ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า
การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่ไม่ใช่ จีน ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีการขยายตัวถึง 17% ซึ่งถือเป็นผลพวงจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกภายใต้นโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากกลับเข้ารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งปี
Nikkei Asia วิเคราะห์โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Kpler ผู้ให้บริการข้อมูลการค้าระหว่างประเทศว่า การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่กว่า 20 ประเทศ อาทิ บราซิล อินเดีย มาเลเซีย และ เวียดนาม เพิ่มขึ้นจาก 190 ล้านตันในปี 2024 เป็น 223 ล้านตันในปี 2025 โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวโพด และ ถั่วเหลือง ซึ่งหลายประเทศในเอเชียเร่งนำเข้าเพิ่มขึ้น และอีกด้านยังช่วยชดเชยการส่งออกไปจีนที่ลดลงอย่างหนัก
อิชาน ภานู นักวิเคราะห์อาวุโสด้านสินค้าเกษตรของ Kpler ระบุว่า การที่ประเทศต่างๆนำเข้าเพิ่มขึ้นสะท้อนผลลัพธ์โดยตรงจากที่ก่อนหน้านี้ สหรัฐ ได้เจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าในกลุ่มตลาดเกิดใหม่
หนึ่งในประเทศที่โดดเด่นมากคือเวียดนาม ซึ่งในปี 2025 นะนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 21 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ราว 1.7 ล้านตัน หลังจากทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงทางการค้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา โดยเวียดนามตกลงซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ แลกกับการที่สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามจาก 46% เหลือ 20%
จากข้อมูลยังชี้ว่า ในเดือนพฤศจิกายน เวียดนามนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ สูงสุด เป็นประวัติการณ์ที่ 3.8 แสนตัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาเวียดนามพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดจากอเมริกาใต้เป็นหลัก แต่ในปี 2025 กลับเปลี่ยนทิศทางมาซื้อจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
เช่นเดียวกับ ปากีสถาน ได้เพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เป็น 1.23 ล้านตัน จากที่เคยนำเข้าเพียง 6 หมื่นตันในปีก่อนหน้า หลังจากทั้งสองประเทศลงนามข้อตกลงการค้าในเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ข้อตกลงดังกล่าวยังได้ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอของปากีสถาน หลังสหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งทอจากราว 29% เหลือ 19% ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียได้มากขึ้น
ในช่วงเวลาเดียวกัน บังกลาเทศ ได้ยอมเพิ่มการนำเข้าข้าวสาลีจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการลดภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งทอเข้าสู่ตลาดอเมริกัน โดย อิชาน ระบุว่า ก่อนหน้านี้ บังกลาเทศ เป็นลูกค้ารายใหญ่ของการนำเข้าข้าวสาลีจากรัสเซีย แคนาดา ยูเครน และ อาร์เจนตินา แต่จากแรงจูงใจทางการค้า ทำให้หันมาซื้อจากสหรัฐฯ แม้ราคาจะสูงกว่าก็ตาม
ขณะที่ฝั่งของทวีปแอฟริกา ไนจีเรีย ได้เพิ่มการนำเข้าข้าวสาลีจากสหรัฐฯ จาก 5.3 แสนตันในปี 2024 เป็น 1.48 ล้านตันในปี 2025 ส่งผลให้การส่งออกข้าวสาลีของสหรัฐฯ ไปยัง 20 ประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 21.57 ล้านตัน
แม้สินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จะมีราคาสูงกว่าคู่แข่งบางประเทศ โดยราคาส่งออกถั่วเหลืองอยู่ที่ 418 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับของบราซิลที่ขายอยู่ที่ 407 ดอลลาร์ต่อตัน แต่ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงเลือกซื้อสินค้าอเมริกันอย่างต่อเนื่อง เพราะคำนึงถึงเงื่อนไขทางการค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐฯ
นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้ง 20 ประเทศ ก็เพิ่มขึ้นถึง 58% อยู่ที่ 36 ล้านตันในปี 2025 โดยอินเดียกลายเป็นหนึ่งในผู้ซื้อรายสำคัญ หลังพยายามคลายความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ จากกรณีเผชิญภาษี 50% จากการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย
ทั้งนี้ ข้อมูลของ Kpler ระบุว่า ในเดือนธันวาคม อินเดียมีการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียลดลง 29% ขณะที่การนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า
ถึงอย่างไรนั้น การเติบโตในตลาดเกิดใหม่ยังไม่สามารถชดเชยการหดตัวของตลาดจีนได้ทั้งหมด สะท้อนได้จากการส่งออกของสหรัฐฯ ไปจีนในปี 2025 ลดลงถึง 65% จาก 93 ล้านตันในปี 2024 เหลือเพียง 32 ล้านตัน โดยเฉพาะการส่งออกถั่วเหลืองที่แทบหยุดลงหลังเดือนพฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจาก Auckland University of Technology ระบุว่า นโยบายภาษีของรัฐบาล โดนัล ทรัมป์อาจฉุดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ลดลง 0.36% ในปี 2025 ขณะที่ประเทศอื่นอย่างไทยและบราซิลก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
ภาพ:MeshCube/shutterstock
อ้างอิง: