โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อาเซียนรับอานิสงส์ ‘ชั่วคราว’ หลังทรัมป์งัดภาษีได้แค่ 10% เปิด ‘ช่องหายใจ’ ให้เร่งส่งออก

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐที่ยกเลิกภาษีทรัมป์ อาจ “เป็นผลดี” ต่อผู้ส่งออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างน้อยในระยะสั้น

หลังจากศาลสั่งยกเลิกภาษีฉุกเฉินของเขาเมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ก็ประกาศภาษีทั่วโลกใหม่ทันทีในอัตรา 10% โดยอ้างอิงมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 และยืนยันว่า การทำเช่นนี้จะทำให้สหรัฐเก็บรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เป็น “ข่าวดี” และเป็น “โอกาส” สำหรับผู้ส่งออกบางประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จอน แลง ผู้อำนวยการอาวุโสด้านนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ APCO และอดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวในสมัยทรัมป์สมัยแรก กล่าวว่า

ประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าสินค้าอย่างมาก เช่น ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเป็น “ผู้ได้ประโยชน์ชั่วคราว”

ก่อนคำตัดสินของศาล ภาษีตอบโต้ ต่อประเทศในภูมิภาคนี้อยู่ในช่วง 40% สำหรับเมียนมาและลาว และ 19% สำหรับฟิลิปปินส์ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย และไทยแต่ตอนนี้จะ “ลดลงเหลือ 10%”

นี่ถือเป็นผลดีอย่างมาก เพราะทำให้ประเทศเหล่านี้ถูกเก็บภาษีในอัตราเท่ากับประเทศคู่ค้าของสหรัฐบางประเทศที่เดิมก็ถูกเก็บ 10% อยู่แล้ว เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และอาร์เจนตินา

แลงกล่าวว่า สถานการณ์นี้น่าจะดำเนินต่อไป จนกว่ากระบวนการภาษีตามมาตรา 301 จะสิ้นสุด หรือจนกว่าจะมีการปรับภาษีตามมาตรา 232 ซึ่งเป็นเครื่องมือภาษีอีกประเภทหนึ่งที่ทรัมป์ใช้เพื่อจัดการปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมและความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติ

เขาคาดว่า ในช่วงเวลาชั่วคราวนี้ สหรัฐน่าจะนำเข้าสินค้าจากประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้น

ด้านไบรอัน แมคฟีเทอร์ส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำมาเลเซีย กล่าวว่า แม้คำตัดสินของศาลจะเพิ่มความไม่แน่นอนและความสับสนในระบบการค้าที่ซับซ้อนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐกับอาเซียนพังลง

เขามองว่า ผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความคิดแบบปฏิบัตินิยม พวกเขาเข้าใจดีถึงขนาดของตลาดสหรัฐ รวมถึงคุณภาพและความมั่นคงของการลงทุนจากสหรัฐ อาจมีความสะดุดหรือชะลอบ้างในรายละเอียดบางจุด แต่ภาพรวมของความร่วมมือยังคงเดินหน้าต่อไป

ขณะเดียวกัน ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ให้คำมั่นจะลงทุนในสหรัฐ มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการลดภาษีนำเข้า

วินสตัน หม่า อาจารย์พิเศษจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า “มีเหตุผลที่ทรัมป์รีบปิดดีลการค้าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา”

ด้านพอล แอชเวิร์ธ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อเมริกาเหนือของ Capital Economics ระบุในบทวิเคราะห์ว่า “ทรัมป์อาจไม่สามารถรักษาข้อตกลงหลายฉบับที่เขาเจรจาไว้ได้ และเป็นไปได้ว่า บางข้อตกลงอาจล่มลง”

ส่วนคอนเนอร์ ไฟเฟอร์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายความสัมพันธ์รัฐบาลของ FDD Action ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนนโยบายต่างประเทศเชิงรุกของสหรัฐมองว่า ประเทศคู่ค้าของสหรัฐ น่าจะยังปฏิบัติตามข้อตกลงภาษีตอบโต้ที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว

เหตุผลคือ ภาษีรายอุตสาหกรรมตาม“มาตรา 232” เช่น ภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% ที่ประกาศใช้เมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว มีแรงกดดันรุนแรงกว่าภาษีตอบโต้ทั่วไป
อ้างอิง: nikkei

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...