โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

หอการค้าไทย มองเกมภาษีทรัมป์ 15% ยังต่อรองได้ โอกาสไทยพลิกเกมเจรจา

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศใช้อัตราภาษี 15% กับประเทศคู่ค้า ว่า ถือเป็นสัญญาณบวกต่อคู่ค้าทั่วโลกรวมถึงไทย แม้จะมีการประกาศใช้ภาษีในระดับ 15% ภายในระยะเวลา 150 วัน แต่กระบวนการดังกล่าวยังต้องผ่านการกลั่นกรองจากสภาคองเกรส ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้มีการเจรจา และการต่อรองเชิงเทคนิค

ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลเพื่อแก้ต่าง ในรายประเด็น โดยเฉพาะภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 232 ที่ครอบคลุมเรื่องความมั่นคง ลิขสิทธิ์ทางปัญญา และการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งภาครัฐควรใช้วิธีการเจรจารายหมวดสินค้าแทนการตกลงแบบภาพรวม เพื่อลดผลกระทบกระเทือน

โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตร อาหาร และประมง ไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรบางชนิดจากสหรัฐฯ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปศุสัตว์ และพลังงาน ไทยควรใช้จุดนี้เป็นอำนาจต่อรองเพื่อขอยกเว้นภาษี ขณะที่หมวดสินค้าส่งออกสำคัญของไทยเสนอให้กลับไปใช้ระดับภาษีปกติ เนื่องจากหากมีการตั้งกำแพงภาษีสูงเกินไป จะส่งผลเสียต่อค่าครองชีพของประชาชนในทั้งสองประเทศ

"เราขอสนับสนุนแนวทางของกระทรวงพาณิชย์ในการเดินหน้าเจรจาการค้าต่อเนื่อง โดยย้ำว่าข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ ควรแยกออกจากประเด็นภาษีที่เป็นนโยบายเฉพาะกาล เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการค้ายั่งยืน" ดร.พจน์ ระบุ

ดร.พจน์ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงของประเทศไทยที่ต้องจับตาที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน มีอยู่ 5 เรื่อง ได้แก่

1. เสถียรภาพทางการเมือง การเมืองที่ขาดความนิ่งส่งผลโดยตรงต่อการวางนโยบายยุทธศาสตร์ระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องมีเสถียรภาพและเสียงข้างมากที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ หากรัฐบาลมีความสั่นคลอน การเบิกจ่ายงบประมาณและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจะหยุดชะงัก

2. ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ไทยกำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของขั้วอำนาจโลก การแก้ปัญหาด้วยกรอบความคิดเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป คณะรัฐมนตรีต้องประกอบด้วยผู้มีองค์ความรู้เท่าทันสถานการณ์โลก เพื่อปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจให้สอดรับกับการย้ายฐานการผลิตและการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก

3. วาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดำเนินการ ไทยต้องเผชิญกับวาระสำคัญ 3 ด้านที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่

  • การปฏิรูปการศึกษา ปัจจุบันทักษะของแรงงานไทยไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก จำเป็นต้องรื้อถอนโครงสร้างการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงจุด
  • หลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล การบังคับใช้กฎหมายที่โปร่งใสและเป็นธรรมเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน
  • การปราบปรามคอร์รัปชัน ไทยสูญเสียเงินจากคอร์รัปชันสูงถึง 5 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 2% ของ GDP การที่อันดับดัชนีคอร์รัปชันของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณอันตราย รัฐบาลต้องเป็นแกนนำในการปลูกฝังค่า

4. ธุรกิจสีเทา ปัญหาทุนสีเทาที่แฝงตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจกำลังดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย รัฐบาลต้องมีมาตรการกวาดล้างและดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ขึ้นมาอยู่บนดินเพื่อการตรวจสอบและจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง

5. นโยบายประชานิยมที่สร้างผลิตภาพ ไม่ปฏิเสธนโยบายประชานิยมเพื่อกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น แต่รัฐบาลต้องมีแผนการจัดหารายได้ที่ชัดเจนควบคู่กันไป สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนเงินสงเคราะห์ ให้เป็นเงินทุนเพื่อต่อยอดเพื่อให้ประชาชนนำไปใช้สร้างอาชีพและเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่าการใช้สอยเพียงครั้งเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...