สุจิตต์ วงษ์เทศ | เถรวาทแบบลังกา ถึงอโยธยาแห่งแรก
นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา ประดิษฐานชั่วคราว ณ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนนำไปประดิษฐานเป็นการถาวร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธา สะท้อนสายสัมพันธ์พระพุทธศาสนาไทย-ศรีลังกาอย่างแน่นแฟ้น เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตึกสันติไมตรี เวลา 15.00 น.
เฉลิมฉลอง 800 ปีแห่งสายธารพุทธลังกาวงศ์สู่เมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นรากฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยและศรีลังกา ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งพระพุทธศาสนาและมรดกทางจิตวิญญาณร่วมกันของทั้งสองชาติ
(ภาพและข่าวจาก https://www.matichon.co.th/politics/news_5612671)
ศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา แผ่ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เมืองอโยธยาเป็นแห่งแรก เรือน พ.ศ. 1700 ด้วยหลักฐานวิชาการแข็งแรง จากนั้นแผ่ไปที่อื่นๆ ได้แก่ เมืองศรีสัชนาลัย, เมืองสุโขทัย, เมืองนครราชสีมา, แล้วส่งผ่านเมืองเพชรบุรีลงไปเมืองนครศรีธรรมราช
แต่ประวัติศาสตร์ไทยบอกนานแล้วว่าลังกาวงศ์แผ่ถึงเมืองนครศรีธรรมราช แล้วขึ้นไปเมืองสุโขทัย โดยไม่พบหลักฐานวิชการแข็งแรง
อโยธยา ศูนย์กลางลังกาวงศ์
รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยรามคำแหง) รวบรวมหลักฐานวิชาการยืนยันว่าอโยธยาเป็นศูนย์กลางเถรวาท แบบลังกา ไว้ในหนังสือ อโยธยาก่อนสุโขทัย ต้นกำเนิดอยุธยา จะยกมาดังต่อไปนี้
สืบเนื่องจากแนวคิดที่ว่าเมืองสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก จึงส่งผลให้มีความเชื่อว่าพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์เริ่มต้นที่ พ.ศ. 1800 ณ เมืองสุโขทัย
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระอธิบายว่า พระภิกษุไทยที่ไปลังกาทวีปได้กลับมาที่นครศรีธรรมราช ต่อมาเมื่อราชวงศ์พระร่วงเป็นใหญ่จึงได้อาราธนาพระภิกษุจากเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นไปเมืองสุโขทัย ดังปรากฏในจารึกหลักที่ 1
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนกลับมีความเห็นต่างไปว่า กรุงอโยธยาคือศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ดังประเด็นต่อไปนี้
ประเด็นที่ 1 จากข้อมูลเท่าที่พบในปัจจุบันปรากฏเพียงแต่ในจารึกพ่อขุนรามคำแหง (จารึกหลักที่ 1) ที่กล่าวถึงพุทธศาสนาในเมืองสุโขทัยมาจากเมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น ส่วนหลักฐานจารึกหลักอื่น เช่น จารึกวัดป่ามะม่วง กลับแสดงให้เห็นว่าสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านศาสนากับทางเมาะตะมะเป็นสำคัญ
ส่วนหลักฐานโบราณวัตถุสถานพบว่าในเขตเมืองสุโขทัย ไม่พบร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างเมืองสโขทัยกับเมืองนครศรีธรรมราช แต่มีความสัมพันธ์กับลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ดังเหตุผลต่อไปนี้
เหตุผลที่ 1 ประภัสสร์ ชูวิเชียร ได้เสนอว่าหลักฐานศิลปกรรมคือเจดีย์ในเมืองสุโขทัยไม่ได้แสดงความสัมพันธ์กับพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชแต่ประการใด อีกทั้งเจดีย์พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ยังแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของลังกาอย่างมาก
แต่ในขณะเดียวกัน เจดีย์ของสุโขทัยกลับแสดงถึงความสัมพันธ์กับศิลปะพม่า และถ้าเมืองสุโขทัยจะรับอิทธิพลทางศิลปะมาจากเมืองนครศรีธรรมราชก็ควรที่จะรับผ่านเมืองสุพรรณบุรี
อนึ่ง ถ้าพิจารณาจากรูปแบบของโบราณสถานบางแห่ง เช่น ศาลตาผาแดง ซึ่งพิจารณาจากลักษณะของปราสาท หลังนี้มีมุขยื่นยาวทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเหมือนพระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี และพระปรางค์สองพี่น้องเมืองศรีเทพ
เหตุผลที่ 2 พิจารณาจากประดิมากรรม เรามักจะคิดเสมอว่าพระพุทธรูปที่พบในเขตภาคกลางตอนบนโดยเฉพาะในเมืองสุโขทัยจะต้องมีพระพักตร์เป็นรูปไข่เสมอไป
หากแต่หลักฐานหลายชิ้นพบว่าพระพุทธรูปที่พบในเขตภาคกลางตอนบนจะมีพระพักตร์เหลี่ยมและไรพระศกเส้นใหญ่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์พระพุทธรูปในเขตภาคกลางตอน ล่าง เช่น เศียรปูนปั้นพระพุทธรูปที่พบที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง และพระพุทธรูปสำริดที่พบที่วัดราชธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่วัดเบญจมมพิตร ดุสิตวนาราม กรุงเทพฯ)
เหตุผลที่ 3 พระพิมพ์ที่พบในเขตเมืองเก่าสุโขทัย เช่น พระพิมพ์ที่ขุดพบที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย (ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง) มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับพระพิมพ์ที่พบที่กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา)
ประเด็นที่ 2 แม้ว่าในสิหิงคนิทานจะอ้างว่าพระร่วงได้พระพุทธสิหิงค์จากลังกาผ่านมาทางเมืองนครศรีธรรมราช แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏร่องรอยความตกค้างในตำนานเมือง นครศรีธรรมราช และตำนานพระธาตุเมืองนครศรีศรีธรรมราช ก็ไม่เคยกล่าวอ้างว่าเมือง สุโขทัยกับเมืองนครศรีธรรมราชมีความสัมพันธ์ทางด้านการศาสนาแต่ประการใด
ประเด็นที่ 3 ร่องรอยหลักฐานพุทธศาสนาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีความสัมพันธ์กับลังกาทวีปก่อน พ.ศ. 1700 ดังตัวอย่างต่อไปนี้
1.จารึกขอบวงล้อธรรมจักร พบที่แหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภา อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี เนื้อความของจารึกหลักนี้นำมาจาก “อรรถกถาธัมมจักกัปปวัตนสูตร” ในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี ผลงานของพระพทธโฆษาจารย์ อรรถกถาจารย์แห่งลังกาทวีป
2.จารึกเนินสระบัว พบที่แหล่งโบราณคดีสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ระบุ ม.ศ. 863 (พ.ศ. 1484) ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานชาติ ปราจีนบุรี ข้อความฉันท์บทนมัสการของจารึกนี้นำมาจาก “ฉันท์เตลกฎาหคาถา” ที่ประพันธ์ขึ้นในลังกา
นอกจากนี้ที่แหล่งโบราณคดีสระมรกตยังพบรอยพระพุทธบาทที่แสดงให้เห็นอิทธิพลจากลังกาทวีป พ.ศ. 1484 ระยะเวลาดังกล่าวมีแต่ลังกาทวีปเท่านั้นที่ยังสร้างรอยพระพุทธบาท
3.จารึกซับจำปา พบที่แหล่งโบราณคดีเมืองจำปา จังหวัดลพบุรี ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จารึกหลักนี้เนื้อหาส่วนแรก เป็นจารึกคาถา เย ธมฺมา เนื้อหาส่วนที่ 2 คัดมาจากคัมภีร์นตปาสาทิกา เนื้อหาส่วนที่ 3 คัดมาจากวินัยปิฎก เนื้อหาส่วนที่ 4 นำมาจากคาถาธรรมบท
4.จารึกถ้ำพระนารายณ์ อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี กำหนดอายุจารึกจากรูปแบบอักษรปัลลวะ กล่าวถึงอนุราธปุระ ซึ่งอาจหมายถึงพื้นที่ย่านเขาวง สถานที่พบจารึกก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นไปได้ หากแต่ชื่ออนุราธปุระก็ชวนให้นึกถึงราชธานีของลังกายุคโบราณ
5.ธรรมจักรศิลา พบที่จังหวัดนครปฐมปัจจุบัน จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กำหนดอายุจารึกจากรูปแบบอักษรปัลลวะ เนื้อหาจารึกเกี่ยวข้องกับคัมภีร์วิสุทธิมรรคและคัมภีร์สมันดปาสาทิกาของพระพุทธโฆษาจารย์
6.จารึกคาถา “เย ธมฺมา” พบกระจายทั่วไปในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเป็นจำนวนมาก ซึ่งจารึกเหล่านี้เป็นจารึกที่ใช้ภาษาบาลีซึ่งในช่วงระยะเวลาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-17 ศูนย์กลางที่สำคัญที่ใช้ภาษาบาลีในการบันทึกคัมภีร์พุทธศาสนาก็คือ ลังกาทวีป
จากหลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึกที่มีอายุก่อน พ.ศ. 1700 รวมถึงตำนานทั้งหมดที่ยกมาจะพบว่าในเขตภาคกลางตอนบนจะไม่ปรากฏหลักฐานในลักษณะทำนองนี้แต่ ประการใด ดังนั้นจึงทำให้คิดได้ว่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีความสัมพันธ์กับทางลังกาทวีปเป็นอย่างมาก จนเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาจากลังกาและยังผลให้กรุงอโยธยาที่ เกิดขึ้นช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 กลายเป็นศูนย์กลางของศาสนา
ประเด็นที่ 4 จากเนื้อความในตำนานมูลศาสนา ฝ่ายวัดป่าแดง เชียงตุง ฉบับวัดบุพพารามกล่าวว่า
“ถัดแต่นั้น มหาเถรเจ้าตน 1 ชื่อสธรรมลังกาจริยาไปสูงลังกาทวีป แล้ว บวช(ใหม่)เรียนธรรมจยปิฎกทั้ง 3 แล้วก็คืนมาแต่ลังกาอยู่อโยธิยาแผ่สาสนาพระพุทธเจ้ารุ่งเรืองไปในทวารวดี 7 ล้านนา ไทย รอดชุแห่งชู่ชนบทก็มีแล ถัดแต่นั้นนางจามเทวีมาแต่ เมืองละโว้”
จากข้อความในตำนานที่ยกมาแสดงให้เห็นว่าเมืองเชียงตุงเชื่อว่าเมืองอโยธยาเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาจากลังกาทวีป
ถ้าเชื่อว่าสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านศาสนากับเมืองนครศรีธรรมราช แต่ตำนานพระบรมธาตุนคร และ ตำนานานเมืองนครศรีธรรมราช กลับไม่มีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเมืองนครศรีธรรมราชกับเมืองสุโขทัยแต่ประการใด
รวมถึงในตำนานมูลศาสนาที่กล่าวว่า ก่อนพระสุมนเถระและพระอโนมทัสสีไปบวชแปลงนิกายที่นครพัน ได้มาร่ำเรียนที่อโยธยาซึ่งชวนให้น่าสงสัยว่า ถ้าเมืองสุโขทัยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาลังกาวงศ์จริง เหตุใดพระเถระทั้ง 2 รูปจึงต้องมาเรียนที่กรุงอโยธยา
และที่สำคัญคือ เมืองสุโขทัยจะติดต่อกับเมืองนครศรีธรรมราชได้อย่างไรถ้าไม่ผ่านแดนกรุงอโยธยา
ประเด็นที่ 5 แม้ว่า G. Coedés จะยอมรับว่าก่อนหน้า พ.ศ. 1800 พบหลักฐานของลังกาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างก็ตาม หากแต่ลัทธิลังกาวงศ์เกิดขึ้น เพราะการฟื้นฟูพุทธศาสนาในรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 (พ.ศ.1696-1729)
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนกลับมีความเห็นที่แตกต่างดังต่อไปนี้
จากในพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วได้กล่าวว่า เมื่อครั้งรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 พระอุตตรชีวะกลับจากลังกาทวีป ท่านได้เดินทางมาพร้อมกับภิกษุอีก 4 รูป ซึ่งในนั้นมี นามว่า ชินตามลินทโอรสกษัตริย์กัมโพช รวมถึงจารึกกัลยาณีซึ่งจารึกขึ้นใน พ.ศ. 2019 ได้กล่าวถึงครั้งที่พระฉปัฏศิษย์พระอุตตรชีวะได้ชักชวนพระภิกษุที่เกาะลังกากลับเมืองพุกาม มีพระตามลินทเถระโอรสของพระเจ้ากัมโพช (กมฺโพชราชตนุเชนตามลินฺทเถเรน) ซึ่งนักวิชาการอย่าง G. Coedés และ L. P. Briggs ต่างก็เลนอว่าโอรสกษัตริย์กัมโพชในเอกสารของพม่าหมายถึงโอรสพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7
แต่อย่างไรก็ตาม จิตร ภูมิศักดิ์ ได้อ้างถึงข้อเสนอของ G.H. Luce ว่ากัมโพชในเอกสารพม่าไม่ได้หมายถึงเขมรเมืองพระนคร หากแต่หมายถึงคนที่เมืองลพบุรี
ถ้าเป็นไปตามที่กล่าวมานี้ ก็ทำให้คิดได้ว่าโอรสพระเจ้ากัมโพชไม่ใช่เจ้าชายเขมร แต่เป็นเจ้าชายจากลพบุรี ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากับลังกาทวีปช่วงหลังรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1
ประเด็นที่ 6 จากตัวอย่างเจดีย์รายที่วัดใหญ่ชัยมงคล เหนือบัลลังก์มีก้านฉัตรรองรับปล้องไฉน รอบก้านฉัตรมีเสาหาน ซึ่งประภัสสร์ ชูวิเชียรให้ความเห็นว่าเสาหานนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการทำเสาติดแกนฉัตรหรือที่เรียกว่า เทวดาโกฏุวะ (Devata Kotuva) เป็น ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่พบในศิลปะลังกามาก่อน
ดังนั้น ถ้าคิดว่าเจดีย์รายวัดใหญ่ชัยมงคลมีอายุร่วมสมัยกับเจดีย์ประธานซึ่งสถาปนาขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ก็ชวนให้คิดว่าเมื่อรูปแบบศิลปะลังกาปรากฏมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ช่างในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างจะต้องรู้จักรูปแบบศิลปะลังกามาก่อนนี้แล้ว อีกทั้งระบบเสาหานก็ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไปใน เจดีย์ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนหรือเจดีย์แบบสุโขทัย
จากประเด็นทั้ง 6 ประการที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมชี้ให้เห็นว่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง หรือกรุงอโยธยา เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาสายลังกาวงศ์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | เถรวาทแบบลังกา ถึงอโยธยาแห่งแรก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th