“Compromise of 1877” ดีลปีศาจหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่แลกมาด้วยการกดขี่ประชาชน
“Compromise of 1877” ดีลปีศาจหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่แลกมาด้วยการกดขี่ประชาชน
การต่อรองทางการเมือง ดีลบนโต๊ะ ดีลใต้โต๊ะ ดีลลึก ดีลลับ เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยครั้งหลังการเลือกตั้งไม่ว่าจะประเทศไหน หลายครั้งที่พรรคการเมืองดีลโดยเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง แต่ก็มีหลายครั้งที่ดีลการเมืองกลายเป็นประวัติศาสตร์ด่างพร้อยในระบอบประชาธิปไตย
อย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1876 ที่เกิดดีลลับการเมืองสหรัฐฯ ระหว่างพรรครีพับลิกัน (Republican) กับพรรคเดโมแครต (Democrat) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพลเมืองผิวดำยาวนานเกือบ 1 ศตวรรษ
“Compromise of 1877” ดีลที่แลกมาด้วยการกดขี่ประชาชนผิวดำ
“Compromise of 1877” คือ ข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ เป็นจุดสิ้นสุดของยุค “Reconstruction” หรือการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามกลางเมือง (สงครามเกิดระหว่าง ค.ศ. 1861-1865 ยุคที่อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) เป็นประธานาธิบดี) และเป็นจุดเริ่มต้นการลิดรอนสิทธิคนผิวดำที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง
ช่วงการฟื้นฟูประเทศระหว่าง ค.ศ. 1865-1877 รัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยเฉพาะพรรครีพับลิกัน พยายามสร้างระเบียบการเมืองใหม่ในรัฐภาคใต้ มีการส่งกองทัพเข้าไปควบคุมพื้นที่ บังคับใช้กฎหมายสิทธิพลเมือง และคุ้มครองสิทธิการเลือกตั้งของอดีตทาสผิวดำ แต่พรรคเดโมแครตต่อต้านการฟื้นฟูดังกล่าว และพยายามทวงคืนอำนาจการเมืองจากรัฐบาลกลาง
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1876 (เทียบแล้วคือ พ.ศ. 2419 ในรัชกาลที่ 5) เป็นการต่อสู้อย่างสูสีระหว่าง รัทเธอร์ฟอร์ด บี. เฮย์ส (Rutherford B. Hayes) ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีฐานเสียงทางเหนือ และเป็นฝ่ายต่อต้านระบบทาส กับ แซมวล เจ. ทิลเดน (Samuel J. Tilden) ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต มีฐานเสียงทางใต้ และเป็นพรรคที่รู้กันว่าอยู่ข้างนายทาส
ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ทิลเดนชนะคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต (Popular Vote) ซึ่งเป็นคะแนนเสียงจากพลเมือง และมีคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral Vote) ที่มาจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) แล้ว 184 เสียง ขาดอีกเพียง 1 เสียงก็จะชนะ ขณะที่เฮย์สมี 165 เสียง แต่คะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งใน 3 รัฐทางภาคใต้ คือ เซาท์แคโรไลนา ฟลอริดา และลุยเซียนา ที่รวมกันแล้วมี 19 เสียง ยังไม่เด็ดขาด ทั้งยังมีการกล่าวหาว่า โกงเลือกตั้งกันทั้ง 2 ฝ่าย ขณะเดียวกันก็มีปัญหาคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งในรัฐทางตะวันตกเฉียงเหนืออย่างโอเรกอนด้วยอีกรัฐ
เวลาผ่านไปกว่า 2 เดือนก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า ใครจะได้เป็นประธานาธิบดี ในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1877 สภาคองเกรสจึงตัดสินใจผ่านกฎหมายให้มีการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ (Electoral Commission) ประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 5 คน สมาชิกวุฒิสภา 5 คน และผู้พิพากษาจากศาลสูงสุด 5 คน รวมทั้งหมด 15 คน ในจำนวนนี้เป็นเดโมแครต 7 คน รีพับลิกัน 7 คน และผู้พิพากษาที่เป็นอิสระ 1 คน แต่ต่อมาถอนตัว ผู้พิพากษาที่เป็นรีพับลิกันสายกลางจึงเข้ามาแทนที่ ทำให้ฝ่ายรีพับลิกันมีมากกว่าฝ่ายเดโมแครต
ระหว่างการพิจารณาตัดสินอย่างเข้มข้นว่า คะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งจะเป็นของเฮย์สหรือทิลเดน พันธมิตรฝ่ายรีพับลิกันก็เจรจาแบบลับ ๆ กับตัวแทนเดโมแครตทางใต้ เพื่อให้ยอมรับชัยชนะของเฮย์ส และเพื่อหาทางออกที่ลงตัวที่สุดของทั้ง 2 ฝ่าย ก่อนที่ต่อมาคณะกรรมการที่มีเสียงข้างมากเป็นรีพับลิกันมีมติยก 19 เสียงจาก 3 รัฐให้เฮย์ส เขาจึงชนะทิลเดนไปด้วยคะแนนสุดเฉียดฉิว คือ 185 เสียง ต่อ 184 เสียง
แม้ไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการ แต่ดีลลับที่เกิดขึ้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Compromise of 1877” มีเงื่อนไขสำคัญ เช่น รีพับลิกันต้องถอนกำลังทหารของรัฐบาลกลางออกจากรัฐทางใต้ ต้องมีเดโมแครตจากทางใต้เข้าไปมีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี รีพับลิกันต้องสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟทางตอนใต้ และต้องช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจทางใต้ที่เสียหายอย่างหนักช่วงสงครามกลางเมือง
ดีลดังกล่าวส่งให้เฮย์สขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 19 แต่ก็ต้องแลกมาด้วยสิทธิมนุษยชนของคนผิวดำ เพราะเดโมแครตซึ่งไม่สนับสนุนการเลิกทาสสามารถกุมอำนาจทางตอนใต้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ นำสู่การออกกฎหมาย “จิม โครว์” (Jim Crow – ตั้งตามชื่อตัวละครที่ล้อเลียนคนผิวดำในคริสต์ศตวรรษที่ 19) ที่เป็นชุดกฎหมายในสหรัฐฯ ใช้แบ่งแยกคนผิวดำออกจากคนผิวขาว เพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของคนผิวขาว มีทั้งการแบ่งแยกพื้นที่สาธารณะ อย่างโรงเรียน ร้านอาหาร รถเมล รถไฟ ฯลฯ การเก็บภาษีเลือกตั้ง การทดสอบความรู้ เพื่อกีดกันไม่ให้คนผิวดำไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
สิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐทางตอนใต้ จึงเป็นการปิดประตูตายการเลื่อนสถานะทางสังคมของคนผิวดำ ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ เกิดความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างสังคม ถูกกดขี่ข่มเหงข้ามศตวรรษ กระทั่งเกิดการเคลื่อนไหวสิทธิพลเมืองในทศวรรษที่ 1950-1960 นำสู่การออกกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมตามมา เช่น “Civil Rights Act of 1964” ห้ามการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในที่สาธารณะ “Voting Rights Act 1965” ห้ามการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในการลงคะแนนเสียง เป็นต้น
เรียกได้ว่าการเจรจาลับครั้งนั้นเป็นดีลเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและเสถียรภาพทางการเมือง ที่แลกมาด้วยความเจ็บปวด คราบน้ำตา และชีวิตพลเมืองผิวดำนับล้านคนก็ไม่เกินจริงนัก
อ่านเพิ่มเติม :
- ก่อนเรียกประเทศ “สหรัฐอเมริกา” คนไทยเรียกว่าอะไรบ้าง? แล้วชื่อนี้ใช้เมื่อใด?
- ทำไมประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาถึงดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 สมัย?
- อับราฮัม ลินคอล์น เจ้าของวาทะ “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน”
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
HISTORY.com Editors. “Compromise of 1877”. Accessed 12 February 2026.
Britannica Editors. “United States presidential election of 1876”. Encyclopedia Britannica, 31 Oct. 2025. Accessed 12 February 2026.
Library of Congress. “Reconstruction: A Resource Guide”. Accessed 12 February 2026.
Scott Bomboy. “Looking Back: The Electoral Commission of 1877”. Accessed 12 February 2026.
National Archives. “1876 Electoral College Results”. Accessed 12 February 2026.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “Compromise of 1877” ดีลปีศาจหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่แลกมาด้วยการกดขี่ประชาชน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com