เอกชนมอง "ทรัมป์" แพ้คดีภาษีไม่จบ กลับมาใช้ภายใต้ กม. ไทยยังต้องเจรจาต่อ
วิศิษฐ์ เผย ทรัมป์ แพ้คดีภาษีไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่ทำให้สหรัฐเข้ามาใช้ภาษีภายใต้กฎหมายมากขึ้น ย้ำไทยยังต้องเดินหน้าต่อด้านเจรจา มาตรการใหม่มองลดแรงกดดันระยะสั้น ขณะที่คืนภาษีเป็นเรื่องผู้นำเข้าต้องดำเนินการ
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ. 2569) ที่ผ่านมา ให้ยกเลิกมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต และมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกว่า ไม่ได้ทำให้การเจรจาอัตราภาษีของไทยกับสหรัฐหยุดชะงัก แต่ทำให้กรอบการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐกลับเข้าสู่ระบบกฎหมายและกระบวนการที่ชัดเจนมากขึ้น และไม่สามารถใช้อำนาจฝ่ายเดียวขึ้นภาษีในวงกว้างได้ หากไม่มีฐานกฎหมายรองรับ
สำหรับขั้นตอนหลังศาลยกเลิกการใช้กฎหมายฉุกเฉิน มองว่าสหรัฐยังคงมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น แต่หากเป็นการใช้อำนาจโดยตรงของประธานาธิบดีที่มีผลทันที อาทิ มาตรา 122 ซึ่งถือเป็นมาตราเดียวที่สามารถใช้ได้ โดยไม่ต้องผ่านสภา Congress หรือกระบวนการสอบสวนของหน่วยงานอื่น
แต่อย่างไรก็ตาม มาตรานี้มีข้อจำกัดด้านเวลา คือใช้ได้ไม่เกิน 150 วัน จึงเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อกดดันและเร่งการเจรจาในระยะสั้น
ทั้งนี้ สำหรับมาตรการภาษีในระยะต่อไป ต้องผ่านขั้นตอนที่เป็นระบบมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย สามารถเข้าสู่การเจรจาและชี้แจงเชิงเทคนิคได้มากกว่าเดิม ซึ่งในภาพรวมถือเป็นผลบวกต่อประเทศผู้ส่งออก
เจอมาตรา 122
นายวิศิษฐ์กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษี 10% หรือ 15% ภายใต้มาตรา 122 ต้องมองว่าเป็นอัตราที่ต่ำกว่าภาษีที่ไทยเคยเผชิญก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ราว 19% ดังนั้น แม้จะส่งผลให้ต้นทุนผู้ส่งออกเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่แรงกระแทกถือว่าน้อยกว่ารอบก่อน และอยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นมาตรการชั่วคราว ไม่ใช่นโยบายถาวร
ในอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์นี้ยังถือเป็นจังหวะและโอกาสทางการค้า เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐมีแนวโน้มเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงนี้ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในอนาคต และสามารถนำเข้าในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าเดิม จึงเปิดโอกาสให้ไทยผลักดันการส่งออกไปสหรัฐได้เพิ่มขึ้นในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยต้องเตรียมรับมือเพิ่มเติม คือ การรวบรวมข้อมูลในทุกประเด็นที่สหรัฐเคยหยิบยกขึ้นมากล่าวหาหรือแสดงความกังวลเกี่ยวกับไทยในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างต้นทุน การอุดหนุน การทุ่มตลาด มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม สุขอนามัยอาหาร และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้สามารถชี้แจงเชิงเทคนิคได้อย่างเป็นระบบภายใต้กรอบเวลา 150 วันของมาตรา 122
คืนภาษี
ส่วนประเด็นเรื่องการคืนเงินภาษีจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐนั้น ผู้ที่จะมีสิทธิขอคืนเงินภาษีตามกฎหมายสหรัฐไม่ใช่ผู้ส่งออกของไทย แต่เป็นผู้นำเข้าในสหรัฐ ซึ่งเป็นฝ่ายที่ชำระภาษีศุลกากรให้กับทางการสหรัฐโดยตรง ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา รูปแบบการส่งออกของไทยไปสหรัฐมีความหลากหลาย โดยในภาพรวมต้องยอมรับว่า ผู้ส่งออกไทยจำนวนมากเป็นฝ่ายยอมลดราคาสินค้าให้กับผู้นำเข้า เพื่อช่วยผ่อนเบาภาระภาษี และทำให้ผู้นำเข้าสามารถนำสินค้าไปจำหน่ายได้ในราคาที่ไม่สูงเกินไป
โดยการลดราคานี้ส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือกันในเชิงธุรกิจและการแข่งขันทางตลาด โดยไม่ได้มีการระบุเงื่อนไขเรื่องการคืนภาษีไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน ผู้ส่งออกจึงยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้การค้าสามารถเดินต่อได้และรักษาคำสั่งซื้อไว้
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีผู้ส่งออกที่ทำงานร่วมกับผู้นำเข้าหรือผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐ อาจมี ข้อตกลงเชิงพาณิชย์ที่ตกลงแบ่งภาระภาษีกันเป็นสัดส่วน เช่น แบ่งกันคนละครึ่ง หรือแบ่งในสัดส่วนหนึ่งในสาม ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเจรจาและข้อตกลงของแต่ละคู่ค้า หรือในกรณีที่มีสัญญาหรือเอกสารทางการค้าที่ระบุเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจน ว่าหากในอนาคตมีการคืนเงินภาษีหรือการชดเชย ผู้ส่งออกมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคืนจากผู้นำเข้า ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้ส่งออกไทยจะได้รับเงินคืนในภายหลังแต่ต้องย้ำว่า กรณีลักษณะนี้เป็น ส่วนน้อย เมื่อเทียบกับภาพรวมของการส่งออกทั้งหมด
ต้องยอมรับว่า การขอคืนเงินภาษีไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายหรือเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากทางการสหรัฐในเชิงปฏิบัติ ทั้งในเรื่องขั้นตอน วิธีการยื่นคำร้อง เงื่อนไข และแบบฟอร์มการขอคืนเงินภาษี
ดังนั้นผู้นำเข้าและภาคธุรกิจจึงยังจำเป็นต้อง รอประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานของสหรัฐ ก่อนจึงจะสามารถยื่นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เพื่อขอคืนเงินภาษีได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกชนมอง “ทรัมป์” แพ้คดีภาษีไม่จบ กลับมาใช้ภายใต้ กม. ไทยยังต้องเจรจาต่อ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net