‘นักกฎหมาย’ ยกฎีกาย้อนอัยการไม่นำ ‘เจ๊อ้อย’ ประจักษ์พยาน โกง 74 ล้าน ขึ้นเบิกความ
'นักกฎหมาย' ข้องใจ 'พนักงานอัยการ' ไม่นำ 'เจ๊อ้อย' ขึ้นเบิกความคดี 'ทนายตั้ม' ฉ้อโกง 74 ล้าน แต่ใช้พยานลำดับถัดไปซึ่งมีน้ำหนักน้อยกว่าประจักษ์พยาน เหตุ เจ๊อ้อย กับ ทนายตั้ม เท่านั้นที่รู้เห็นเรื่องการให้เงินกัน พร้อมยกตัวอย่างฏีกา กรณีที่ไม่นำประจักษ์พยานมานำสืบ
25 ก.พ. 2569 - สืบเนื่องจาก ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์ 74 ล้าน ให้นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม และนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด ภรรยา คดีฉ้อโกง น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย Pattanasin Sawangmake แอดมินเพจ คดีโลก คดีธรรม @ Pattanasin โพสต์ข้อความกรณีดังกล่าวว่า
·
""_ จากคำสัมภาษณ์ของพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน #ทำให้เห็นว่า ประจักษ์พยาน คือ เจ๊อ้อย #ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย #และก็น่าจะพร้อมมาเบิกความเป็นพยานให้แก่พนักงานอัยการ
#แต่พนักงานอัยการเองต่างหาก ที่เลือกไม่เอาเจ๊อ้อยมาเบิกความ แต่ใช้พยานลำดับถัดไปซึ่งมีน้ำหนักน้อยกว่าประจักษ์พยานมานำสืบแทนตัวของเจ๊อ้อย
เหตุผลของพนักงานอัยการนั้น ไม่สมเหตุสมผลเลย
ถ้าดู #ลำดับน้ำหนักของพยาน จะมีลำดับดังนี้
1. ประจักษ์พยาน / วัตถุพยาน / พยานวิทยาศาสตร์
2. พยานพฤติเหตุแวดล้อม
3. พยานแวดล้อม
4. พยานบอกเล่า
5. พยานความเห็น (ผู้เชี่ยวชาญ)
พยานที่มีน้ำหนักดีที่สุด คือ #พยานลำดับที่_1. แล้วก็ไล่มาเรื่อยๆ
พนักงานอัยการ #มีเจ๊อ้อยซึ่งเป็นประจักษ์พยานแล้ว และไม่ได้ติดชัดอะไรในการมาเบิกความต่อศาล
แต่พนักงานอัยการไม่เอาพยานที่ดีที่สุด คือ ลำดับที่ 1. ไปนำสืบต่อศาล #แต่กลับเลือกพยานพยานบอกเล่าซึ่งมีน้ำหนักน้อยกว่าประจักษ์พยานอย่างมาก ไปนำสืบแทน
และที่สำคัญ คือ ประเด็นข้อพิพาทในคดี คือ
(1) มีการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงเกิดขึ้นหรือไม่
(2) ความผิดฐานฉ้อโกงนั้นมีลักษณะเป็นปกติธุระหรือไม่
(3) ทรัพย์สินที่ขอให้ริบนั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่
#ซึ่งทนายตั้มปฏิเสธทั้งหมด โดยปฏิเสธตั้งแต่ที่ว่า ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงเกิดขึ้นเลย โดยทนายตั้มอ้างว่า #การให้เงินกันนั้นเป็นการให้โดยเสน่หา
การพิสูจน์ว่า #ให้เพราะถูกหลอก หรือ #ให้โดยเสน่หา จะต้องอาศัยตัวของเจ๊อ้อยมาเป็นพยานนำสืบประเด็นนี้
เพราะเหตุว่า มีแต่เจ๊อ้อย กับ ทนายตั้ม เท่านั้น ที่รู้เห็นเรื่องการให้เงินกัน และอาจจะมีพยานบุคคลแวดล้อมที่รู้เห็น
ดังนั้น พนักงานอัยการจะต้องนำตัวบุคคลดังต่อไปนี้มานำสืบ คือ
- เจ๊อ้อย ประจักษ์พยาน / รู้เห็นโดยตรง
- คนสนิทของเจ๊อ้อย พยานพฤติเหตุแวดล้อม / รู้เห็นใกล้เคียง
แต่ปรากฏว่า พนักงานอัยการ นำพยานหลักฐานมาสืบ คือ
1. เจ้าหน้าที่ ปปง. #เป็นพยานบอกเล่า เพราะฟังเขาเล่ามา ซึ่งไม่รู้ฟังมากี่ทอด และแต่ละทอดได้รับข้อเท็จจริงอย่างไร
2. เอกสารในสำนวน #เป็นพยานบอกเล่าเช่นกัน เพราะบันทึกตามคำบอกเล่า และไม่รู้ว่าเล่ากันมาแล้วกี่ทอด
ดังนั้น พยานของพนักงานอัยการ #เป็นพยานบอกเล่าทั้งหมด เพียงแต่อยู่ในรูปของพยานบุคคล 1 ปาก และ อยู่ในรูปของเอกสาร 1 ชุด
ปัญหาคือ กฎหมายบอกว่า ""ห้ามรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังได้ฯ"" แสดงว่า #ห้ามเป็นหลัก #รับฟังได้เป็นข้อยกเว้น และแม้จะรับฟังได้ #ก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักของพยานอีก
สุดท้าย ศาลบอกว่า พยานหลักฐานของพนักงานอัยการ ฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระเกิดขึ้น #โดยไม่ต้องไปวินิจฉัยเลยว่า ทรัพย์สินที่ขอให้ศาลริบนั้น เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่
#เพราะเมื่อพิสูจน์ในส่วนของความผิดยังไม่ได้เลย ในส่วนของการพิสูจน์เกี่ยวกับทรัพย์สินยิ่งไม่ต้องพิสูจน์เลย เพราะถือว่าไม่ผ่านเงื่อนไขแรกเสียแล้ว
สาระสำคัญของคดีนี้ คือ
"" ….. #ทนายตั้ม #ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิด …..""
ดังนั้น สิ่งแรกที่พนักงานอัยการจึงต้องพิสูจน์ คือ ทนายตั้มกระทำความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระหรือไม่
และพยานที่จะพิสูจน์ว่าทนายตั้มฉ้อโกงเป็นปกติธุระหรือไม่ ก็คือ เจ๊อ้อย เพราะเป็นคนที่พูดคุยกับทนายตั้มโดยตรง #ส่วนคนอื่นไม่รู่้ไม่เห็นและฟังเจ๊อ้อยมาอีกทีหนึ่ง
ดังนั้น จึงเห็นว่า พนักงานอัยการ นำพยานเข้าสืบไม่ถูกต้องตามหลัก #วิชากฎหมายลักษณะพยาน จริงๆ
และจะไปโยนให้ศาลว่า ศาลจะต้องไต่สวนเพราะเป็นระบบไต่สวนไม่ได้ เพราะพนักงานอัยการมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็น #ไม่ใช่ให้ศาลไปพิสูจน์เอง เพราะคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในกรณีฟอกเงินนั้น ""เป็นระบบไต่สวน + ภาระการพิสูจน์ของพนักงานอัยการ"" #ไม่ใช่ระบบไต่สวนแท้ๆ
ลองดูตัวอย่าง แนวการวินิจฉัยกรณีที่ไม่นำประจักษ์พยานมานำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 6589/2553
"" ….. โจทก์อ้างว่า สายลับ เป็นคนล่อซื้อยาเสพติดจากจำเลย จึงถือว่า สายลับเป็นประจักษ์พยาน #แต่โจทก์ไม่นำตัวสายลับมาเบิกความ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานให้รับฟังว่าสายลับจะได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยหรือไม่ …..""
คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 5259/2551
"" ….. คดีนี้ #มีนายทองแดงพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นประจักษ์พยานขณะเกิดเหตุโดยตรง แต่กลับ #ไม่ยอมนำพยานดังกล่าวมาเบิกความต่อศาล เมื่อจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ไม่เห็นเหตุการณ์ และไม่นำพยานที่เห็นเหตุการณ์มาเบิกความ ดังนั้น คำเบิกความของจเำลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 จึงไม่มีน้ำหนัก …..""
คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 5408/2543
"" ….. ส่วน น. ผู้ช่วยผู้จัดการสาขาของโจทก์ #ซึ่งเป็นประจักษ์พยานโดยตรง แต่โจทก์ #กลับไม่นำมาเบิกความยืนยันตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์เพียงเท่าที่นำสืบจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง …..""
ดังนั้น แม้คดีนี้จะยังอุทธรณ์ และฎีกาได้ แต่ก็คงเป็นเรื่องการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง และเป็นข้อเท็จจริงที่พนักงานอัยการมีส่วนทำให้ไม่สมบูรณ์เอง โอกาสในการกลับมาชนะในชั้นศาลสูง ก็อาจจะมีไม่มากนัก _""