาเปรียบและรังแกซูลู่เหยาอยู่เสมอเมื่อมีโอกาส ยิ่งซูลู่เหยาไม่สามารถตอบโต้ได้ก็ยิ่งชอบใจ นางแอบเห็นว่าท่านลุงซูลู่ฮันซึ่งเป็นบิดาของซูลู่เหยาถักรองเท้าฟางคู่ใหม่ให้ซูลู่เหยา นางจึงอิจฉามากและอยากได้รองเท้าคู่ใหม่บ้าง แต่ก็ไม่มีใครยอมทำให้นางเพราะท่านพ่อท่านแม่ต่างก็มักไปสนใจและเอาใจน้องชายฝาแฝดของนางมากกว่านั้นเอง
“เช่นนั้นก็ไปถอดเอามาเลยสิ คนบ้าปัญญาอ่อนเช่นนี้ไม่ต้องใส่รองเท้าก็ได้” เสียงเล็กๆ ของเด็กผู้หญิงตัวน้อยอีกคนซึ่งเป็นสหายสนิทของซูฉินฟาง เอ่ยขึ้นอย่างสนับสนุนเต็มที่
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า จริงด้วยๆ คนบ้าไม่ต้องใส่ของดีๆ แบบนี้หรอก มาข้าจะเข้าไปเอามาเอง” เสียงพูดเห็นด้วยมาจากเด็กผู้ชายอีกคน หรือที่ทุกคนเรียกว่าต้าหนิว ที่ตัวโตกว่าเพื่อน ดูท่าแล้วน่าจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มเด็กๆ พวกนี้ เอ่ยขึ้นพร้อมหัวเราะชอบใจ ก่อนจะเดินเข้าไปหาร่างเล็กๆ ที่นั่งจุ๊กปุ๊ก อยู่ที่พื้นอย่างไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ แล้วถอดกระชากรองเท้าฟางที่เจ้าตัวน้อยใส่อยู่ออกมาอย่างหน้าด้านๆ ก่อนจะยื่นให้ซูฉินฟางที่ยื่นมือมารับไปทันที
“นี่แน่ะ” เมื่อยื่นรองเท้าฟางให้ซูฉินฟางแล้วต้าหนิวก็ก้มลงเก็บเอาก้อนดินเล็กๆ มาขว้างปาใส่ซูลู่เหยาไปกระทบที่หน้าผากน้อยๆ ดังโป๊ก โป๊ก
“เจ้าทำอันใดน่ะต้าหนิว” เด็กผู้ชายตัวผอมสูงเอ่ยถามขึ้น
“เอาก้อนดินขว้างใส่อย่างไรเล่า ขว้างจนกว่ามันจะร้อง ข้าอยากเห็นคนปัญญาอ่อนนี่ร้องไห้” พูดไปแล้วตาก็มองหาก้อนดินที่พื้นต่อ
“แต่แม่ข้าเคยบอกว่าคนปัญญาอ่อนไม่ร้องไห้นะ” เด็กผู้ชายตัวเล็กอีกคนท้วงขึ้นมา
“ใช่ข้าอยู่บ้านเดียวกันกับคนปัญญาอ่อน ยังไม่เคยเห็นนางร้องไห้ หรือพูดจากับใครเลย” ซูฉินฟางกล่าวขึ้นเพื่อยืนยันอีกเสียงขณะมือก็ก้มลงสวมรองเท้าฟางให้ตนเองไปด้วย
“โอ๊ะ!! จริงด้วย แต่ว่าข้าอยากทำ จะลองดูว่าถ้าเอาก้อนดินนี่ขว้างใส่แล้วจะร้องไห้ได้มั้ย นี่แนะๆ” ว่าจบเด็กชายต้าหนิวก็เริ่มนำทั้งดินโคลน ทั้งก้อนดินมาขว้างปาต่ออย่างสนุกโดยไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด โดยมีเด็กชายอีกสองคนร่วมด้วย ส่วนซูฉินฟางและเด็กผู้หญิงที่เป็นสหายของนางอีกคนไม่ได้เข้าไปร่วมด้วยแต่ก็ไม่ได้ห้าม เอาแต่ยืนดูอยู่เฉยๆข้างๆ
ต้าหนิวนั้นเป็นหลานชายของหัวหน้าหมู่บ้าน เขาคิดมาเสมอว่าปู่ขอเขายิ่งใหญ่ที่สุดไม่ว่าใครก็ต้องเชื่อฟังปู่เขาทั้งนั้น ย่อมก็ต้องเชื่อฟังเขาด้วยเช่นกัน จึงทำให้กลายเป็นเด็กเกเรชอบรังแกคน
แม้ก้อนดินที่ขว้างปานั้นจะเล็กนิดเดียว แต่ก็ยังเจ็บอยู่ดี ทั้งก้อนดิน ต้นหญ้าข้างทาง ล้วนถูกเด็กน้อยจอมเกเรประจำหมู่บ้านนำมาขว้างปาใส่ร่างเล็กๆ ที่นั่งนิ่งๆ ไม่ไหวติง ไม่หลบ ไม่ร้อง ไม่โวยวาย เหมือนไม่มีความรู้สึกใดๆ
“ท่านเทพทำอย่างไรดีเจ้าคะ” เมื่อทนดูต่อไปไม่ไหวเหยาเหยาจึงเอ่ยถามท่านเทพไปทันที
“รอก่อน ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่เจ้าจะเข้าร่างตนเอง เพราะนี้ก็คือเคราะห์กรรมที่ข้าเคยบอกว่าร่างของเจ้าต้องเผชิญ จนได้รับบาดเจ็บและสิ้นชีวิตลงอย่างไรเล่า” ท่านเทพอธิบายอย่างใจเย็น แม้จะอยากให้เหยาเหยาเข้าร่างทันที แต่ก็ไม่อาจทำได้ ทุกอย่างย่อมมีเวลาของมัน
“แต่ร่างเด็กของหนูเลือดออกแล้วนะคะ อ่ะนั่น!” เหยาเหยาร้องด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ร่างเล็กๆ ของเธอในชาติภพนี้ล้มลง หงายหลังไปนอนกับพื้นแล้ว เพราะนอกจากก้อนดินแล้วต้าหนิวยังไปเก็บก้อนหินมาก้อนหนึ่ง แล้วปาใส่มาโดนที่หน้าผากน้อยๆของซูลู่เหยาเต็มๆ
ตุ๊บ!
“เฮ้ย! ตายหรือไม่นั้น” เมื่อเห็นว่าร่างเล็กๆ นั้นล้มลงไป พร้อมทั้งที่ศีรษะก็มีเลือดไหลเต็มไปหมด เด็กพวกนี้ก็เริ่มสั่นกลัวขึ้นมาว่าตนเองนั้นอาจจะฆ่าคนแล้ว เพราะไม่มีใครคิดการแกล้งคนปัญญาอ่อนครั้งนี้จะถึงกับเลือดออกแล้วล้มลงไปเช่นนี้
“ปะ เป็นเจ้านั่นแหละที่เอาหินก้อนนั้นขว้างใส่คนปัญญาอ่อน” เด็กผู้ชายตัวเล็กเอ่ยขึ้นมาพร้อมชี้ไปที่ต้าหนิว
“จะมาโทษข้าได้อย่างไร พวกเจ้าก็ปาใส่นางเช่นกัน” เด็กชายทั้ง 3 คนเริ่มโวยวายโยนความผิดให้แก่กันไปมา ก่อนจะทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้ด้วยความกลัว หากมีคนรู้ว่าพวกเขาถึงกับฆ่าคนตายจะทำอย่างไร ด้วยยังเด็กและกลัวมากทั้งสามจึงรีบวิ่งหนีออกไปจากทุ่งหญ้า ส่วนซูฉินฟางเมื่อเห็นร่างลูกพี่ลูกน้องของตนล้มตึงลงไปก็ตกใจมากไม่รู้จะทำอย่างไร ก่อนจะถูกมือของเด็กผู้หญิงที่เป็นสหายสนิทดึงแล้วพากันวิ่งหนีไปทันที ปล่อยทิ้งไว้เพียงร่างเล็กจ้อย ที่นอนกองเป็นผักอยู่บนพื้นหญ้าด้วยลมหายใจที่อ่อนรวยรินลงเต็มที
“เอาล่ะตอนนี้ดวงจิตและร่างกายนี้อ่อนแรงจนถึงที่สุดแล้ว เจ้าเข้าร่างของเจ้าได้แล้วล่ะ” ท่านเทพเอ่ยบอก
“ค่ะท่านเทพ ขอบคุณท่านเทพมากนะคะที่มาส่ง ไว้หนูเข้าร่างแล้วจะจัดการเจ้าเด็กนิสัยเสียพวกนั้นให้หมดเลย ฮึ่ม” คิดอย่างโมโหเด็กพวกนี้พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรือไงถึงได้กล้ารังแกคนขนาดนี้
“อืมๆ เอาเถอะจะทำสิ่งใดก็อย่าลืมว่าตอนนี้ร่างเจ้าเป็นเพียงเด็ก 5 หนาวเท่านั้นเล่า” เมื่อท่านเทพเอ่ยเตือนจบแล้ว ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบสิ่งใด ก็รับรู้ถึงแรงดึงดูดมหาศาล ก่อนที่ดวงจิตของเหยาเหยาจะเลือนหายไปแล้วพุ่งตรงเข้าไปที่ร่างของซูลู่เหยาตัวน้อยที่นอนสลบอยู่ทันที
“ข้าขออวยพรให้เจ้าพบเจอแต่ความสุขในชีวิตนี้และทำสิ่งใดก็พบเจอแต่ความโชคดีทุกครั้งไป” เสียงกล่าวอวยพรตามหลังเมื่อดวงจิตของเหยาเหยาหลอมรวมกับร่างแล้ว ก่อนที่ร่างท่านเทพจะค่อยๆ จางหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ที่ตรงนี้มาก่อน
ส่วนร่างเล็กที่นอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นนั้นก็ค่อยๆ ขยับลืมตาขึ้นมาช้าๆ แต่ยังไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ เพราะร่างกายได้รับบาดเจ็บหลายแห่งรู้สึกปวดเนื้อเมื่อยตัวไปทั้งร่าง เหยาเหยาไม่ได้รับความทรงจำใดๆ จากร่างเดิมเลย เพราะดวงจิตของร่างนี้ที่ไม่สมบูรณ์ จิตใจจึงไม่อาจรับรู้หรือจดจำสิ่งใดได้ ทุกอย่างในหัวจึงมีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น…..
ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นร่างผอมสูงของเด็กชาย 2 คนกำลังออกตามหาน้องสาวด้วยความกระวนกระวายและร้อนรนใจยิ่งนัก
ซูลู่จื่ออายุ 9 หนาวพี่ใหญ่ของเหยาเหยาที่เดินไปวิ่งไป สายตาก็สอดส่ายมองหาร่างน้อยๆ ของน้องสาวไปด้วยทั้งหน้าแดงเหนื่อยหอบเพราะพิษไข้ที่เป็นอยู่ พร้อมกับซูลู่หยางอายุ 7 หนาวที่ตอนนี้ดวงตาแดงก่ำด้วยความเป็นห่วงเพราะเขาเป็นคนทำน้องสาวหายไปตอนไปเก็บผักป่า
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงตีนเขาที่ด้านข้างเป็นทุ่งหญ้าเตี้ยๆ พี่น้องสองคนกำลังจะปรึกษากันว่าจะเดินไปตามหาทางไหนต่อดี จู่ๆ ลู่หยางก็ถูกร่างของต้าหนิวที่รีบวิ่งหนีอะไรบางอย่างมาชนเข้าอย่างแรง จนร่างของเขาล้มลงไปกับพื้น
และเมื่อต้าหนิวเห็นว่าคนที่ตนเองชนนั้นคือพี่ชายของคนปัญญาอ่อนแซ่ซู ก็ยิ่งตกใจร้องไห้จ้า กลัวความผิดพร้อมตะโกนบอกว่า
“ข้าไม่ได้ทำนะ ไม่ได้ทำ”
แล้วรีบวิ่งหนีไป และเพียงไม่นาน 2 พี่น้องบ้านซูก็เห็นเด็กผู้ชายที่เป็นเพื่อนเล่นของต้าหนิวอีก2คนวิ่งตามหลังมา และเพียงไม่นานก็ตามมาด้วยร่างลูกพี่ลูกน้องของพวกเขาซูฉินฟางและสหายของนางที่วิ่งตามหลังกันมา ทั้ง5คนดูมีพิรุธยิ่งนักจนลู่จื่อสังเกตได้ เมื่อสังหรณ์ใจและคิดบางอย่างขึ้นมาก็เบิกตาโตอย่างตื่นตกใจ ขออย่าให้เป็นเช่นที่เขาคิดเลย แล้วรีบวิ่งไปยังทิศทางที่เด็กทั้ง5คนนั้นพึ่งวิ่งจากมา ลู่จื่อรีบวิ่งนำไปอย่างรวดเร็วโดยมีน้องรองลู่หยางวิ่งตามมาติดๆ …