ปชน.ปลุกผี ‘หมู่บ้านแดง’ โมเดล ตั้ง ‘อาสาส้ม’ สู้ ‘อนุรักษนิยม’
ท่ามกลางฝุ่นควันการจัดตั้ง “รัฐบาลบาร์โค้ด” บวกลบ 300 เสียงของ “ภูมิใจไทย” ที่กวาด สส.มากสุดในสภาฯ 193 เสียง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในเวลานี้ ขณะเดียวกันเสียงเรียกร้องให้การเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมาเป็น “โมฆะ” กำลังฮึ่ม ๆ อยู่ โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังถูกถล่มยิ่งกว่า “ตำบลกระสุนตก” นั้น
ฟาก “ค่ายส้ม” พรรคประชาชน (ปชน.) ที่ไม่ได้อยู่ในสมการจัดตั้งรัฐบาล รอสวมสูทเข้าสภาฯเป็น “แกนนำฝ่ายค้าน” เนื่องจากชนะอันดับ 2 หอบ 118 สส.เข้าสภาฯ สรุปบทเรียนถอดสูตร “ความพ่ายแพ้” ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เมื่อ 21-22 ก.พ. 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยมี “บิ๊กเนม” ทั้งผู้บริหารพรรค แกนนำพรรค ผู้สมัคร สส. สมาชิกและเครือข่ายทำงานของพรรค เข้าร่วมแทบจะพร้อมเพรียงกัน
ในการถอดบทเรียนความพ่ายแพ้ดังกล่าว สรุปสาระสำคัญได้ว่า
1.หลายพื้นที่ถูก “บริหารจัดการทรัพยากร” ทั้งในรูปแบบ “ทรัพยากรของรัฐ” ผ่านการโยกย้ายตำแหน่งแห่งที่ของ “ข้าราชการ” ต่าง ๆ และ “ทรัพยากรส่วนตัว” ของ “บ้านใหญ่-มุ้งการเมือง” ในพื้นที่ โดย ปชน.เชื่อว่ามีหลายพื้นที่อาจมีเรื่อง “ซื้อสิทธิ์-ขายเสียง” กันอย่างโจ๋งครึ่ม มากกว่าการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจดำเนินการจับกุมได้ไม่ดีเท่าที่ควร
2.การทำงานเชิงพื้นที่ของพรรค ปชน. ที่ไม่ได้ใช้วิธี “เชิงรุก” แต่เน้นวิธี “ตั้งรับ” ซึ่งทำได้ไม่ดีเพียงพอ ส่งผลให้แม้ “ส้ม” จะมีกระแสสูงในหลายพื้นที่ แต่ผู้มีสิทธิออกเสียงยังคงใช้วิธีกาในลักษณะเดิม คือ สส.เขต เลือก “บ้านใหญ่” ส่วน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ กาให้ “พรรคส้ม” เป็นต้น
ทั้งนี้ “เท้ง ณัฐพงษ์” เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์เมื่อ 22 ก.พ.ว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาโดยภาพใหญ่นั้น เราสรุปบทเรียนออกเป็น 2 ภาพหลัก อย่างแรก คือ ผลประชามติที่ประมาณ 60% ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม หรือเราแพ้เขตให้กับพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคกล้าธรรม แต่พื้นที่เหล่านั้นประชาชนก็ยังเห็นด้วยกับประชามติ อีกอย่างคือเรายังคงรักษาแชมป์ในส่วนของ สส.บัญชีรายชื่อ ที่คะแนนความนิยมของเรามาเป็นอันดับหนึ่ง
“สิ่งที่เราพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนี้ คือการทํางานพื้นที่ ที่อาจตั้งรับไม่ดีพอ และทํางานเชิงรุกมากไม่เพียงพอ จึงจัดตั้งเครือข่าย เมื่อฝั่งเขามีเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ฝั่งเราก็พร้อมจะมีเครือข่ายอาสาประชาชน แต่สิ่งที่พวกเราดูถูกไม่ได้ หรือบอกว่าผิดไม่ได้เลย คือการที่ประชาชนออกไปตัดสินใจโหวตให้ใครคนใดคนหนึ่งในพื้นที่” ณัฐพงษ์ กล่าว
ต่อมา เพื่อแก้เกม “เครือข่ายบ้านใหญ่” ในแต่ละพื้นที่ซึ่งยึดกุม “ทรัพยากรของรัฐ” เอาไว้ ปชน.จึงวางหมากจัดตั้ง “อาสาส้ม” หรือ“อสส” ขึ้นมา
โดย “ณัฐพงษ์” อธิบายว่า บทเรียนจากสัมมนา 2 วันที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นความจริงอย่างชัดเจนว่า การชนะสนามความคิดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราเคยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 62 และ 66 เราเคยเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่เมื่อกลุ่มการเมืองชนชั้นนำเอาจริง รวมพลังกันแบ่งพื้นที่ ใช้เครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ใช้สงครามข่าวสาร และรุมโจมตีทุกทิศทาง เราก็เห็นแล้วว่าการเมืองในพื้นที่คือสนามที่เราต้องเสริมกำลังอย่างจริงจัง ภารกิจต่อไปของพวกเราจึงไม่ใช่เพียงการเอาชนะทางความคิด แต่คือการสร้างความเข้มแข็งในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
ระบบจัดตั้งของเราจะไม่ใช่ระบบเงิน ไม่ใช่หัวคะแนน ไม่ใช่เครือข่ายอุปถัมภ์ เครือข่ายกลไกรัฐราชการ แต่เราจะทำระบบอาสาสมัครของพรรคประชาชนที่ยึดโยงกันด้วยอุดมการณ์ ทำงานใกล้ชิดประชาชนอย่างแท้จริง เป้าหมายขั้นต่ำของเราคือการสร้างเครือข่าย “อาสาส้ม” ให้ครอบคลุมกว่า 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ ผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นี่เป็นการต่อสู้เดียวที่จะสามารถเอาชนะระบบจัดตั้งอุปถัมภ์ค้ำชูเหล่านี้ได้
“ผมเชื่อว่าการทำงานของพรรคประชาชนยังเป็นคำตอบเดียวที่สามารถจะพาประเทศไทยไปสู่ทางรอดได้ในอนาคต ฉะนั้น ไม่มีหนทางอื่นนอกจากพวกเราจะทำงานในฐานะฝ่ายค้านให้เต็มที่ และทำงานเชิงพื้นที่เพื่อรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึงทั่วไทย” ณัฐพงษ์ ยืนยัน
การจัดตั้ง “อาสาส้ม” ครอบคลุมกว่า 75,000 หมู่บ้านครั้งนี้ ถูกมองว่ามีคล้ายคลึงกับการจัดตั้ง “หมู่บ้านเสื้อแดง” เพื่อเรียนรู้ปลูกฝังแนวคิด “ประชาธิปไตย” ในอดีต ซึ่งดำเนินการโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)โดยประสบความสำเร็จมาแล้ว ในการเลือกตั้งปี 2554 ส่ง “นารีขี่ม้าขาว” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าสภาฯ “เพื่อไทย” กวาด สส.ได้มากถึง 265 ที่นั่ง เกินครึ่งหนึ่งของสภาฯ และเป็นหนล่าสุดที่พรรคแดงชนะถล่มทลายเช่นนี้
สำหรับแนวคิด “หมู่บ้านเสื้อแดง” ถูกพูดถึงภายหลังความพ่ายแพ้ใน “สมรภูมิเมืองหลวง” ที่ นปช.ยาตราทัพจากทุกสารทิศเข้ามาชุมนุมบริเวณใจกลางเขตเศรษฐกิจของ กทม. ถึง 2 ครั้งในปี 2552 และปี 2553 ทว่าถูกรัฐบาลขณะนั้น ประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน มีการให้ “กองทัพ” นำ “การเมือง” เข้าปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งฝ่ายม็อบ และฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐรวมเฉียด 100 ศพ บาดเจ็บอีกนับพันชีวิต บางคนในปัจจุบันยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่ก็ยังมี แต่ยังไม่สามารถเอาผิด “บุคคล” ที่สั่งปราบปรามผู้ชุมนุมได้จนถึงทุกวันนี้
ในช่วงปลายปี 2553 มีการจัดตั้ง “หมู่บ้านเสื้อแดง” แห่งแรกที่ ต. หนองไฮ อ.เมือง จ.อุดรธานี ก่อนจะกระจายตัวออกไปอย่างกว้างขวางในแถบพื้นที่ภาคอีสาน ส่งผลให้ “อุดรธานี” กลายเป็น “เมืองหลวงเสื้อแดง” ในเวลาต่อมากลายเป็น “ป้อมปราการ” แข็งแกร่งยาวนานถึง 13 ปี กระทั่งมาแตกพ่ายไปในศึกการเลือกตั้งปี 2566 ที่ถูก “ส้ม” เจาะไข่แดงได้ 1 เขต และ “สีน้ำเงิน” แบ่งไป 2 เขตจาก 10 เขตเลือกตั้ง
แนวคิดเรื่อง “หมู่บ้านเสื้อแดง” นั้น “เหวง โตจิราการ” อดีตแกนนำ นปช.คนสำคัญ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า หมู่บ้านเสื้อแดงตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ช่วยฝ่ายราชการในการดูแลตรวจสอบปัญหายาเสพติด โดยเป้าหมายเชิงปริมาณของหมู่บ้านเสื้อแดง จะยกระดับจากหมู่บ้านเป็นตำบล เป็นอำเภอ และเป็นจังหวัดเสื้อแดงในที่สุด
การแผ่ขยายของ “หมู่บ้านเสื้อแดง” เติบโตด้วยอัตราเร่งที่ค่อนข้างเร็วมาก โดยเฉพาะในช่วง “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ที่กระจายทรัพยากรลงพื้นที่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แถมแกนนำ นปช.หลายคนได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ในหลายพื้นที่ บางคนได้รับการ “ปูนบำเหน็จ” นั่งเก้าอี้ “รัฐมนตรี” ด้วยซ้ำไป
ภายหลังรัฐประหารปี 2557 แกนนำเสื้อแดง-นปช.หลายคนถูกกวาดต้อนไป “ปรับทัศนคติ” ในค่ายทหาร เพื่อ “สลายหมู่บ้านแดง” จนสุดท้าย “หมู่บ้านเสื้อแดง” ก็อันตรธานหายไป แกนนำบางส่วนกลายพันธุ์ไปอยู่กับเครือข่ายคณะรัฐประหาร และเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเสื้อแดงกลายเป็นอื่นไป จนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น แนวคิดของ ปชน.ที่รื้อฟื้นโมเดล “หมู่บ้านเสื้อแดง” กลับมาใหม่ในรอบ 16 ปี จะหวังผล และประสบความสำเร็จได้เหมือนในยุค “เพื่อไทย” กระแสสูงได้หรือไม่
ต้องรอจับตา “อาสาส้ม” ที่กำลังจะเริ่มปักธงความคิดถัดจากนี้ และดูผลลัพธ์จากการเก็บเกี่ยวในการเลือกตั้งครั้งถัดไป