ปริศนา 100 ปี "โรคประหลาด" ที่คร่า 5 แสนชีวิต จู่ๆ หายไปไร้ร่องรอย หมอหาคำตอบไม่ได้!!
ปิดตำนาน "โรคหลับไม่ตื่น" ปริศนา 100 ปี คร่าครึ่งล้านชีวิตก่อนหายลับไร้ร่องรอย หมอเตือน! มันอาจกลับมาใหม่
ยิ่งกว่าหนังซอมบี้… เผยบันทึกโรคหลับมรณะที่ขังวิญญาณคนไว้ในร่างที่แข็งทื่อ เปลี่ยนให้เป็น 'หุ่นนิ่งที่มีลมหายใจ' ตื่นอยู่แต่ขยับไม่ได้ ใครเห็นเป็นต้องผงะ
ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับมหันตภัย "ไข้หวัดใหญ่สเปน" เมื่อศตวรรษก่อน กลับมี "เงาหายนะ" อีกหนึ่งชนิดที่คืบคลานเข้ามาเงียบๆ โรคปริศนาที่เปลี่ยนผู้คนให้กลายเป็น "รูปปั้นที่มีลมหายใจ" คร่าชีวิตคนไปกว่า 500,000 ศพ ก่อนจะหายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ทิ้งให้เหล่านักวิทยาศาสตร์งุนงงมาจนถึงปัจจุบัน!
"Encephalitis Lethargica" โรคประหลาดที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้
ย้อนกลับไปในปี 1916 ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 1 จู่ๆ ผู้คนทั่วยุโรปเริ่มล้มป่วยด้วยอาการประหลาด หมอ Constantin von Economo ผู้ค้นพบโรคนี้เป็นคนแรกบรรยายว่า คนไข้จะจมอยู่ในอาการ "ง่วงซึมอย่างรุนแรง"
บางรายแค่เดินกลับจากดูคอนเสิร์ตก็เป็นอัมพาตครึ่งซีกกะทันหัน แล้วหลับลึกไปนานถึง 12 วันก่อนจะเสียชีวิต แต่อาการที่น่าขนลุกที่สุดคือ "การเป็นรูปปั้น" คนไข้หลายรายยังมีสติรับรู้ทุกอย่างรอบตัว แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อ พูดไม่ได้ ขยับไม่ได้ นั่งเหม่อลอยเหมือน "ร่างไร้วิญญาณ" หรือ "ซอมบี้" ตลอดทั้งวัน
วิวัฒนาการสุดสยอง: จาก "ง่วงตาย" สู่ "คลั่งไม่หยุด"
ความน่ากลัวของโรคนี้คือการ "กลายพันธุ์" ที่รวดเร็ว:
สายพันธุ์แรก: หลับลึกจนเสียชีวิต (อัตราตายสูงกว่า 50%)
สายพันธุ์ต่อมา: เกิดในอิตาลีและสวีเดน คราวนี้สลับขั้ว! คนไข้จะเกิดอาการ "ไฮเปอร์" นอนไม่หลับ กระวนกระวาย และเจ็บปวดเส้นประสาทอย่างรุนแรงจนแม้แต่ยาแก้ปวดที่แรงที่สุดก็เอาไม่อยู่
บทเรียนหลังรอดชีวิต: ฝันร้ายที่ไม่สิ้นสุด
ใครที่โชคดีรอดตายมาได้ ก็ต้องเผชิญกับ "ผลกระทบระยะยาว" ที่ทำลายชีวิตไม่แพ้กัน หลายคนกลายเป็นโรคพาร์กินสันเรื้อรัง ร่างกายสั่นเทาและแข็งเกร็งไปตลอดชีวิต โดยพบว่ากว่าครึ่งของผู้ป่วยพาร์กินสันในยุคนั้น มีสาเหตุมาจากโรคหลับมรณะนี้เอง
หายไปอย่างลึกลับ… และอาจกลับมา?
ในปี 1927 จู่ๆ โรคนี้ก็หยุดแพร่ระบาดและหายสาบสูญไปเฉยๆ โดยไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริง!
ทฤษฎีแรก: เชื่อว่าตามมากับไข้หวัดใหญ่สเปน (แต่ผลแล็บปัจจุบันยังหาความเชื่อมโยงไม่เจอ)
ทฤษฎีใหม่: อาจเกิดจากเชื้อ "Enterovirus" ที่ติดต่อผ่านสารคัดหลั่ง
แม้จะหายไปเกือบ 100 ปี แต่เหล่านักวิชาการยังคงกังวลว่า หากเรายังไม่รู้ "ต้นตอ" ที่แท้จริง โรคนี้อาจจะสุ่มกลับมาเกิดใหม่พร้อมกับโรคระบาดครั้งใหญ่ในอนาคตเมื่อไหร่ก็ได้!