โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยธ.อุบหมายจับเบนสมิธ ธปท.คุมเบิก5ล.สกัดเทา

ไทยโพสต์

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"แบงก์ชาติ" ลุยสกัดธุรกรรมสีเทา ไม่เกินกลาง มี.ค. คลอดเกณฑ์ใหม่ บังคับถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท ต้องแจงวัตถุประสงค์ชัด เฟสถัดไปขยายคุมฝากเกิน 5 ล้านบาท พร้อมจัดระเบียบค่าธรรมเนียมสถาบันการเงินครั้งใหญ่ เล็งสรุปใน 2 เดือน “รุทธพล” เผยไม่พบนักการเมืองเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ อ้างคดี “เบน สมิธ-ชนนพัฒฐ์” อยู่ในสำนวนเปิดเผยไม่ได้

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายยศวินทร์ เพียรพิทักษ์ ตัวแทนช่วยเหลือเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ กล่าวภายหลังเข้าพบ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีการยื่นหนังสือขอบคุณรัฐบาล และขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่มีความจริงจังจนทำให้สามารถยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดได้กว่า 13,000 ล้านบาท

ด้าน พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า หลังได้รับหนังสือและได้พูดคุยเบื้องต้นว่าปัญหาส่วนหนึ่งผู้เสียหายได้รับผลกระทบจากการถูกหลอก และธนาคารก็มีการฟ้องร้องและอายัดทรัพย์ ซึ่งในกรณีที่ไม่สามารถผ่อนชำระได้ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมและกรมคุ้มครองสิทธิฯ ที่วันนี้จะต้องเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในส่วนของหนี้สิน ก่อนศาลจะมีคำพิพากษา จากนั้นกรมบังคับคดีจะช่วยมาดูแลในเรื่องของหนี้สินของประชาชนหลังศาลมีคำพิพากษา มีความเห็นว่าจะเอาปัญหาของผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์มาเข้าสู่ระบบของกรมคุ้มครองสิทธิฯ เพื่อช่วยเหลือประสานเยียวยาในเรื่องของการเฉลี่ยทรัพย์คืนในทันที

สำหรับในส่วนของคดีอาญาจะมีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ไม่ได้มีการปล่อยปละละเลย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ทอดทิ้ง จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบว่ามีนักการเมืองเกี่ยวข้องด้วย

เมื่อถามว่า ในส่วนของคดีนายเบน สมิธ อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานว่าจะสามารถออกหมายจับได้เลยหรือไม่ รวมทั้งจะเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดหรือไม่ รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในสำนวน ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ รวมไปถึงในเรื่องของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ว่าที่ สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม ที่จะมีในเรื่องของการยึดทรัพย์สินหรือไม่ เรื่องนี้ก็ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะอยู่ในสำนวนการสอบสวน

วันเดียวกัน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.อยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารพาณิชย์ในการกำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน (Standardized Fee) ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันค่าธรรมเนียมในบางธุรกรรมยังมีความแตกต่างกันมากในแต่ละสถาบันการเงิน และจำนวนที่เก็บก็ต่างจากต้นทุนมาก ดังนั้นในหลักการส่วนนี้จะถูกนำมาใช้เป็นมาตรการในการปรับโครงสร้างให้มีความเหมาะสม เป็นมาตรฐานเดียวกัน และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

ทั้งนี้ จะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.Transaction Fee ซึ่งตรงนี้อาจจะเริ่มต้นที่ 10-15 ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินก่อน เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนและถอนเงินข้ามเขต, ค่าธรรมเนียมการเรียกเก็บเช็คข้ามเขต, ค่าธรรมเนียมการขอสเตทเมนต์ และค่าธรรมเนียมการออกบัตรเอทีเอ็ม เป็นต้น และ 2.SMEs Lending Fee เช่น ค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อของเอสเอ็มอี, ค่าธรรมเนียมการเขียนเอกสาร และค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับในการขอรีไฟแนนซ์ เป็นต้น ที่ปัจจุบันแต่ละสถาบันการเงินยังมีความแตกต่างกันมาก ตรงนี้ ธปท.จะเข้ามาดูเพื่อให้มีความเป็นกลาง พอเหมาะพอสม และสอดคล้องกับต้นทุนมากขึ้น

“ยืนยันว่าค่าธรรมเนียมจะต้องลดลงจากปัจจุบัน โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการหารือกับสถาบันการเงิน และต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ ธปท.เข้ามาทำ เราจะเริ่มต้นจาก 10-15 ค่าธรรมเนียมก่อน ไม่ใช่กับค่าธรรมเนียมทุกตัว เอาแค่บางตัวที่เริ่มต้นก่อนเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดยหวังว่าใน 2 เดือนนี้น่าจะเห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น และหากทำทันก็จะทำทันที ถ้าไม่ทันระยะเวลาบวกลบจะอยู่ระหว่างนั้น” นายวิทัยกล่าว

นอกจากนี้ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก หรือไม่เกินกลางเดือนของเดือน มี.ค.2569 ธปท.จะออกประกาศเกี่ยวกับเกณฑ์ในการถอนเงินสดที่เกิน 5 ล้านบาท โดยกำหนดให้สถาบันการเงินจะต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบและสอบทานอย่างละเอียด (Due Diligence : DD) ว่ามีการถอนเงินไปทำอะไร โดยยืนยันว่าหากเป็นการนำไปเพื่อทำธุรกิจปกติ มีความจำเป็น ก็สามารถดำเนินการได้ปกติ ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไร

โดยตรงนี้ถือเป็นหนึ่งในแนวทางป้องปรามการใช้เงินสด ซึ่งอาจจะเป็นต้นตอของธุรกรรมไม่พึงประสงค์ที่มีการสงสัยกัน ซึ่งจะมีการประเมินและติดตามผลการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และในระยะถัดไปก็อาจจะใช้เกณฑ์ดังกล่าวกับการฝากเงินสดในจำนวนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปด้วย ซึ่งสถาบันการเงินจะต้องมีหน้าที่ตรวจสอบและตรวจทานอย่างละเอียดว่ามีการนำเงินมาจากไหน เพื่อป้องปรามเงินนอกระบบด้วยการเพิ่มความยากในการฝากและถอนเงินในจำนวนที่มากเกินไป

“อยากให้นึกภาพว่าคนปกติจะถือเงิน 5 ล้านไปทำอะไร คงไม่ใช่จะซื้อที่ดิน จะซื้อรถ จะซื้อทอง มันใช้เงินโอน ใช้เช็กได้หมด และอยากย้ำว่าเกณฑ์ตรงนี้หากเป็นคนทำธุรกิจปกติเช่นเอสเอ็มอี จะไม่มีข้อติดขัดอะไรแน่นอนถ้าสามารถแจ้งกับสถาบันการเงินได้ เพราะเรามองว่าเกณฑ์ตรงนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ป้องปรามไม่ให้ตัวเงินสดถูกนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์” ผู้ว่าการ ธปท.ระบุ

ทั้งนี้ ยืนยันว่าตัวเลขวงเงิน 5 ล้านบาทนั้น เป็นตัวเลขตั้งต้นเพื่อให้เกิดการปรับตัวในอุตสาหกรรม เพราะ ธปท.มองว่าหากลดลงไปต่ำกว่านี้ เช่น 3 ล้านบาท อาจจะรุนแรงเกินไป จึงอยากให้ไปเจอกันตรงกลาง แต่ในอนาคตยอมรับว่าก็มีโอกาสที่อาจจะต่ำกว่า 5 ล้านบาทมาเหลือ 3 ล้านบาทได้ โดยต้องรอประเมินและดำเนินการเป็นช่วงๆ ไป โดยเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของ ธปท.ที่กำลังดำเนินการ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...