เศษบุปผา :พลิกชะตาบุปผาพร่างพราว
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ:Beijing xirondigital-publishingallianceinformationtechn
ประพันธ์โดย:不知去向
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย: GloryForeverPublicCo.,LTD
บรรณาธิการ : ไพสิฐ ต่วนขำ
แปลและเรียบเรียงโดย : เทพทัต โกว บทที่ 1-100
ปนัดดา ชนปัญญาสกุล บทที่ 101 เป็นต้นไป
พิสูจน์อักษร : กมลรัตน์ บัวเนียม
"เฉินจิ้งเจีย" บุตรสาวสายตรงแห่งจวนป๋อชางโหว
เคยสูงส่งเป็นถึงชายาองค์รัชทายาท
เคยตั้งครรภ์มังกรสูงศักดิ์ ไม่ว่าใครก็ล้วนอิจฉาในความโชคดีของนาง
คาดไม่ถึงว่าทุกสรรพสิ่งจะเป็นเพียงละครปาหี่ฉากหนึ่ง
ที่คนรักสารเลวและน้องสาวทรพีของนางสร้างขึ้น!!
นางต้องจ่ายค่าชมราคาแพงทีเดียว
พี่ชายต้องตายตั้งแต่ยังหนุ่มก็เพราะเขา
บุตรแสนดีต้องตายตั้งแต่ยังไม่ลืมตาก็เพราะเขา
นางที่จงรักภักดีถูกทรยศ ชีวิตมอดไหม้ ไม่เหลือชิ้นดีก็เพราะเขา
ความแค้นทำให้นางตายตาไม่หลับ สวรรค์จึงให้โอกาสนางย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีต
ดังนั้นในชาตินี้ นางจะไม่ยอมเป็นเฉินจิ้งเจียผู้อ่อนแอคนนั้นอีกแล้ว
นางจะแข็งแกร่งขึ้น จะให้คนที่ทำร้ายนาง
มองนางก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดไปทีละขั้นให้จงได้!
เริ่มต้นจากแต้มต่อที่ดีที่สุด “เผยฉางชิง” ชายผู้เปล่งประกายที่สามารถต่อกรกับรัชทายาทได้อย่างง่ายดาย
“เผยฉางชิง ท่านยินดีแต่งงานกับข้าหรือไม่”
“ถ้าคุณหนูต้องการแบบนั้น ข้าก็ยินดี”
Kawebook พร้อมเสริฟนิยายสนุก ๆ อีกมากมาย
จะสายมันส์ สายหวาน ก็มีอีกเพียบ!
อัพเดตเร็วดี ตอนฟรีมากกว่า
ส่งเจ้าไปหาพญายม
“ออกแรงอีก! จับนางไว้ให้แน่น!”
แม่นมโฉดชั่วมองสตรีที่ดีดดิ้นสุดแรงกำลังถูกกดบนพื้นด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง
นางกำนัลรับใช้สี่คนยึดแขนและขาของนางไว้อย่างแน่นหนา เป็นเพราะส่วนหน้าท้องป่องนูน ท่าทางการล้มของนางจึงดูแปลกตายิ่งนัก
“บังอาจ! แม่นมซุน! พวกเจ้าคิดคดทรยศเช่นนั้นรึ? ข้าผู้นี้เป็นถึงไท่จื่อเฟย[1]! ในครรภ์ข้ามีโอรสแห่งองค์ไท่จื่ออยู่ คาดไม่ถึงว่าพวกเจ้าจะริอ่านแตะต้องข้า!”
เฉินจิ้งเจียถูกกดไว้จนสองแขนมิอาจขยับเขยื้อน ทำได้เพียงโก้งโค้งร่างเอาไว้มาดหมายปกป้องส่วนหน้าท้องสุดชีวิต
มุมปากแม่นมซุนเหยียดยิ้มเย็น ก่อนจะอันตรธานหายไปทันใด “ไท่จื่อเฟยหรือ? หึหึ เกรงว่าท่านคงมิทราบว่าหนึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้ สถานะไท่จื่อเฟยของท่านถูกถอดสิ้นแล้ว ไท่จื่อมีบัญชาเด็ดขาดว่าโอรสในพระครรภ์ท่านคือดาวอาภัพกลับชาติมาเกิด หากถือกำเนิดต้องสร้างความโกลาหลใหญ่หลวงแก่ราชวงศ์เป็นแน่ ดังนั้นมิเพียงตัวท่าน แต่โอรสในพระครรภ์ของท่านก็ต้องจัดการด้วยเช่นกัน”
เฉินจิ้งเจียจ้องเขม็งนางตาแทบแตก ดวงตาสองข้างแทบหลั่งน้ำตาเป็นเลือด
“เหนียงเหนี่ยง เห็นแก่ไมตรีจิตที่ผ่านมา หม่อมฉันยังเรียกท่านเช่นนี้อยู่ หากท่านเคียดแค้นชิงชังปานใด ก็ทำได้เพียงเคียดแค้นต่อมารหัวขนในครรภ์ท่านเท่านั้น”
“เรียกคนมา! ทำตามพระประสงค์ของไท่จื่อ ต้องผ่าท้องเอาเจ้ามารหัวขนนี่ออกมา ห่อด้วยกิ่งต้นหลิวแล้วเผาทิ้ง ถึงจะขจัดเคราะห์ร้ายนี้ไปได้”
เฉินจิ้งเจียดิ้นรนสุดแรงเกิด หน้าท้องขูดไถไปกับพื้นจนเกิดแผลถลอกเลือดไหลออกมาก นางไม่เชื่อ ไหนเลยบุตรแสนดีของนางจะเป็นดาวเคราะห์ร้ายไปได้ ไม่มีทาง!
“ฝ่าบาท…เซี่ยยู่จาง! แม่นมซุน ข้าต้องการพบฝ่าบาท ไปตามพระองค์มาให้ข้า!” ยามนี้ผู้ที่ช่วยชีวิตบุตรในท้องนางได้ นอกจากเซี่ยยู่จางแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นอีก!
แม้หัวใจเขาจะมิได้อยู่ที่นางมานานแล้ว ทว่าลูกคนนี้ก็เป็นถึงเลือดเนื้อเชื้อไขเขาอยู่ดี เป็นไปได้หรือที่เขาจะเหี้ยมโหดต่อนางขนาดนี้เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของชินเทียนเจียน?
ไม่มีทาง!
ใบหน้าแม่นมซุนคล้ายฉายแววเย้ยหยัน ก่อนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ท่านปล่อยไปเถอะ ไท่จื่อหาได้จิตใจเหี้ยมโหดเสียหน่อย ใครใช้ให้ท่านทรงครรภ์มารหัวขนเองเล่า? ต้องบอกว่าท่านโชคร้ายเอง โทษอย่างอื่นไม่ได้หรอก”
สิ้นเสียง แม่นมซุนรับขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวจากนางกำนัลรับใช้ที่ยืนด้านหลังนาง ก่อนโผเข้าเบื้องหน้าเฉินจิ้งเจีย “เหนียงเหนี่ยง นี่คือของกำนัลจากไท่จื่อ ท่านดื่มเข้าไปเสีย ยามผ่าคลอดเด็ก ท่านจะได้ไม่เจ็บปวด”
แรงมหาศาลบีบเปิดปากเฉินจิ้งเจีย แม่นมซุนเทของเหลวในขวดกรอกเข้าปากนางอย่างไร้ซึ่งความเมตตา
ถูกคนถึงสี่คนยึดร่างไว้แน่นหนา เฉินจิ้งเจียคิดหลบหลีกแต่กลับมิอาจขยับเขยื้อนได้ ทำได้เพียงกล้ำกลืนปล่อยโอสถขมคาวไหลรินลงท้องไป
“มานี่ ส่งเจ้ามารหัวขนในท้องเหนียงเหนี่ยงมาได้แล้ว”
นางกำนัลรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างกายรับคำตามประสงค์ ยกมือหยิบกริชที่วางบนโต๊ะขึ้น พร้อมนั่งยองอยู่เบื้องหน้าเฉินจิ้งเจีย ปลายมีดคมเย็นเยียบล้อแสงวาววับค่อยๆ ขยับเข้าใกล้หน้าท้องส่วนนูนที่สุดของนาง
“เหนียงเหนี่ยง ทางที่ดีชาติหน้าท่านควรเกิดเป็นคนฉลาดบ้าง”
สิ้นเสียง ปลายมีดคมพลันเสียบเข้าหน้าท้องนางอย่างรวดเร็ว โลหิตสดไหลบ่าในทันใด!
“กรี๊ด!”
เสียงแหลมแผดตะโกนดังก้องทั่วนภา บานประตูพลันถูกผลักเข้ามา เผยให้เห็นใบหน้าแสนร้อนรนของใครคนหนึ่ง
“พี่หญิง! พี่หญิงไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่!”
เมื่อได้ยินเสียงแสนคุ้นหูดังขึ้น แววตาหม่นแสงของเฉินจิ้งเจียพลันฉายแววขึ้น
เฉินจิ้งโหรวผลักแม่นมซุนออก กางสองแขนปกป้องเฉินจิ้งเจียผู้อยู่เบื้องหลัง พลางร่ำไห้ช้อนตามองไปยังเซี่ยยู่จางที่มองกลับมาด้วยแววตาเย็นชาจากหน้าประตู “ฝ่าบาท ท่านรีบช่วยพี่หญิงข้าเร็วเข้า!”
เซี่ยยู่จางกวาดตามองเฉินจิ้งเจียที่ยังคงมีกริชสั้นปักคาท้องอย่างเยือกเย็น สีหน้าท่าทีหาได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย แต่กลับเผยสีหน้าอ่อนโยนยามมองเฉินจิ้งโหรวที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบน้ำตา “โหรวเอ๋อร์อย่าได้ก่อเรื่องวุ่น รีบมานี่”
“ฝ่าบาท ท่านใจเหี้ยมเพียงนี้จริงหรือ? หากท่านไม่ช่วยพี่หญิงข้า เช่นนั้นข้าก็จะไม่ไป!”
เฉินจิ้งโหรวเผยท่าทางมิอาจประนีประนอมยอมกันได้ หันกายกลับมากอดเฉินจิ้งเจียไว้ ทว่าแรงโผกอดที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยกลับดันกริชสั้นให้คว้านลึกเข้าไปอีก เฉินจิ้งเจียเจ็บปวดส่วนท้องอย่างมหาศาล พยายามจ้องเขม็งเซี่ยยู่จางสุดชีวิต มาดหมายจะอ้าปากพูด ทว่าชั่ววินาทีต่อมา เสียงต่ำบางเบาที่พลันดังขึ้นข้างหูกลับทำเอาตัวนางสั่นระริกขึ้นเสียมิได้
“พี่หญิง ในที่สุดจากนี้เจ้าจะได้ไปอยู่กับแม่เจ้าและนังสาวใช้ที่เจ้าเชื่อใจที่สุดแล้ว หลายปีมานี้เจ้าคงคิดถึงพวกนางมากใช่หรือไม่?” ริมฝีปากเฉินจิ้งโหรวแตะใบหูนางเบาๆ น้ำเสียงต่ำจนได้ยินชัดกันแค่สองคน
แทบลืมสิ้นซึ่งความเจ็บปวดตรงหน้าท้อง เฉินจิ้งเจียมองเฉินจิ้งโหรวอย่างมิอาจเชื่อ ราวกับกำลังมองผีห่ามารร้ายตนหนึ่งอยู่อย่างไรอย่างนั้น
“เจ้าจะตายอยู่รอมร่อ ข้าจะทำให้กระจ่างก่อนตายเสียหน่อยว่า แม่เจ้าถูกแม่นมซุนวางยา แต่ต้องทนทรมานอยู่ตั้งเจ็ดวันถึงสิ้นลม กระทั่งเฮือกสุดท้ายนางยังมาขอร้องอ้อนวอนท่านแม่ข้า ขอร้องให้ไว้ชีวิตเจ้า ช่างซาบซึ้งเสียจริง”
“จริงสิ เจ้ายังจำสาวใช้ของเจ้าได้หรือไม่? นามว่าหนานจือสินะ นางนั้นตายน่าอนาถยิ่งกว่า แม่นมซุนสับร่างนางจนแหลกละเอียดเป็นเนื้อเหลวโยนทิ้งเข้าคอกสุนัขไปแล้ว!”
เฉินจิ้งเจียเผยสีหน้าตกตะลึงเต็มประดา คำพูดของเฉินจิ้งโหรวเสมือนเป็นอัสนีฟาดกลางวันแสกๆ เข้ากลางกระหม่อมนางอย่างไรอย่างนั้น นางคว้าแขนเฉินจิ้งโหรวไว้แน่น ครู่ต่อมาถึงได้เอ่ยปากอย่างยากลำบาก “เจ้าพูดอะไรกัน?”
“หึ เสียดายเด็กในท้องเจ้ายิ่งนัก บริสุทธิ์แต่กลับต้องจากไปเสียเช่นนี้ แต่ใครใช้ให้เขาโชคร้ายมีมารดาเยี่ยงเจ้ากันเล่า?”
เสียงของเฉินจิ้งโหรวแผ่วเบายิ่ง ทว่ายามแทรกเข้าหูเฉินจิ้งเจียกลับเสมือนใบมีดคมกริบเฉือนเข้าหัวใจนาง
มิน่าล่ะ…มิน่าคนของชิงเทียนเจียนถึงได้บอกว่าบุตรในท้องนางเป็นดาวอาภัพเคราะห์ร้าย ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!
น่าขันนักที่ตอนนั้นเฉินจิ้งเจียปฏิบัติกับนางอย่างจริงใจ มองนางดั่งเป็นน้องสาวในไส้ เมื่อรับรู้ว่านางชื่นชอบเซี่ยยู่จาง กระทั่งถึงขั้นว่าต่อให้ทะเลาะกับท่านพ่อ ก็ต้องรับนางเข้าจวนให้ได้ แต่กลับไม่คิดไม่ฝันว่า…
การจากโลกของท่านแม่ การจากไปของหนานจือ รวมถึงเด็กผู้นี้…
ทุกสิ่งทุกอย่าง คาดไม่ถึงว่าจะเป็นฝีมืออันแยบยลของนาง!
“เฉินจิ้งโหรว เจ้าทำร้ายข้าปานนี้ ข้าเองจะไม่มีทางปล่อยเจ้าไปอย่างง่ายดายเช่นกัน!” เฉินจิ้งเจียใช้เสี้ยวแรงเฮือกสุดท้าย ดึงกริชตรงหน้าท้องออก มาดหมายเสียบเข้าลำคอเฉินจิ้งโหรว
หากแต่เสี้ยววินาทีนั้น แรงมหาศาลมวลหนึ่งพลันถีบนางออกไป เลือดคาวสดไหลหลั่งจากบาดแผล สาดไหลจากหน้าท้องไม่ขาดสาย นางไร้ซึ่งเรี่ยวแรงดิ้นรนแล้ว ทำได้เพียงมองเซี่ยยู่จางโอบเฉินจิ้งโหรวเดินออกนอกประตูไปอย่างเลือนราง
“จัดการซะ รวมถึงเจ้ามารหัวขนในท้องด้วย เอาออกมาห่อกิ่งหลิวแล้วเผาทิ้งเสีย”
น้ำเสียงเย็นเยียบของบุรุษดังขึ้นห่างออกไปเรื่อยๆ ขอบเขตสายตาเฉินจิ้งเจียเลือนรางตามเรื่อยๆ นางยื่นมือสั่นระริกหมายควานคว้าบางสิ่ง หากท้ายที่สุดกลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
“เหนียงเหนี่ยง จะส่งท่านไปหาพญายมแล้วละนะ”
แสงสว่างสุดท้ายที่ปะทะเข้าสายตาถูกบดบังอย่างสมบูรณ์ เฉินจิ้งเจียกัดฟันกรอด ดวงจิตท่วมท้นด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
นางเกลียดตนเอง เกลียดที่ตนไม่รู้จักดูคนให้ดี เกลียดที่ตนตาบอดเช่นนี้ และนางเกลียดชังเฉินจิ้งโหรวยิ่งกว่าเกลียดชังเซี่ยยู่จาง เกลียดที่พวกเขาทำร้ายนางได้ถึงขนาดนี้
หากนางมีโอกาสเกิดใหม่อีกครั้ง นางจะทำให้พวกมันต้องชดใช้ด้วยเลือดอย่างสาสมแน่นอน!
----------
[1] ไท่จื่อเฟย : คือพระชายาเอกในองค์รัชทายาท ซึ่งสามารถแต่งตั้งได้เพียงคนเดียว หากองค์รัชทายาทซึ่งเป็นพระสวามีได้ขึ้นครองราชย์ มักจะได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา
เกิดใหม่
“คุณหนูใหญ่ ท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ ไม่ช้าคุณชายใหญ่ก็กลับมาแล้ว หากท่านยังฝืนทนเช่นนี้ต่อไป ร่างกายต้องรับไม่ไหวเป็นแน่”
เสียงปลอบใจดังขึ้นข้างหู เฉินจิ้งเจียค่อยๆ ลืมตา เงยหน้ามองโลงศพไม้หนานมู่เนื้อทองที่วางอยู่ตรงระดับสายตา กระดาษเงินกระดาษทองยังคงเผาไหม้ในกระถางสำริดเบื้องหน้า
“คุณหนูใหญ่ หากท่านยังทำแบบนี้ต่อไป ฮูหยินที่อยู่อีกภพคงมิอาจสบายใจแน่เจ้าค่ะ”
เฉินจิ้งเจียมองทุกสิ่งอย่างไม่รับรู้สิ่งใด ครั้นหันกายกลับมาก็เห็นเด็กหญิงตัวน้อยวัยราวๆ สิบขวบคนหนึ่งกำลังคุกเข่ามองนางด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตาอยู่ข้างกาย ใบหน้าอันแสนคุ้นเคยทำเอาร่างนางสั่นเทิ้ม
“หนานจือ?”
“บ่าวเองเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่ โปรดรับฟังข้าแล้วกลับไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ ทุกสิ่งจำต้องรอคุณชายใหญ่กลับมา จึงจะตัดสินใจได้…”
“หนานจือ…เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย…” เฉินจิ้งเจียรั้งแขนเล็กของหนานจือไว้ ม่านตาพลันหดตัว
สีหน้าเหลือเกินกว่าจะเชื่อปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนเลื่อนมือลูบคลำหน้าท้องตนอย่างลืมตัว ทว่าวินาทีที่สัมผัสโดนกลับต้องตะลึงค้างอยู่ที่เดิม
ลูกนางล่ะ?
“คุณหนูใหญ่ ท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ? ท่านอย่าทำให้บ่าวตกใจสิเจ้าคะ…”
เสียงสะอึกสะอื้นของหนานจือดังอยู่ข้างหู เฉินจิ้งเจียกำหมัดแน่น ความเจ็บปวดจากเล็บคมที่จิกเข้าฝ่ามือปลุกนางให้ตื่นรับความเป็นจริงในที่สุด
สวรรค์ได้ยินคำเรียกร้องของนางจริงๆ ทั้งยังให้โอกาสนางมาเกิดใหม่อีกครั้งด้วย!
ทุกสิ่งตรงหน้า คือวันคืนที่นางเฝ้าห้องเซ่นไหว้ยามมารดาล่วงลับไปตอนนั้นนั่นเอง
ทว่านางโกรธ โกรธที่ว่าในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสนางแล้ว ไฉนถึงไม่ขยับไปก่อนหน้าอีกสักนิด หากเป็นเวลานั้น นางคงปกป้องท่านแม่ ปกป้องคนรอบตัวนางไว้ได้!
“ คุณหนูใหญ่… ” ครั้นเห็นท่าทางของเฉินจิ้งเจียตรงหน้า หนานจือก็ไม่รู้จะรับมือเช่นไร
เฉินจิ้งเจียสูดลมหายใจลึกครู่หนึ่งก่อนโบกมือ ยามนี้นางไม่อยากพูดจา นางจำต้องรับความจริงนี้ให้ได้เสียก่อน และต้องสงบสติลงเช่นกัน
รัตติกาลมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใด เทียนไขสีซีดลุกไหม้ส่องสกาวเป็นเปลวเพลิงสลัว เพิ่มบรรยากาศอันโดดเดี่ยวแก่ฉากแห่งความเจ็บปวดนี้ยิ่งขึ้น
กระดาษเงินกระดาษทองปึกใหญ่ถูกเฉินจิ้งเจียหยิบใส่กระถางสำริดทีละนิด ไม่ช้า เปลวเพลิงกลืนกินจนเกลี้ยง นางจ้องมองภาพเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ หยาดน้ำตาไหลรินอาบแก้มไม่หยุด
ความเจ็บปวดจากการถูกพรากลูกไปจากครรภ์และความสิ้นหวังปรากฏเพียงเลือนรางตรงหน้า ภาพเซี่ยยู่จางโอบกอดเฉินจิ้งโหรวฉายซ้ำไม่หยุดหย่อน เพียงชั่วพริบตา ทุกสรรพสิ่งก็หวนกลับมาเริ่มใหม่ ณ วินาทีนี้อีกครั้ง
นางตายในเหมันตฤดูอันหนาวเหน็บ รัชศกเซิ่งอันปีที่ 18
นางหวนคืนชีวิตในปลายสารทฤดูอันโดดเดี่ยว รัชศกเซิ่งอันปีที่ 11
เจ็ดปีเต็ม นางใช้เวลาถึงเจ็ดปีเต็มในการพิสูจน์ความโง่เขลาของนาง ใช้เวลาเจ็ดปีในการมองเห็นความโหดร้ายในจิตใจคนอย่างทะลุปรุโปร่ง และทำให้นางไม่ได้ตายดีในที่สุด
ยามนี้ได้เกิดใหม่อีกครั้ง นางกลับยังมิอาจกอบกู้ชีวิตมารดาคืนได้อยู่ดี
ในเมื่อนางมิอาจช่วยชีวิตมารดาได้แล้ว ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้นางกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เช่นนั้นนางจะไม่มีวันปล่อยสองแม่ลูกปากปราศรัยใจเชือดคอดั่งงูคู่นั้นไปแน่!
ความเจ็บปวดทั้งหมด ความเสียใจทั้งมวล ความเคียดแค้นชิงชังทั้งหลาย นางจะทำให้พวกมันได้ลิ้มลอง!
“หนานจือ ท่านพี่จะกลับจวนมาแล้วใช่หรือไม่?” เฉินจิ้งเจียเช็ดน้ำตาบนหน้า เปล่งเสียงแหบแห้งถาม
พี่ชายของนาง เฉินอี้เหอ เป็นบุตรชายคนโตแห่งจวนป๋อชางโหว ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่รักษาชายแดน สามปีก่อนถูกส่งไปตั้งรักษาการกองทัพ จวบจนยามนี้ยังไม่เคยกลับบ้านแม้แต่ครั้งเดียว
ไม่คาดคิดว่าการกลับมาครั้งนี้จะเป็นเพราะการล่วงลับของมารดา
หนานจือขมวดคิ้ว เห็นแววตาของเฉินจิ้งเจียแล้วก็ปวดใจ “คุณหนูใหญ่ วันรุ่งขึ้นคุณชายใหญ่ก็ถึงแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี” เฉินจิ้งเจียยกยิ้มบาง สายตาฉายแววอารมณ์แปลกประหลาดวูบหนึ่ง นางเอามือดันพื้น ฝืนความเจ็บปวดเสียดแทงจากหัวเข่า ค่อยๆ หยัดกายเดินไปหน้าโลงศพ
โลงศพเย็นเยียบ เฉินจิ้งเจียสัมผัสเบามือ พลางเอ่ยขึ้นในใจอย่างอดไม่ได้ “ท่านแม่ จงสบายใจเถิด ลูกจะล้างแค้นให้ท่าน ลูกจะส่งพวกมันไปขอขมาท่านด้วยมือข้าเอง!”
สายน้ำตาไหลหลั่งอีกครั้ง เฉินจิ้งเจียเงยหน้าจ้องโลงศพไม้ ทันใดนั้นนางลุกพรวดและพุ่งชนโลงศพไม้เต็มแรง
ตึง!
“คุณหนูใหญ่!”
ภายในห้อง
“หมอหยวน เหตุใดกระทั่งยามนี้เจียเอ๋อร์ถึงยังไม่ฟื้นเล่า? ผ่านมาสามชั่วยามแล้ว”
“นายท่านโหวอย่าได้รีบร้อน อาการบาดเจ็บของคุณหนูใหญ่ไม่ถือว่าร้ายแรง ทว่ากระทบกระเทือนถึงสมอง เกรงว่าต้องใช้เวลาพักใหญ่ถึงจะฟื้นคืนสติขอรับ”
“แม่หนูนี่ช่างทำให้คนอื่นต้องห่วงเสมอจริงๆ อยู่ดีๆ ก็ไปชนเข้ากับโลงศพได้อย่างไรก็ไม่รู้”
ป๋อชางโหวขมวดคิ้วมองเฉินจิ้งเจียที่หลับตาสนิทสองข้างด้วยสีหน้าปวดใจเต็มประดา
เฉินจิ้งเจียในตอนนี้นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง อันที่จริงนางได้สติตั้งนานแล้ว แต่กลับมิได้ให้คนรอบข้างจับสังเกตได้
ที่นางเลือกทำเช่นนี้ เป็นเพราะนางจำได้แม่นว่า ภายในวันสองวันนี้จ้าวอี๋เหนียงจะฉวยโอกาสตอนท่านพ่อหมดอาลัยตายอยากเพราะท่านแม่ล่วงลับ ในการหลอกล่อให้ท่านพ่อมอบตำแหน่งฮูหยินแก่นาง
แม้เป็นถึงท่านโหว ทว่าป๋อชางโหวกลับหูเบาใจอ่อนเสมอมา อยู่กับท่านแม่หลายปีความรักความผูกพันย่อมฝังลึก หากมิใช่เพราะยามนั้นจ้าวอี๋เหนียงฉวยโอกาสตั้งครรภ์ ก็คงมิอาจใช้เวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งปีไต่เต้าจากคนรับใช้ข้างกายท่านย่าขึ้นเป็นอี๋เหนียงแน่นอน
จ้าวอี๋เหนียงนั้นหน้าตางดงามมาตั้งแต่เกิด ดูเหมือนเป็นคนอ่อนโยนเรียบง่ายน่าคบหา ทว่าความคิดจิตใจส่วนลึกกลับฝักใฝ่บรรดาศักดิ์เจ้ายศเจ้าอย่าง จำได้ว่ายามท่านแม่ล่วงลับ นางหยิบยืมคำว่าปลอบใจลวงให้ป๋อชางโหวยกตำแหน่งฮูหยินตามกฎหมายแก่นางสำเร็จในเวลาเพียงหนึ่งคืนได้ ครั้นนึกดูตอนนี้ นางคงคิดไว้แล้วว่าต้องให้ท่านแม่ตายก่อน แล้วชักจูงให้ท่านพ่อมอบตำแหน่งฮูหยินให้…
นางต้องวางแผนทั้งหมดนี้ไว้เป็นอย่างดีแน่นอน!
ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรนางต้องขัดขวางท่านพ่อมิให้มอบตำแหน่งฮูหยินแก่นาง สกัดโศกนาฏกรรมทั้งหมดที่จะเริ่มขึ้นจากนี้ให้ได้!
เรื่องราวในอดีตแล่นวูบผ่านสมอง มือของเฉินจิ้งเจียกำแน่นอย่างไม่รู้ตัว
บทสนทนาระหว่างป๋อชางโหวกับหมอหยวนดังขึ้นข้างหูไม่ขาดสาย นางสูดลมหายใจลึกครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากซีดเซียวจะค่อยๆ ขยับ
“แม่…อย่าไป…ท่านแม่…ท่านบอกว่า…ใครทำท่านตายนะ?”
“ท่านแม่…”
เสียงเบาต่ำยิ่ง หากแต่หนานจือที่คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างๆ กลับรู้สึกตัวทันใด “นายท่านโหว คุณหนูใหญ่ฟื้นแล้วเจ้าค่ะ!”
ป๋อชางโหวได้ยินก็รีบเร่งปรี่เข้ามาทันที หากแต่ยังไม่ทันถึงเตียง พลันได้ยินเสียงพึมพำของนาง ก่อนเป็นอันขมวดคิ้วเคร่งขึ้นเสียมิได้ “เจียเอ๋อร์กำลังพูดอันใดกัน?”
จ้าวอี๋เหนียงตามป๋อชางโหวไปที่เตียงเช่นกัน ครั้นเห็นสีหน้าคร่ำเคร่งของเขา ก็รีบบอกหมอหยวน “หมอหยวน ท่านไปดูคุณหนูใหญ่อีกครั้งเถิด”
หมอหยวนพยักหน้า หยิบหมอนจับชีพจรออกมา ขณะหมายจะปรี่เข้าไป ทันใดนั้นเฉินจิ้งเจียบนเตียงกลับโพล่งเสียงดังขึ้น ทำเอาเขาตัวแข็งทื่อไม่กล้าเข้าไป
“ท่านแม่! อย่าไป! อย่าทิ้งเจียเอ๋อร์! ท่านแม่!”
เสียงแผดตะโกนของเฉินจิ้งเจียดังลั่น ทั้งยังสะอึกสะอื้นร่ำไห้ปนเปไป ทุกคนในห้องล้วนได้ยินอย่างชัดเจน
แววตาจ้าวอี๋เหนียงแปรเปลี่ยนทันใด ก่อนแปลงกลับดังเดิมในเสี้ยวพริบตา ทว่าป๋อชางโหวกลับสีหน้าถมึงทึง ยกมือส่งสัญญาณให้หนานจือปลุกเฉินจิ้งเจียตื่น
หนานจือใจเต้นระส่ำ เมื่อครู่คำพูดละเมอของเฉินจิ้งเจียสร้างความตกตะลึงยิ่งยวด ทั้งจวนต่างคิดว่าฮูหยินจากไปเพราะป่วยโรค หากแต่คำพูดของคุณหนูใหญ่กลับบอกต่างไปว่าแท้จริงแล้วฮูหยินถูกคนทำร้ายจนวายชีพ ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องตื่นตกใจยิ่งอยู่แล้ว
“คุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่ตื่นเถิดเจ้าค่ะ นายท่านโหวกับจ้าวอี๋เหนียงมาหาคุณหนูใหญ่แล้วเจ้าค่ะ”
หนานจือเกาแขนเฉินจิ้งเจียเบามือ หากแต่เหมือนเฉินจิ้งเจียยังคงหลับอยู่ ถึงได้ขมวดคิ้วร้องตะโกนแต่กลับไม่ลืมตา ปากพร่ำพึมพำไม่ได้ศัพท์ทำเอาป๋อชางโหวที่ยืนข้างๆ สีหน้าย่ำแย่ลง
“ท่านแม่!”
ชั่วเวลาที่ป๋อชางโหวตัดสินใจจะปลุกเฉิงจิ้งเจียด้วยตนเองนั้น นางกลับพรวดพราดขึ้นนั่งบนเตียง เหงื่อกาฬผุดเต็มหน้าผากมน ดวงตากลมโตเหม่อมองอากาศอย่างไร้สติ
“คุณหนูใหญ่?”
เฉินจิ้งเจียหาได้ส่งเสียงตอบ แต่กลับหันคอทื่อๆ จ้องเขม็งไปที่จ้าวอี๋เหนียงด้านหลังหนานจือแทน
ภาพอันแปลกประหลาด
สายตาเย็นยะเยือกระคนโทสะคู่นั้น ทำเอาจ้าวอี๋เหนียงอดจะสั่นสะท้านเสียมิได้ นางกลืนน้ำลายอึกหนึ่งก่อนเอ่ยเสียงสั่น “คุณหนูใหญ่ ท่านดีขึ้นหรือยัง?”
เฉินจิ้งเจียละสายตาที่จดจ้องจ้าวอี๋เหนียงไป หากแต่แววตาเยือกเย็นยังคงเหม่อลอย แม้นจ้าวอี๋เหนียงจะเก็บซ่อนอารมณ์ได้ไม่แพ้นาง ทว่าปลายเท้าเย็นเยียบกลับยังสั่นระริก “คุณหนูใหญ่?”
กลั้นหายใจครู่หนึ่งก่อนลองหยั่งเชิงดูอีกครั้ง เฉิงจิ้งเจียที่ไม่พูดจา กลับเหยียดยิ้มชั่วร้ายตรงมุมปาก “หึหึหึ…เป็นเจ้า…”
นางเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งประหนึ่งวิญญาณร้ายผุดจากขุมนรกเพื่อเอาชีวิต พลันรอยยิ้มชั่วร้ายหุบลง ก่อนศีรษะเฉินจิ้งเจียจะหงายขึ้น แล้วล้มฟาดลงบนเตียงทันใด
“คุณหนูใหญ่!” หนานจือโพล่งตะโกนอย่างตื่นตกใจ
จ้าวอี๋เหนียงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิมเนิ่นนานไม่กล้าแม้แต่กระดิกตัว นางได้ยินไม่ชัดว่าเฉินจิ้งเจียพูดอะไร หากแต่เห็นรอยยิ้มแสนประหลาดบนหน้านางชัดเจน
รอยยิ้มนั้นนางเคยเห็นนับครั้งไม่ถ้วน และเคยจดจ้องมาหลายครา เรียกได้ว่าเหมือนซูชื่อผู้ล่วงลับแทบทุกประการ
แท้จริงแล้วซูชื่อตายเช่นไรนั้น มีเพียงนางที่ทราบดีที่สุด หากแต่ยามนี้ราวกับว่ารอยยิ้มแสนคุ้นตาปรากฏขึ้นบนใบหน้าเฉินจิ้งเจีย ผนวกกับคำละเมอของนางเมื่อครู่แล้ว ก็ทำเอาจ้าวอี๋เหนียงรู้สึกพิลึกพิลั่นยิ่ง!
“จ้าวชื่อ สีหน้าเจ้าดูไม่ดีเอาเสียเลย”
เสียงราบเรียบของป๋อชางโหวดังขึ้นข้างกาย จ้าวอี๋เหนียงได้สติกลับมา ก่อนเผยยิ้มเหยเกดูฝาดฝืนขึ้น “นายท่านโหว เมื่อครู่ข้าปวดใจกับคุณหนูใหญ่ยิ่งนักถึงได้…”
นางแสร้งก้มศีรษะยกมือปิดบังใบหน้า ป๋อชางโหวไม่ยอมพูดกับนางให้มากความ หลีกให้หมอหยวนเข้าไปจับชีพจรเฉินจิ้งเจีย
ทว่าทันทีที่หมอนจับชีพจรของหมอหยวนวางลง เฉินจิ้งเจียพลันลืมตาขึ้น
ท่าทางไม่เหมือนคนไร้สติเหม่อลอยดั่งเมื่อครู่ กลับกันท่าทีเต็มไปด้วยความเสียใจและเจ็บปวด
“เจียเอ๋อร์!” ป๋อชางโหวตะโกนขึ้นอย่างอดไม่ได้
“ท่านพ่อ…อี๋เหนียง?”
“เจียเอ๋อร์ของข้า เจ้าทำพ่อคนนี้ตกใจเกือบตายแล้ว” เมื่อเห็นเฉินจิ้งเจียฟื้นเป็นปกติ ป๋อชางโหวก็เบาใจลงในที่สุด
“คุณหนูใหญ่ฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้ว ท่านจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ได้หรือไม่?”
ยามนี้จ้าวอี๋เหนียงมิอาจสนใจสิ่งอื่นใดได้แล้ว ในใจเต็มไปด้วยคำถามมากมาย
เฉินจิ้งเจียมีสีหน้างงงวย ขณะกำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นกลับกุมศีรษะไว้ “ท่านพ่อ เจียเอ๋อร์ปวดหัวเหลือเกิน ทนไม่ไหวแล้ว…”
นางขมวดคิ้วสีหน้าเจ็บปวด ป๋อชางโหวพลันปวดใจอีกครั้ง “พ่ออยู่นี่ เจียเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว เจ้าจำอันใดไม่ได้จริงๆ ใช่หรือไม่? ทั้งยังไม่รู้ตัวว่าเหตุใดถึงสิ้นสติไปสินะ?”
“ข้าจำได้…ข้าจำได้ว่าข้ากับหนานจือกำลังเฝ้าศพท่านแม่ จากนั้น…จากนั้นก็นึกอะไรไม่ออกแล้วเจ้าค่ะ…”
หัวคิ้วที่เคยคลายลงของป๋อชางโหวขมวดมุ่นอีกครั้งเมื่อฟังคำบอกเล่าของเฉินจิ้งเจีย เรื่องที่นางชนโลงศพนั้นหนานจือก็เห็นเองกับตา บนหัวยังเหลือรอยแผลไว้ ประกอบกับภาพอันแปลกประหลาดเมื่อครู่ทำเอาเขารู้สึกไม่ชอบมาพากลยิ่งกว่าเดิม
“เจียเอ๋อร์ เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด จำต้องรักษาร่างกายให้แข็งแรง อย่าได้ทำให้พ่อต้องเป็นห่วงอีก”
ป๋อชางโหวถอนหายใจ ขณะกำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง ผ้าม่านพลันเปิดขึ้น เสียงสุขุมเคร่งขรึมของบุรุษคนหนึ่งดังขึ้นจากหน้าประตู “เจียเอ๋อร์! พี่กลับมาแล้ว”
เฉินจิ้งเจียตะลึงงันทันใด หมายจะลุกจากเตียงโดยไม่สนซึ่งอาการปวดหัว แต่กลับถูกเฉินอี้เหอที่ชิงเดินเร็วถึงตัวก่อนรั้งไว้ “เจียเอ๋อร์!”
“ท่านพี่!”
น้ำเสียงที่เอ่ยคำว่า ‘ท่านพี่’ นี้เต็มไปด้วยความน้อยใจและคิดคะนึงหาอย่างไร้ที่สิ้นสุด ซึ่งนั่นทำเอาเฉินอี้เหอดวงตาแดงก่ำตามไปด้วยเช่นกัน
“พี่อยู่นี่ เจียเอ๋อร์ พี่กลับมาช้าเกินไป”
“ท่านพี่…” เฉินจิ้งเจียโอบเอวเขา สูดจมูกกอดเขาไว้แน่น หยาดน้ำตาพรั่งพรูอย่างมิอาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป คำพูดที่อยากเอื้อนเอ่ยมีอยู่เต็มคอ ทว่าปากเจ้ากรรมกลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
นางจำได้แม่น ชาติก่อนพี่ชายถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังหนุ่มเพราะออกกวาดล้างพวกโจรป่าแถบด่านชายแดนเพื่อเซี่ยยู่จาง แต่กลับไม่คิดว่าจะได้รับบาดเจ็บระหว่างการปะทะ ท้ายที่สุดรักษาไม่ทันการจึงสิ้นชีพไป
วันนี้ยามนี้ได้พบพี่ชายอีกครั้ง นอกจากความคิดถึงคะนึงหาอันไร้ที่สิ้นสุดนี้แล้ว สิ่งที่มากกว่านั้นคือการกล่าวโทษตนเอง
หากมิใช่เพราะนางต้องอภิเษกกับเซี่ยยู่จาง พี่ชายคงไม่ต้องออกไปสู้รบเพื่อเขา กระทั่งต้องพบจุดจบอันน่าสังเวชที่ด่านชายแดน
“เจียเอ๋อร์วางใจเถิด จากนี้พี่จะอยู่กับเจ้าเอง” เฉินอี้เหอค่อยๆ หลับตา ลูบหัวทุยของนางอย่างเบามือ
“นายท่านโหว คุณชายใหญ่กับคุณหนูใหญ่มิได้เจอกันเนิ่นนาน ข้าคิดว่ามิสู้ให้พวกเขารำลึกถึงวันเก่าๆ เสียดีกว่า” จ้าวอี๋เหนียงเห็นความรู้สึกสายสัมพันธ์ของสองพี่ชายน้องสาวแน่นแฟ้น ก็อดที่จะเอ่ยปากขึ้นเสียมิได้
นางแค่ไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไป ต่อให้ยามนี้เฉินจิ้งเจียจะดูเป็นปกติ ทว่านางกลับยังรู้สึกผวากลัวบางสิ่ง กลัวว่าเสี้ยววินาทีต่อไปนางจะกลายเป็นซูชื่อที่ตายไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
“อี้เหอ ปลอบขวัญน้องหญิงของเจ้าดีๆ ล่ะ” ป๋อชางโหวพยักหน้า เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของเฉินจิ้งเจียแล้ว จิตใจเขาก็เป็นห่วงตาม
“ท่านพ่อโปรดวางใจ อี้เหอเข้าใจขอรับ”
หลังออกมาถึงสวนต้นจือหลันพร้อมป๋อชางโหว สีหน้าจ้าวอี๋เหนียงหาได้ดีขึ้นแต่อย่างใด แม้นข้างนอกมีแสงแดดสาดส่อง ทว่าปลายเท้านางกลับยังคงรู้สึกเย็นเยียบไม่คลาย
“จ้าวชื่อ จิตใจเจ้าไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ป๋อชางโหวจดจ้องจ้าวอี๋เหนียงอย่างฉงนใจ รู้สึกคลุมเครือดูเหมือนนางผิดปกติไป
เมื่อได้ยินดังว่า จ้าวอี๋เหนียงรีบลนลานเงยหน้าพร้อมรอยยิ้มประดับ “ท่านโหว ข้าหาได้มีเรื่องลำบากใจอันใด ข้าเพียงปวดใจกับคุณหนูใหญ่เท่านั้น และมิอาจรู้ว่าเมื่อครู่เกิดอันใดขึ้นกับคุณหนูใหญ่กันแน่ ครั้นนึกถึงภาพนั้นก็รู้สึกเสียใจยิ่งนักเจ้าค่ะ”
ประโยคดังกล่าวเอ่ยอย่างแยบยล ทำเอาป๋อชางโหวอดจะถอนหายใจเฮือกใหญ่เสียมิได้ “ยัยหนูน้อยได้รับความรักความโปรดปรานจากเหยาเอ๋อร์มาตั้งแต่เยาว์วัย ยามนี้เหยาเอ๋อร์จากไปกะทันหัน นางย่อมมิอาจทนรับไหวอยู่แล้ว”
“ท่านโหว วันนี้คุณหนูใหญ่ฝันร้ายจนใครต่อใครอดห่วงมิได้ ข้าคิดว่าเรื่องนี้แลดูประหลาดนัก หากคุณหนูใหญ่ฝันร้าย และคลุ้มคลั่งละเมอเช่นนี้ขึ้นอีก เกรงว่าอาจถูกคนมีเจตนาแอบแฝงนำไปแพร่งพราย ถึงวาระนั้นจะไม่ส่งผลต่อจวนของเราหรือเจ้าคะ?” จ้าวอี๋เหนียงขมวดคิ้วแน่น ทำท่าทางเป็นกังวลเต็มประดา
ป๋อชางโหวมองจ้าวอี๋เหนียงด้วยแววตาล้ำลึกครู่หนึ่ง เรื่องราวทำนองผีสางนั้น สำหรับเขาแล้วถือเป็นเรื่องลี้ลับที่ไม่เคยเชื่อ ท่าทางของเฉินจิ้งเจียเมื่อครู่ทำให้เขาคิดอะไรขึ้นได้มากมาย เมื่อรวมกับคำพูดของเฉินจิ้งเจียยามละเมอด้วยแล้ว เขาก็เริ่มหวาดผวาขึ้นจริงๆ
“ท่านโหว เรื่องผีสางพลังประหลาดนี้ ข้ามิกล้าเอ่ยเหลวไหลมากนัก ทว่าเรื่องนี้ข้องเกี่ยวกับอนาคตของจวนโหวและของนายท่านโหวเชียวนะเจ้าคะ ข้าคิดว่ามิสู้ใช้โอกาสนี้มุ่งหน้าไปขอพรที่วัดอันเหริน ให้มีความสุขความเจริญ ถือเป็นการโปรดสัตว์เพื่อพี่หญิง และภาวนาให้คุณหนูใหญ่ปลอดภัยเสียเล่าเจ้าคะ” จ้าวอี๋เหนียงค่อยๆ โน้มน้าวใจ ทุกประโยคล้วนแตะจิตใจอันละเอียดอ่อนของป๋อชางโหว
“ที่เจ้าบอกมาก็ไม่เลวเลย วันรุ่งขึ้นต้องฝังเหยาเอ๋อร์แล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้หลังจากเสร็จสิ้นเรื่องของเหยาเอ๋อร์ ต้องพาลูกๆ ไปขอพรที่วัดอันเหรินเสียแล้วล่ะ” ดวงตาป๋อชางโหวส่องประกายวาบ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้แล้ว
จ้าวอี๋เหนียงผุดยิ้มบาง นางทราบดีว่าขอเพียงยืมประโยชน์ในนามความปลอดภัยสบายใจของเฉินจิ้งเจียมาได้ ป๋อชางโหวต้องตอบรับข้อเสนออย่างแน่นอน
นางรู้ดีแก่ใจเป็นอย่างยิ่งว่า ในสายตาป๋อชางโหวนั้น ใครอื่นนอกจากเฉินจิ้งเจียและเฉินอี้เหอแล้ว ไม่ว่าจะบุตรสาวของนางอย่างเฉินจิ้งโหรวหรือบุตรสาวของซูอี๋เหนียง เฉินจิ้งหนาน ก็มิอาจเทียบเทียมกับสองพี่น้องนั้นได้ทั้งสิ้น