โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ | เถรวาทแบบลังกา ถึงอโยธยาแห่งแรก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 36 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา ประดิษฐานชั่วคราว ณ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนนำไปประดิษฐานเป็นการถาวร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธา สะท้อนสายสัมพันธ์พระพุทธศาสนาไทย-ศรีลังกาอย่างแน่นแฟ้น เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตึกสันติไมตรี เวลา 15.00 น.

เฉลิมฉลอง 800 ปีแห่งสายธารพุทธลังกาวงศ์สู่เมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นรากฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยและศรีลังกา ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งพระพุทธศาสนาและมรดกทางจิตวิญญาณร่วมกันของทั้งสองชาติ

(ภาพและข่าวจาก https://www.matichon.co.th/politics/news_5612671)

ศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา แผ่ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เมืองอโยธยาเป็นแห่งแรก เรือน พ.ศ. 1700 ด้วยหลักฐานวิชาการแข็งแรง จากนั้นแผ่ไปที่อื่นๆ ได้แก่ เมืองศรีสัชนาลัย, เมืองสุโขทัย, เมืองนครราชสีมา, แล้วส่งผ่านเมืองเพชรบุรีลงไปเมืองนครศรีธรรมราช

แต่ประวัติศาสตร์ไทยบอกนานแล้วว่าลังกาวงศ์แผ่ถึงเมืองนครศรีธรรมราช แล้วขึ้นไปเมืองสุโขทัย โดยไม่พบหลักฐานวิชการแข็งแรง

อโยธยา ศูนย์กลางลังกาวงศ์

รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยรามคำแหง) รวบรวมหลักฐานวิชาการยืนยันว่าอโยธยาเป็นศูนย์กลางเถรวาท แบบลังกา ไว้ในหนังสือ อโยธยาก่อนสุโขทัย ต้นกำเนิดอยุธยา จะยกมาดังต่อไปนี้

สืบเนื่องจากแนวคิดที่ว่าเมืองสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก จึงส่งผลให้มีความเชื่อว่าพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์เริ่มต้นที่ พ.ศ. 1800 ณ เมืองสุโขทัย

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระอธิบายว่า พระภิกษุไทยที่ไปลังกาทวีปได้กลับมาที่นครศรีธรรมราช ต่อมาเมื่อราชวงศ์พระร่วงเป็นใหญ่จึงได้อาราธนาพระภิกษุจากเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นไปเมืองสุโขทัย ดังปรากฏในจารึกหลักที่ 1

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนกลับมีความเห็นต่างไปว่า กรุงอโยธยาคือศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ดังประเด็นต่อไปนี้

ประเด็นที่ 1 จากข้อมูลเท่าที่พบในปัจจุบันปรากฏเพียงแต่ในจารึกพ่อขุนรามคำแหง (จารึกหลักที่ 1) ที่กล่าวถึงพุทธศาสนาในเมืองสุโขทัยมาจากเมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น ส่วนหลักฐานจารึกหลักอื่น เช่น จารึกวัดป่ามะม่วง กลับแสดงให้เห็นว่าสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านศาสนากับทางเมาะตะมะเป็นสำคัญ

ส่วนหลักฐานโบราณวัตถุสถานพบว่าในเขตเมืองสุโขทัย ไม่พบร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างเมืองสโขทัยกับเมืองนครศรีธรรมราช แต่มีความสัมพันธ์กับลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ดังเหตุผลต่อไปนี้

เหตุผลที่ 1 ประภัสสร์ ชูวิเชียร ได้เสนอว่าหลักฐานศิลปกรรมคือเจดีย์ในเมืองสุโขทัยไม่ได้แสดงความสัมพันธ์กับพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชแต่ประการใด อีกทั้งเจดีย์พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ยังแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของลังกาอย่างมาก

แต่ในขณะเดียวกัน เจดีย์ของสุโขทัยกลับแสดงถึงความสัมพันธ์กับศิลปะพม่า และถ้าเมืองสุโขทัยจะรับอิทธิพลทางศิลปะมาจากเมืองนครศรีธรรมราชก็ควรที่จะรับผ่านเมืองสุพรรณบุรี

อนึ่ง ถ้าพิจารณาจากรูปแบบของโบราณสถานบางแห่ง เช่น ศาลตาผาแดง ซึ่งพิจารณาจากลักษณะของปราสาท หลังนี้มีมุขยื่นยาวทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเหมือนพระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี และพระปรางค์สองพี่น้องเมืองศรีเทพ

เหตุผลที่ 2 พิจารณาจากประดิมากรรม เรามักจะคิดเสมอว่าพระพุทธรูปที่พบในเขตภาคกลางตอนบนโดยเฉพาะในเมืองสุโขทัยจะต้องมีพระพักตร์เป็นรูปไข่เสมอไป

หากแต่หลักฐานหลายชิ้นพบว่าพระพุทธรูปที่พบในเขตภาคกลางตอนบนจะมีพระพักตร์เหลี่ยมและไรพระศกเส้นใหญ่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์พระพุทธรูปในเขตภาคกลางตอน ล่าง เช่น เศียรปูนปั้นพระพุทธรูปที่พบที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง และพระพุทธรูปสำริดที่พบที่วัดราชธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่วัดเบญจมมพิตร ดุสิตวนาราม กรุงเทพฯ)

เหตุผลที่ 3 พระพิมพ์ที่พบในเขตเมืองเก่าสุโขทัย เช่น พระพิมพ์ที่ขุดพบที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย (ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง) มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับพระพิมพ์ที่พบที่กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา)

ประเด็นที่ 2 แม้ว่าในสิหิงคนิทานจะอ้างว่าพระร่วงได้พระพุทธสิหิงค์จากลังกาผ่านมาทางเมืองนครศรีธรรมราช แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏร่องรอยความตกค้างในตำนานเมือง นครศรีธรรมราช และตำนานพระธาตุเมืองนครศรีศรีธรรมราช ก็ไม่เคยกล่าวอ้างว่าเมือง สุโขทัยกับเมืองนครศรีธรรมราชมีความสัมพันธ์ทางด้านการศาสนาแต่ประการใด

ประเด็นที่ 3 ร่องรอยหลักฐานพุทธศาสนาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีความสัมพันธ์กับลังกาทวีปก่อน พ.ศ. 1700 ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1.จารึกขอบวงล้อธรรมจักร พบที่แหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภา อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี เนื้อความของจารึกหลักนี้นำมาจาก “อรรถกถาธัมมจักกัปปวัตนสูตร” ในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี ผลงานของพระพทธโฆษาจารย์ อรรถกถาจารย์แห่งลังกาทวีป

2.จารึกเนินสระบัว พบที่แหล่งโบราณคดีสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ระบุ ม.ศ. 863 (พ.ศ. 1484) ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานชาติ ปราจีนบุรี ข้อความฉันท์บทนมัสการของจารึกนี้นำมาจาก “ฉันท์เตลกฎาหคาถา” ที่ประพันธ์ขึ้นในลังกา

นอกจากนี้ที่แหล่งโบราณคดีสระมรกตยังพบรอยพระพุทธบาทที่แสดงให้เห็นอิทธิพลจากลังกาทวีป พ.ศ. 1484 ระยะเวลาดังกล่าวมีแต่ลังกาทวีปเท่านั้นที่ยังสร้างรอยพระพุทธบาท

3.จารึกซับจำปา พบที่แหล่งโบราณคดีเมืองจำปา จังหวัดลพบุรี ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จารึกหลักนี้เนื้อหาส่วนแรก เป็นจารึกคาถา เย ธมฺมา เนื้อหาส่วนที่ 2 คัดมาจากคัมภีร์นตปาสาทิกา เนื้อหาส่วนที่ 3 คัดมาจากวินัยปิฎก เนื้อหาส่วนที่ 4 นำมาจากคาถาธรรมบท

4.จารึกถ้ำพระนารายณ์ อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี กำหนดอายุจารึกจากรูปแบบอักษรปัลลวะ กล่าวถึงอนุราธปุระ ซึ่งอาจหมายถึงพื้นที่ย่านเขาวง สถานที่พบจารึกก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นไปได้ หากแต่ชื่ออนุราธปุระก็ชวนให้นึกถึงราชธานีของลังกายุคโบราณ

5.ธรรมจักรศิลา พบที่จังหวัดนครปฐมปัจจุบัน จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กำหนดอายุจารึกจากรูปแบบอักษรปัลลวะ เนื้อหาจารึกเกี่ยวข้องกับคัมภีร์วิสุทธิมรรคและคัมภีร์สมันดปาสาทิกาของพระพุทธโฆษาจารย์

6.จารึกคาถา “เย ธมฺมา” พบกระจายทั่วไปในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเป็นจำนวนมาก ซึ่งจารึกเหล่านี้เป็นจารึกที่ใช้ภาษาบาลีซึ่งในช่วงระยะเวลาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-17 ศูนย์กลางที่สำคัญที่ใช้ภาษาบาลีในการบันทึกคัมภีร์พุทธศาสนาก็คือ ลังกาทวีป

จากหลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึกที่มีอายุก่อน พ.ศ. 1700 รวมถึงตำนานทั้งหมดที่ยกมาจะพบว่าในเขตภาคกลางตอนบนจะไม่ปรากฏหลักฐานในลักษณะทำนองนี้แต่ ประการใด ดังนั้นจึงทำให้คิดได้ว่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีความสัมพันธ์กับทางลังกาทวีปเป็นอย่างมาก จนเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาจากลังกาและยังผลให้กรุงอโยธยาที่ เกิดขึ้นช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 กลายเป็นศูนย์กลางของศาสนา

ประเด็นที่ 4 จากเนื้อความในตำนานมูลศาสนา ฝ่ายวัดป่าแดง เชียงตุง ฉบับวัดบุพพารามกล่าวว่า

“ถัดแต่นั้น มหาเถรเจ้าตน 1 ชื่อสธรรมลังกาจริยาไปสูงลังกาทวีป แล้ว บวช(ใหม่)เรียนธรรมจยปิฎกทั้ง 3 แล้วก็คืนมาแต่ลังกาอยู่อโยธิยาแผ่สาสนาพระพุทธเจ้ารุ่งเรืองไปในทวารวดี 7 ล้านนา ไทย รอดชุแห่งชู่ชนบทก็มีแล ถัดแต่นั้นนางจามเทวีมาแต่ เมืองละโว้”

จากข้อความในตำนานที่ยกมาแสดงให้เห็นว่าเมืองเชียงตุงเชื่อว่าเมืองอโยธยาเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาจากลังกาทวีป

ถ้าเชื่อว่าสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านศาสนากับเมืองนครศรีธรรมราช แต่ตำนานพระบรมธาตุนคร และ ตำนานานเมืองนครศรีธรรมราช กลับไม่มีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเมืองนครศรีธรรมราชกับเมืองสุโขทัยแต่ประการใด

รวมถึงในตำนานมูลศาสนาที่กล่าวว่า ก่อนพระสุมนเถระและพระอโนมทัสสีไปบวชแปลงนิกายที่นครพัน ได้มาร่ำเรียนที่อโยธยาซึ่งชวนให้น่าสงสัยว่า ถ้าเมืองสุโขทัยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาลังกาวงศ์จริง เหตุใดพระเถระทั้ง 2 รูปจึงต้องมาเรียนที่กรุงอโยธยา

และที่สำคัญคือ เมืองสุโขทัยจะติดต่อกับเมืองนครศรีธรรมราชได้อย่างไรถ้าไม่ผ่านแดนกรุงอโยธยา

ประเด็นที่ 5 แม้ว่า G. Coedés จะยอมรับว่าก่อนหน้า พ.ศ. 1800 พบหลักฐานของลังกาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างก็ตาม หากแต่ลัทธิลังกาวงศ์เกิดขึ้น เพราะการฟื้นฟูพุทธศาสนาในรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 (พ.ศ.1696-1729)

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนกลับมีความเห็นที่แตกต่างดังต่อไปนี้

จากในพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วได้กล่าวว่า เมื่อครั้งรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 พระอุตตรชีวะกลับจากลังกาทวีป ท่านได้เดินทางมาพร้อมกับภิกษุอีก 4 รูป ซึ่งในนั้นมี นามว่า ชินตามลินทโอรสกษัตริย์กัมโพช รวมถึงจารึกกัลยาณีซึ่งจารึกขึ้นใน พ.ศ. 2019 ได้กล่าวถึงครั้งที่พระฉปัฏศิษย์พระอุตตรชีวะได้ชักชวนพระภิกษุที่เกาะลังกากลับเมืองพุกาม มีพระตามลินทเถระโอรสของพระเจ้ากัมโพช (กมฺโพชราชตนุเชนตามลินฺทเถเรน) ซึ่งนักวิชาการอย่าง G. Coedés และ L. P. Briggs ต่างก็เลนอว่าโอรสกษัตริย์กัมโพชในเอกสารของพม่าหมายถึงโอรสพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7

แต่อย่างไรก็ตาม จิตร ภูมิศักดิ์ ได้อ้างถึงข้อเสนอของ G.H. Luce ว่ากัมโพชในเอกสารพม่าไม่ได้หมายถึงเขมรเมืองพระนคร หากแต่หมายถึงคนที่เมืองลพบุรี

ถ้าเป็นไปตามที่กล่าวมานี้ ก็ทำให้คิดได้ว่าโอรสพระเจ้ากัมโพชไม่ใช่เจ้าชายเขมร แต่เป็นเจ้าชายจากลพบุรี ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากับลังกาทวีปช่วงหลังรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1

ประเด็นที่ 6 จากตัวอย่างเจดีย์รายที่วัดใหญ่ชัยมงคล เหนือบัลลังก์มีก้านฉัตรรองรับปล้องไฉน รอบก้านฉัตรมีเสาหาน ซึ่งประภัสสร์ ชูวิเชียรให้ความเห็นว่าเสาหานนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการทำเสาติดแกนฉัตรหรือที่เรียกว่า เทวดาโกฏุวะ (Devata Kotuva) เป็น ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่พบในศิลปะลังกามาก่อน

ดังนั้น ถ้าคิดว่าเจดีย์รายวัดใหญ่ชัยมงคลมีอายุร่วมสมัยกับเจดีย์ประธานซึ่งสถาปนาขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ก็ชวนให้คิดว่าเมื่อรูปแบบศิลปะลังกาปรากฏมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ช่างในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างจะต้องรู้จักรูปแบบศิลปะลังกามาก่อนนี้แล้ว อีกทั้งระบบเสาหานก็ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไปใน เจดีย์ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนหรือเจดีย์แบบสุโขทัย

จากประเด็นทั้ง 6 ประการที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมชี้ให้เห็นว่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง หรือกรุงอโยธยา เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาสายลังกาวงศ์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | เถรวาทแบบลังกา ถึงอโยธยาแห่งแรก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...