โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

มิชชั่นแม่ทัพใหม่ Estar สร้างการเติบโตยั่งยืน-สม่ำเสมอ-ปันผลผู้ถือหุ้น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ก.ค. 2566 เวลา 11.06 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2566 เวลา 01.35 น.
ไพโรจน์ วัฒนวโรดม

สัมภาษณ์ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม

ในวัย 58 ปี กับประสบการณ์ปั้นพอร์ตรายได้ 2 หมื่นล้านบาท สมัยอยู่กับควอลิตี้เฮ้าส์ ล่าสุด เพอร์ฟอร์แมนซ์เข้าตาบอร์ดอีสเทอร์นสตาร์ หลังจากสัมภาษณ์ 3 รอบ ได้ฤกษ์เข้ามานั่งบริหารอย่างเต็มตัวตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นมา

“ประชาชาติธุรกิจ” นั่งล้อมวงสัมภาษณ์ “ไพโรจน์ วัฒนวโรดม” กรรมการผู้จัดการคนใหม่ บริษัท อีสเทอร์นสตาร์ จำกัด (มหาชน) หรือ Estar กับภารกิจที่ต้องขยับฐานสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เป็นปีละ 3,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่เหมาะสมในการจ่ายเงินปันผลผู้ถือหุ้น

อัพเดตตัวเลขอีสตาร์ในปัจจุบัน

บอร์ดบริหารอยากได้ผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำอสังหาริมทรัพย์ เพราะในองค์กรมีคณะกรรมการที่เก่งการเงินหลายอย่าง ผมน่าจะตอบโจทย์ในฐานะเป็นดีเวลอปเปอร์ ผ่านการพัฒนาโครงการ ทำเรื่องบริหารความเสี่ยง มาร์เก็ตติ้ง บิสซิเนสแพลน และผมทำข้อเสนอปรับโครงสร้างธุรกิจอีสตาร์

โครงสร้างรายได้อีสตาร์ ส่วนใหญ่เฉลี่ยปีละ 2,000 ล้านบาท เพราะเน้นทำคอนโดมิเนียม ในขณะที่ผมทำอยู่กับพอร์ตรายได้ปีละ 5,000-10,000 ล้านมาตลอด สิ่งที่ผมมองถ้ารายได้พึ่งสินค้าแนวสูงอย่างเดียวจะไม่ยั่งยืน ต้องมีส่วนผสมทั้งบ้านแนวราบ คอนโดฯ และรายได้อื่นอีกหลาย ๆ ตัว

ในช่วง 2 เดือนแรกที่เข้ามาที่นี่ ผมปรับโครงสร้างองค์กรให้กระชับขึ้น มี 2+1 BU (business unit) คือ บียูกรุงเทพฯ, บียูระยอง, บียูแบ็กออฟฟิศและซัพพอร์ตติ้งต่าง ๆ

เริ่มจากบียูกรุงเทพฯ การลงทุนครั้งล่าสุดของเราคือในช่วงไตรมาส 4/65 เปิดแบรนด์ควินน์ 3 โครงการ แต่กว่าจะรับรู้รายได้ต้องรอให้สร้างเสร็จและส่งมอบภายในไตรมาส 4/67 กับปี 2569 ภายใต้แบรนด์ควินน์ โพธิ์นิมิตร นั่นคือรายได้ไม่สม่ำเสมอ ปีนี้จึงต้องเพิ่มบ้านแนวราบขึ้นมา ซึ่งคุยในทีมเดิมจะไม่มีความเชี่ยวชาญแนวราบ แต่ผมมีความเชี่ยวชาญบ้านแนวราบ ก็เลยเซตบียูกรุงเทพฯ ให้มีทั้งคอนโดฯ และบ้านแนวราบ

ปีนี้ตั้งงบฯ 1,000 ล้านซื้อที่ดิน บอร์ดบริหารใช้เวลาพิจารณาชั่วโมงเดียวอนุมัติให้ซื้อเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซื้อแล้ว 1 แปลง ราคา 300 ล้านบาท ตามแผนธุรกิจ ภายในไตรมาส 3/67-4/67 ต้องมีบ้านแนวราบมาเติมให้ได้ แต่ละแปลงเราใช้เวลาพัฒนา 10 เดือน จากนั้นเดือนที่ 11 จะเริ่มรับรู้รายได้ แผน 4 ปีหน้า บ้านแนวราบจะเริ่มเข้ามาเติมในพอร์ต

ปัจจุบันในกรุงเทพฯ มีที่ดิน 3 ไร่ ในซอยเย็นอากาศ 2 กับโซนกรุงเทพฯ-เมืองนนท์อีก 7 ไร่ อยู่ติด MRT สถานีติวานนท์ สำหรับทำคอนโดฯทั้งหมด ซึ่งปกติคอนโดฯโลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น ซื้อที่ดินและก่อสร้างเฉลี่ยใช้เวลา 12 เดือน เดือนที่ 13-15 ถึงจะรับรู้รายได้ ส่วนคอนโดฯไฮไรส์สร้างนาน 2-3 ปี ถึงจะสามารถรับรู้รายได้ในปีที่ 3-4 เพราะฉะนั้น อีสเทอร์นสตาร์ติดกับดักตรงนี้ เพราะสินค้ามีแต่คอนโดฯ การรับรู้รายได้ก็เลยไม่สม่ำเสมอ

ส่วนบ้านแนวราบในกรุงเทพฯ มีแห่งเดียวแบรนด์ Estara พัฒนาการ 20 ซึ่งขายหมดแล้ว ดังนั้นผมจึงขออนุมัติจากบอร์ด ตั้งเป้าว่าปีนี้ตั้งงบ 1,000 ล้านบาท ซื้อที่ดิน 3 แปลง สัปดาห์ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บอร์ดบริหารอนุมัติมา 1 แปลงแล้ว มูลค่า 300 ล้านบาท ทำเลกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ทำทาวน์โฮมเซ็กเมนต์ 3-5 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท อีกสองแปลงกำลังศึกษาการลงทุน

ถัดมา บียูบ้านฉาง จ.ระยอง ก่อนหน้านี้ผมทำโครงการต่างจังหวัดมาตลอด ชลบุรี-ระยองตลาดใหญ่ เฉพาะชลบุรีมูลค่าตลาดปีละ 4 หมื่นล้าน เทียบกับกรุงเทพฯ-ปริมณฑลปีละ 4 แสนล้าน เท่ากับชลบุรีจังหวัดเดียวมีสัดส่วน 10% ของตลาดกรุงเทพฯ

โดยไม่ได้มองว่าระยองจะโต แต่มาร์เก็ตไซซ์น่าจะแตะปีละ 12,000 ล้านบาทแล้ว เมื่อมาศึกษาในอีสเทอร์นสตาร์พบว่า บ้านฉางตลาดโตมาก เป้าปีนี้เกือบ 700 ล้านจาก 4 โครงการ ปีหน้าผมมองการลอนช์โครงการใหม่ขยายมูลค่าได้ถึง 1,000 ล้าน เพราะมีแลนด์แบงก์ทำเลติดสนามบินอู่ตะเภา

เรื่องที่เซอร์ไพรส์คือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย กำลังซื้อศักยภาพสูงมาก ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีทั้ง IRPC, PTT, SCG และนิคมอุตฯอื่น กับกองทัพเรือ กำลังเข้ามาอยู่เยอะ ลูกค้าเป็นคนกลุ่มอายุ 30-55 ปี รายได้เดือนละ 7 หมื่น-3 แสนบาท รีเจ็กต์เรตถือว่าน้อยมาก 5-10% เท่านั้นเอง เทียบกับมาตรฐานตลาดเฉลี่ยกู้ไม่ผ่าน 30-50% สำหรับผมตลาดในระยองเป็นแหล่งจับปลาใหม่ที่น่าสนใจ (น่านน้ำการแข่งขันใหม่ โมเดลตลาดบลูโอเชียน)

ตอนนี้เราโอนเกือบ 250 ล้าน มีแบ็กล็อกอีก 250 ล้าน ตอนนี้บียูระยองเราผลิตไม่ทัน ผมเข้ามาปรับโปรเซสใหม่ เป้า 700 ล้านทำได้แน่นอน ก็เลยมองว่าปีหน้าต้องขยายต่อ

เซ็กเมนต์บ้านแนวราบในปัจจุบัน มีแบรนด์ “บรีซ” ราคา 3-5 ล้าน, แบรนด์ “เวโลนา” 5-9 ล้าน ตลาดไปได้ดีมาก กับแบรนด์ “แกรนด์ เวโลนา” 9-15 ล้าน ปีที่แล้วรายได้ในระยอง 450 ล้าน ปีนี้เป้า 700 ล้าน มาจากกลุ่มบ้านราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป ล่าสุดกำลังจะเปิดบ้านเวโลนา 3 อีกหนึ่งโครงการ เพราะเซ็กเมนต์ 5-9 ล้าน ซัพพลายใกล้จะหมด ต้องมีของใหม่มาเติม

เบ็ดเสร็จในระยอง เรามีแลนด์แบงก์ทำเลศักยภาพสูง รวมกัน 300-400 ไร่ ทำเลกระจายตัว อยู่รอบสนามกอล์ฟอีสเทอร์นสตาร์ 238 ไร่ พัฒนาได้ 6 โครงการ กับที่ดินนอกสนามกอล์ฟอีก 80 ไร่ ซึ่งซื้อเก็บไว้นานแล้ว วันนี้จะหยิบมาพัฒนาจึงเป็นต้นทุนที่น่ารักมาก ทำให้เราได้เปรียบการแข่งขัน

ทิศทางการเติบโตของบริษัท

สำหรับปี 2566 ไม่มีโครงการเปิดใหม่ แต่จะมีการลงทุนซื้อที่ดินนำมาพัฒนาโครงการ 2 แปลง แปลงที่ 1 เพิ่งซื้อต้นเดือนกรกฎาคม เริ่มพัฒนาครึ่งปีหลัง 2566 ตั้งเป้าลอนช์โครงการในไตรมาส 3/67 ออกแบบเป็นทาวน์โฮมสองชั้น-สามชั้น ราคา 3-5 ล้าน แบรนด์ใหม่ “ESTARA City” ทำเลลาดกระบัง จำนวน 156 ยูนิต มูลค่า 700 ล้านบาท บนที่ดิน 16 ไร่

บิสซิเนสโมเดลยุคผม เน้นขนาดที่ดินไม่ใหญ่มาก 15-25 ไร่ เน้นจบใน 3 ปี ไม่เหมือนอดีต สูตรลงทุนของผมในกรุงเทพฯ เน้นเคลื่อนตัวเร็ว เป้า 3 ปีปิดการขายทั้งโครงการ

แปลงที่ 2 เปิดบ้านเดี่ยวเซ็กเมนต์กลาง-บน แบรนด์เวโลนา 3 ทำเลรอบสนามกอล์ฟ บนที่ดิน 20 ไร่ จำนวน 150 หลัง บ้านเดี่ยว 5-9 ล้าน วางแผนเปิดพรีเซลไตรมาส 2/67 มูลค่า 700 ล้านบาท จุดโฟกัสอยู่ที่รูปแบบบ้านอีสตาร์จะเปลี่ยนไป จากเดิมแบบบ้านเรามีความหลากหลาย เช่น ทาวน์โฮมดูโมเดิร์น, โครงการในระยองสไตล์คอนเทมโพรารี ตอนนี้เราใส่โมเดิร์นลักเซอรี่เข้ามา

หนึ่งในจุดแข็งของอีสตาร์ คือ ดีอีเรโช 0.28 (หนี้สินต่อทุน) โครงสร้างการเงินแข็งแรงมาก บอร์ดบริหารจะดูตัวนี้ ในอนาคตลงทุนใหม่ยังไงก็คงควบคุมไม่ให้ดีอีขึ้นไปเกิน 0.5 คอนเซอร์เวทีฟมาก หุ้นกู้ก็ไม่มี โดยที่เราทำโปรเจ็กต์ไฟแนนซ์แต่ละโครงการ แต่ไม่มีการออกหุ้นกู้ หรือออกตั๋วให้นักลงทุนต้องโรลใหม่ในรอบปี

แหล่งเงินกู้เราใช้หลายธนาคาร ตั้งแต่แบงก์กรุงศรีฯ กรุงเทพ เกียรตินาคิน 2 เดือนมานี้ ผมนั่งคุยเกือบสิบแบงก์ น่ารักมากเลย บอกจะให้งบฯอีสเทอร์นสตาร์ซื้อที่ดิน บางแบงก์บอกให้งบฯ 500 ล้านซื้อแลนด์แบงก์ แต่เราต้องดูก่อนในเรื่องริสก์แมเนจเมนต์แต่ละแปลง

บียูแบ็กออฟฟิศ ปรับอะไรบ้าง

บียูซัพพอร์ตและแบ็กออฟฟิศ มีความหมาย ผมจะบริหารเรื่องต้นทุน ซัพพลายเชน แบบบ้าน เพื่อให้ได้แบบบ้านมี DNA ของอีสตาร์มากขึ้น ใส่ประสบการณ์และทีมงานมาดูให้แบบบ้านมีความโมเดิร์นลักเซอรี่มากขึ้น มีเรื่องสเปซ แต่เรายังอยู่ในเซ็กเมนต์ 5-9 ล้าน เพราะเราถนัด ยังไม่กระโดดไปถึง 10 ล้านบาท สินค้าคอนโดฯยังเซ็กเมนต์เดิม เจาะตลาดแมส 3-5 ล้าน/ยูนิต เฉลี่ยตารางเมตรละ 1 แสน ยังคงไว้

ทีมงานซัพพลายเชน นำแบบบ้านมาปรับใหม่ บริหารต้นทุนใหม่ นาทีนี้สำคัญเรื่องคอสต์มาก เพราะคอสต์หลายตัวขึ้นตลอดเวลา สิ่งแรกที่เราทำได้เลย ปีนี้หารายได้ไม่ทัน แต่ถ้าบริหารคอสต์ได้ก็จะดึงราคาลงมาแข่งขันได้ เช่น ตอนนี้เราปรับเรื่องการซื้อของ เชิญซัพพลายเออร์ใหญ่ ๆ ทั้งกระเบื้อง สุขภัณฑ์ ปูน เหล็ก หลอดไฟ ฯลฯ บอกเขาว่ามีโครงการที่ไหนบ้าง บอกเป็นปี ทำอย่างนี้ต้นทุนผมลดไป 10-25% ล็อกราคา 2 ปีล่วงหน้าเลย

ที่ผ่านมาใช้วิธี สั่งของแบบขายปลีกทีละ 5-8 หลัง เรามาปรับใหม่ ซึ่งจริง ๆ เป็นวิธีเดิมอยู่แล้วแหละ แต่เรามาใช้องคาพยพต้องหาซัพพลายเชนนะ ให้แผนล่วงหน้ากับซัพพลายเออร์ จะทำให้เราบริหารต้นทุนได้ และเราก็จะบริหารเซ็กซี่สต๊อกให้ได้ 2-3 เดือน เราจะขายบ้านพร้อมอยู่

แต่เราจะไม่เอาโปรเซสซับซ้อนของบริษัทใหญ่มาใช้ แต่จะเอาโปรเซสที่กระชับชึ้น บริษัทใหญ่มีเอกสารมากมาย เข้าระบบต่าง ๆ ต้องเช็กอนุมัติจากหลายหน่วยงานมาก ตอนนี้เราจะมีแค่ 2-3 เทียร์ในการอนุมัติ ผมส่งจากบียู บียูส่งลูกน้องแล้วตัดบัญชีเลย เพราะข้อมูลบิ๊กดาต้าจะอยู่ที่ส่วนกลางทั้งราคากลาง แบบบ้าน ซัพพลายเออร์ ถ้าเราติ๊กอนุมัติไปแล้ว เขา (ไซต์หน้างาน) ก็มาติ๊กอนุมัติต่อ โดยดูจากบิ๊กดาต้าส่วนกลางได้เลย ไม่ต้องซอร์ซิ่งใหม่

เพราะอีสตาร์เรายังเน้นปลาเล็กกินปลาใหญ่ เราเน้นความเร็วมากกว่า สปีดของการแข่งขันทำได้เร็วย่อมได้เปรียบ

แผนอนาคตภายใน 3 ปี (พฤษภาคม 2566-2569) ผมปรับโครงสร้างรายได้ จากเดิมรายได้พึ่งคอนโดฯ 80% บ้านแนวราบ 20% ปรับใหม่ให้สัดส่วน 50/50

ไฮไลต์อีกเรื่องคือต้องปรับทีมงาน ตอนนี้พนักงานอีสตาร์มีคนอายุ 30 ปีกับ 50 ปี ห่างกันเลย มีข้อดีทีมงานอายุ 30 ปีเราสามารถปั้นเขาได้ อีกสิบปีหน้าเขาจะแข็งแรงมาก ส่วนอายุ 50 ปีเขาจะมีประสบการณ์ แต่สุดท้ายก็ต้องขยับไป ซึ่งจะเห็นว่าบริษัทอสังหาฯหลายแห่งหาซักเซสเซอร์ไม่เจอ แต่ตอนนี้เราจะหาซักเซสเซอร์เจอแล้วเพราะเราจะปั้นขึ้นมา

เมื่อปรับโครงสร้าง ปรับระบบซัพพลายเชน แบบบ้านมาตรฐานมากขึ้น กับปรับระบบงานขาย-งานการตลาด เราจะทำงานขายด้วยตนเอง ที่ผ่านมาเรายังใช้ระบบโบรกเกอร์อยู่ ซึ่งระบบโบรกเกอร์อะไรที่ทำผลงานดีก็ดีไป แต่เราพยายามเอาดาต้าฝ่ายขายกับฝ่ายตลาดมารวมกัน 3 เดือน 6 เดือนต้องมารวมกันแล้ว

การบริหารความเสี่ยงอสังหาฯ

ผมกับบอร์ดบริหาร 5 คน เป็นผู้หลักผู้ใหญ่สายการเงิน ผมต้องปรับจูนกับท่าน อธิบายว่าการลงทุนแต่ละแปลง เริ่มต้นจากทำฟีส (feasibility-การศึกษาความเป็นไปได้โครงการ) 5 ตัว ไม่ใช่ซื้อที่ดินอยู่ดี ๆ แล้วทำได้เลย

ตั้งต้นจาก 1.เราต้องใช้มาร์เก็ตติ้งนำ เราจะเช็กดีมานด์-ซัพพลายตลอด มีพร้อมไหม 2.โปรดักต์ดีไซน์ เซ็กเมนต์ที่เราจะเข้า เราถนัดอะไร คนรับรู้แบรนด์อีสตาร์ เหมือนเป็น A- ยังแพงอยู่ แต่ก็ไม่ได้ถูกกำลังซื้อระดับกลางมองว่ายังเกือบแพงอยู่ ดังนั้น เซ็กเมนต์ที่เราจะเข้าไปบ้านราคา 5-9 ล้านเป็นหลัก แต่ถ้ามีโอกาสจะขยับไป 9-15 ล้านก็ได้

3.โลเกชั่นอนาไลซิส ทุกครั้งต้องเอาทุกแปลงที่ดินมานั่งดูว่าไฟฟ้า ประปาเป็นยังไง ใกล้โรงงาน โรงพยาบาล ใกล้แหล่งอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ หรือ…เอ๊ะ เราหยุดนะ เรื่อง legal analysis ต้องเช็กก่อนว่าที่ดินผังเมืองสีอะไร มีถนนตัดผ่านไหม เป็นยังไง

4.ข้อมูลด้านเทคนิค ในเรื่องงานสถาปัตย์ เอ็นจิเนียร์ เราจะเอาแบบบ้านอะไรลง ไม่ได้หมายความว่ามีที่ดินแล้ว จะเอาแบบบ้านอะไรลงก็ได้ เช็กแล้วทำเลมีช่องว่างราคา 3-5 ล้าน หรือ 5-9 ล้าน ถ้าเซ็กเมนต์ 3-5 ล้าน เอาบ้านแฝดลงได้ไหม แต่จริง ๆ ไม่แอบซอร์บกัน หรือบางทีลง 5-9 ล้าน เพราะราคาที่ดินแพงมาก เราอาจลงทาวน์โฮม 3 ชั้นก็ได้

จุดตัดสินใจลงทุนโครงการ ถ้าเราเช็กแล้วซัพพลายที่เหลือใช้เวลาขาย 1 ปีหมด โครงการของเราพัฒนา 10 เดือน พอเราเปิดขายก็พอดีซัพพลายในตลาดหมด เราก็ไปต่อได้ แต่ถ้าทำเลใดเช็กแล้วซัพพลายเหลือเยอะ ใช้เวลาดูดซับ (ขาย) 2 ปีขึ้นไป เราไม่ไปลง

5.ไฟแนนเชียลฟีส สำคัญมาก เราต้องรู้ว่าที่ดิน 15-25 ไร่ ต้องจบใน 3-4 ปีนะ โปรฟิตมาร์จิ้น เน็ตโปรฟิตต้องได้เท่าไหร่ ราคาที่ดินเหมาะสมต้องเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าบริษัทเราจะมีดีอีเรโช 0.28 บอร์ดเราก็บอกว่าต้องไปกู้นะ เงินเรามี แต่ต้องค่อย ๆ ใช้นะ ซึ่งจริง ๆ แล้วสถาบันการเงินตอบรับดีมากที่จะปล่อยกู้เรา บางแบงก์บอกว่าให้งบฯ 500 ล้านจัดซื้อแลนด์แบงก์ โดยแบงก์ให้กู้ซื้อที่ดินมาตรฐานทั่วไปสัดส่วน 60-70% สิ่งปลูกสร้างก็ 60-70%

แผนธุรกิจอีสตาร์ รีโมเดล 360 องศาเลยไหม

ผมจะค่อยปรับเปลี่ยนไป จากเล็กเป็นใหญ่ แต่ที่แน่ ๆ จะมีการเชนจ์ จากแนวราบเริ่มลงทุน 2 แปลง ปีหน้าจะเริ่มลอนช์โครงการ จากทุกทีบริษัทไม่แตะแนวราบ และเติมทุกปีเฉลี่ยอย่างต่ำปีละ 2 แปลงในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดอีก 1 แปลง รวมปีละ 3 แปลง ภายในเวลา 3 ปี เป้ารายได้ขยับจาก 2,000 ล้าน สู่รายได้ปีละ 3,000 ล้าน 5,000 ล้านบาท จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ผมเข้ามากลางปี ของเดิมปีที่แล้วมีการโอนหรือรับรู้รายได้ 1,800 ล้านบาท ปีนี้เป้าโอนเซตไว้ที่ 1,500 ล้านบาท เรามองว่าน่าจะมีทางใกล้เคียงได้ โดยไตรมาส 1/66 ประกาศตัวเลขรายได้ 247 ล้านบาท ไตรมาส 2/66 มีโอกาสเติบโต 30% และเริ่มมีกำไร ส่วนครึ่งปีหลังจะมียอดโอนเข้ามาเยอะ เนื่องจากมีแบ็กล็อกรอโอน

ส่วนยอดขายเดิมประกาศเป้า 3,000 ล้านบาท สูงนะ อาจจะยังไม่ถึง แต่สามารถทำได้ดีกว่าปีที่แล้วซึ่งมียอด 1,800 ล้านบาท ปีนี้น่าจะมากกว่า

ภารกิจผม เป้าหมายหลักทำยังไงให้รายได้อสังหาริมทรัพย์แตะ 3,000-5,000 ล้านบาท ทำตรงนี้ให้สำเร็จก่อน เพราะอีสตาร์ยังไปไม่ถึงตรงนั้น จะทำยังไงให้สัดส่วนรายได้ค่อย ๆ เติบโต จาก 1,500 ล้านเป็น 2,000 ล้าน เป็น 2,500 ล้าน เป็น 3,000 ล้าน เรื่องความสม่ำเสมอก็คือการจัดสัดส่วนตรงนี้

สไตล์การทำธุรกิจ ยังคอนเซอร์เวทีฟ ?

ผมใช้คำว่าคิดแบบรอบคอบ แนวคิดบอร์ดเปลี่ยนแล้วนะจากคอนเซอร์เวทีฟ เมื่อสัปดาห์ต้นเดือนกรกฎาคม อนุมัติให้ผมซื้อที่ดิน 1 แปลง มูลค่า 300 ล้าน ใช้เวลาพิจารณาเพียง 1 ชั่วโมง จากเดิมผมได้ยินมาว่าการขออนุมัติสักครั้งต้องใช้เวลา 3-6 เดือน แต่เป็นครั้งแรกที่เรายื่นครั้งเดียวแล้วอนุมัติเลย เพราะบอร์ดปรับกระบวนทัศน์ใหม่

โจทย์ที่บอร์ดกับผู้ถือหุ้นให้มา บอร์ดอยากให้เราพัฒนาโครงการ มีทั้งแนวราบแนวดิ่ง มีรายได้สม่ำเสมอ มีการเติบโตที่ยั่งยืนไม่ต่ำกว่าปีละ 15% และมีผลกำไรออกมาเพื่อจะจ่ายเงินปันผล เราเน้น growth แล้ว เราไม่เน้นแบบเดิม สินค้าแต่ละตัวเน็ตโปรฟิตต้องดี ที่ผ่านมาไม่ได้จ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นหลายปีแล้ว

สิ่งสำคัญที่สุด ถ้ารายได้ยัง 2,000 ล้าน คุณจ่ายเงินปันผลไม่ได้หรอก แต่ถ้ารายได้คุณ 3,000-4,000 ล้าน คุณจ่ายเงินปันผลได้แน่นอน นั่นคือบ้านแนวราบต้องทำมากขึ้น แต่การทำ บอร์ดก็บอกว่าดูฟีสให้ดีนะ มีดีมานด์-ซัพพลายให้ชัดเจน ไม่ใช่มีที่ดินแล้วเอามาทำเพื่อก่อเกิดรายได้ ไม่ใช่ เราต้องเอาที่ดินมีศักยภาพ มีดีมานด์และซัพพลายที่สอดคล้อง ถ้าแปลงเดิมใช้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร หาซื้อที่ดินแปลงใหม่ก็ได้ ไม่ติดกับดักบนที่ดินแปลงเดิม

ผมผ่านการทำงานกับบอร์ดนี้มาสองเดือน และวัยผมผ่านยุคห้าวมาแล้ว เราเข้าใจว่าการเติบโตถ้าค่อยเป็นค่อยไป แล้วมันมีจังหวะของมัน เราจะไม่ใช้ทุกจังหวะในการหาการเติบโตเพราะมีความเสี่ยง แต่เราต้องจับให้ได้ว่าอสังหาริมทรัพย์จะมีวงจร 3-5 ปี เราวางแผนจังหวะไหนเราเข้า จังหวะไหนเราถอย

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบใจที่นี่ บอร์ดและผู้บริหารมี good governance มากเลย มีเรื่องซีเรียสที่ท่านย้ำมาก ๆ ว่า เราไปพัฒนาโครงการ เราอย่าไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร และทุกครั้งที่ทำ ต้องไม่ให้ชาวบ้าน ไม่ให้ใครเดือดร้อน และของที่ออกมาแต่ละแปลงต้องมีคุณภาพและดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...