ไปทางไหน ทิศทางหุ้น ทอง ค่าเงิน คริปโต หลัง “เควิน วอร์ช” จ่อขึ้นเบอร์หนึ่งเฟดคนใหม่
การประกาศเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกไปอีกหลายปี คราวนี้จะเจาะลึกทุกมิติเพื่อให้คุณพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ครับ
ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนทั่วโลก การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเสนอชื่อ "เควิน วอร์ช" อดีตผู้ว่าการเฟดวัย 55 ปี ขึ้นเป็นประธานเฟดคนใหม่แทนที่ เจอโรม พาวเวลล์ คือสัญญาณชัดเจนของการ "ยกเครื่อง" นโยบายการเงินสหรัฐ วอร์ชไม่ได้มาพร้อมกับภาพลักษณ์นักเศรษฐศาสตร์สายวิชาการทั่วไป แต่เขาคือคนดั้งเดิมของวอลล์สตรีทที่มีแนวคิดหัวก้าวหน้า พร้อมจะปฏิรูปโครงสร้างเฟดให้สอดรับกับโลกยุค AI และนโยบาย "America First" ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
เควิน วอร์ช คือใคร? รับตำแหน่งเมื่อไร?
เควิน วอร์ช เป็นนักการเงินที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับภาคธุรกิจ เขาเริ่มต้นอาชีพที่ Morgan Stanley ก่อนจะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวในฐานะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และกลายเป็นผู้ว่าการเฟดที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยวัยเพียง 35 ปี ในปี 2549
สำหรับการเข้ารับตำแหน่ง วอร์ชจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2569 ต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระลง (ทั้งนี้ต้องผ่านกระบวนการรับรองโดยวุฒิสภาในช่วงต้นปีนี้)
แนวนโยบายการเงินที่สำคัญ
ในอดีตวอร์ชขึ้นชื่อว่าเป็น "สายเหยี่ยว" (Hawk) ที่ให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อและวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด แต่แนวคิดล่าสุดของเขาที่ทำให้ทรัมป์ประทับใจคือ :
- AI-Driven Policy : เขามองว่าประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นจาก AI จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้เฟดสามารถลดดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้าวของแพงเกินไป
- การปฏิรูปเฟด : เขาต้องการลดบทบาทการแทรกแซงตลาดของเฟด และเน้นการลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening) เพื่อให้กลไกตลาดทำงานได้จริง
- ความยืดหยุ่นทางนโยบาย : แม้จะเป็นสายเหยี่ยว แต่เขามีแนวโน้มที่จะตอบรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ได้ดีกว่าพาวเวลล์ หากเห็นว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศ
วิเคราะห์ผลกระทบรายสินทรัพย์
1. อัตราดอกเบี้ยและเศรษฐกิจโลก
การมาของวอร์ชอาจทำให้ตลาดเผชิญกับดอกเบี้ยที่ค้างสูงนานกว่าที่คาดในช่วงแรก เพราะเขาให้ความสำคัญกับค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งและเสถียรภาพราคา อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวเศรษฐกิจโลกอาจได้รับแรงขับเคลื่อนจากการลดกฎระเบียบ ที่วอร์ชสนับสนุน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน
2. ตลาดค่าเงินบาทและดอลลาร์
นับตั้งแต่มีข่าวการเสนอชื่อ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นทันที เนื่องจากวอร์ชถูกมองว่าเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของดอลลาร์ ผลที่ตามมาคือ ค่าเงินบาทไทยมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นทั้งโอกาสของภาคส่งออกและเป็นความเสี่ยงต่อต้นทุนนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบ
3. ตลาดหุ้น
หุ้นโลก : ตลาดหุ้นตอบรับในเชิงบวกต่อความเป็น "สายปฏิรูป" ของวอร์ช โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยี ส่วนหุ้นไทย อาจได้รับแรงกดดันจากเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ที่ไหลกลับสู่สินทรัพย์ดอลลาร์ แต่กลุ่มส่งออกและกลุ่มที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ อาจได้รับอานิสงส์ทางอ้อม
4. ตลาดทองคำ
วอร์ชคือ "ฝันร้ายระยะสั้น" ของราคาทองคำ ข้อมูลล่าสุดพบว่าราคาทองคำร่วงลงอย่างหนักหลังการประกาศชื่อเขา เนื่องจากดอลลาร์ที่แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยดูน่าสนใจน้อยลง อย่างไรก็ตาม หากนโยบายของเขาทำให้หนี้สาธารณะสหรัฐ พุ่งสูงในอนาคต ทองคำจะกลับมาทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอีกครั้ง
5. ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี
วอร์ชมีมุมมองที่น่าสนใจต่อคริปโตฯ เขาไม่ได้ต่อต้าน แต่เน้นความมีระเบียบ เขาเคยเรียก Bitcoin ว่าเป็นเครื่องมือรักษามูลค่าที่ยั่งยืนคล้ายทองคำ และมีการลงทุนในบริษัทคริปโตฯ ส่วนตัว การมาของเขาอาจหมายถึง "กฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น" ซึ่งดีต่อภาพลักษณ์อุตสาหกรรมในระยะยาว แต่อาจกดดันราคาในระยะสั้นจากสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้น
เควิน วอร์ช คือตัวแทนของ "ยาแรง" ทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับภารกิจที่ขัดแย้งกันในตัว สำหรับนักลงทุนชาวไทย ปี 2569 นี่คือปีที่ต้องรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาทและทิศทางดอกเบี้ยที่อาจไม่ลดลงเร็วอย่างที่เคยฝันไว้