โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศาลสูงสหรัฐฯ โหวตคว่ำ "ภาษีทรัมป์" รายประเทศ รวม 19% ที่ใช้กับไทย

Amarin TV

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ศาลสูงสหรัฐฯ โหวตคว่ำ

คืนวันนี้ (20 ก.พ. 2569) ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำตัดสินยกเลิกนโยบายภาษีนำเข้าที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใช้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงภาษี 19% ที่เก็บจากไทย คำวินิจฉัยนี้ถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของทำเนียบขาว และเป็นสัญญาณชัดว่าศาลสหรัฐฯ จำกัดอำนาจฝ่ายบริหารในการใช้นโยบายการค้า

ในคำตัดสินดังกล่าว ศาลสูงสหรัฐฯ ลงมติหกต่อสาม โดยเห็นว่ากฎหมายที่รัฐบาลสหรัฐฯ นำมาใช้อ้างอิงเพื่อเก็บภาษีนำเข้ารายประเทศทั่วโลก หรือ กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) “ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากร” ทำให้นโยบายภาษีซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของทรัมป์ในการจัดการความสัมพันธ์ทางการค้าของสหรัฐ กลายเป็นปัญหาทางกฎหมายทันที

อย่างไรก็ตาม ศาลยังไม่ได้ชี้ชัดว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องคืนภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วก่อนหน้านี้ให้แก่ผู้เสียภาษีหรือไม่ แต่หากต้องคืนจริง ภาษีนำเข้าที่ต้องคืนอาจมีมูลค่าสูงถึง 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.4 ล้านล้านบาท โดยคดีอาจจะถูกส่งกลับไปยังศาลการค้าระหว่างประเทศ (Court of International Trade) เพื่อพิจารณาประเด็นการคืนเงินภาษีต่อไป

ศาลชี้ขาด IEEPA ไม่ให้อำนาจเก็บภาษี

คำวินิจฉัยฉบับนี้เขียนโดยประธานศาลสูงสุด จอห์น โรเบิร์ตส์ โดยมีผู้พิพากษา คลารันซ์ โธมัส, ซามูเอล อาลิโต และ เบร็ตต์ คาวานอห์ ลงความเห็นแย้ง ขณะที่ผู้พิพากษาอีกหกคนมีมติเห็นพ้องตามคำวินิจฉัยดังกล่าว

เสียงข้างมากของศาลเห็นตรงกันว่า กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ IEEPA ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ใช้อ้างอิงเพื่อเก็บภาษี ไม่ได้ระบุชัดว่าให้อำนาจประธานาธิบดีตั้งภาษีศุลกากร และไม่สามารถตีความขยายให้ครอบคลุมอำนาจดังกล่าวได้

โดยหลักแล้ว IEEPA ให้อำนาจประธานาธิบดีในการ “ควบคุมการนำเข้า” และจัดการธุรกรรมหรือทรัพย์สินจากต่างประเทศ หลังมีการประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ถือว่าร้ายแรงและผิดปกติ แต่ศาลมองว่า การควบคุมการนำเข้าไม่เท่ากับการจัดเก็บภาษี เพราะการตั้งภาษีเป็นเรื่องรายได้ของรัฐ ซึ่งตามหลักควรอยู่ในอำนาจของสภาคองเกรส

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่า ภาษีเป็นหนึ่งในเครื่องมือควบคุมการนำเข้า และสามารถใช้รับมือภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติได้ อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์จำนวนมากโต้แย้งมาตลอดว่าIEEPA ไม่ได้เปิดช่องให้ประธานาธิบดีตั้งภาษีฝ่ายเดียวแบบไม่จำกัดขอบเขต ทั้งในแง่ขนาด ประเทศเป้าหมาย หรือระยะเวลา

ทั้งนี้ ศาลการค้ากลางและศาลอุทธรณ์กลางเคยวินิจฉัยมาก่อนแล้วว่า ภาษีที่ออกภายใต้ IEEPA ของทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนที่ศาลสูงสุดจะรับคดีขึ้นมาพิจารณาและมีคำตัดสินในที่สุด

นโยบายภาษีเรือธงที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทั่วโลก

นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว ทรัมป์ได้เปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐอย่างรวดเร็ว ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้ากับแทบทุกประเทศทั่วโลก ภาษีจำนวนมากตั้งอยู่บนการตีความกฎหมาย IEEPA ในแนวทางใหม่ ทั้งภาษีแบบ “ตอบโต้” กับหลายประเทศ และมาตรการเฉพาะที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง เช่น การสกัดกั้นการลักลอบนำยาเสพติดร้ายแรงอย่างเฟนทานิล โดยมุ่งเป้าไปที่เม็กซิโก แคนาดา และจีน

ในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ทรัมป์เปิดตัวแผนภาษีตอบโต้ขนาดใหญ่ที่ทำเนียบขาว ภายใต้ชื่อ “วันปลดปล่อย” ของอเมริกา (Liberation Day) การประกาศครั้งนั้นสร้างความตื่นตระหนกในตลาดการเงินทันที จนรัฐบาลต้องระงับมาตรการในเวลาไม่นาน หลังจากนั้น ภาษีชุดเดียวกันถูกเลื่อน ปรับแก้ และนำกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้ง ส่งผลให้นโยบายการค้าของสหรัฐยิ่งสับสนและซับซ้อนมากขึ้น

รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐในปี 2568 ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากภาษีที่จัดเก็บภายใต้ IEEPA ทรัมป์ย้ำอยู่เสมอว่าภาษีเป็นทั้งแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลกลาง และเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับทั้งพันธมิตรและคู่แข่ง เขามักระบุว่าประเทศคู่ค้าเป็นผู้รับภาระภาษี และพยายามบอกว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะไม่ทำให้ราคาสินค้าในประเทศปรับสูงขึ้นอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แม้ว่าภายหลังฝ่ายบริหารจะยอมรับว่า ผู้ที่ต้องจ่ายภาษีโดยตรงคือผู้นำเข้าสหรัฐ

ทรัมป์ยังอ้างว่ารายได้จากภาษีมีมากพอที่จะใช้ทดแทนภาษีเงินได้ และเคยเสนอแนวคิดแจกเช็กเงินสดจากรายได้ภาษีให้ชาวอเมริกันคนละ 2,000 ดอลลาร์ โดยระบุผ่าน Truth Social ว่าสหรัฐจัดเก็บและกำลังจะได้รับรายได้จากภาษีกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากหน่วยงานและองค์กรอิสระกลับไม่ตรงกับที่ทรัมป์กล่าวอ้าง ศูนย์นโยบายสองพรรคประเมินว่ารายได้ภาษีศุลกากรขั้นต้นของสหรัฐในปี 2568 อยู่ที่เพียงราว 289,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐระบุว่า ระหว่างวันที่ 20 มกราคม ถึง 15 ธันวาคม สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าได้ประมาณ 200,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้จากภาษีที่จัดเก็บภายใต้ IEEPA โดยเฉพาะ รัฐบาลระบุว่าอยู่ที่ราว 129,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2568

ก่อนมีคำวินิจฉัย ทรัมป์และทีมงานพยายามเน้นย้ำอย่างหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากศาลเพิกถอนมาตรการภาษีดังกล่าว โดยทรัมป์โพสต์เมื่อวันที่ 12 มกราคมว่า หากศาลสูงสุดตัดสินสวนทางกับรัฐบาลในประเด็นที่เขามองว่าเป็น “ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติครั้งใหญ่” ประเทศอาจเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้าย ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน รวมถึงรัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ก็แสดงความมั่นใจว่าศาลจะไม่ล้มล้างนโยบายเศรษฐกิจที่ถือเป็น “ซิกเนเจอร์” ของประธานาธิบดี

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินล่าสุดไม่เพียงหมายถึงความพ่ายแพ้ทางกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์เท่านั้น แต่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐในยุคนี้ และอาจนำไปสู่การถกเถียงครั้งใหม่เกี่ยวกับเส้นแบ่งอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะในประเด็นการจัดเก็บรายได้ของรัฐ

หุ้นสหรัฐฯ ดีดขึ้น หลังศาลสูงสุดสกัดมาตรการภาษีทรัมป์

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ หลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยไม่เห็นด้วยกับมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนต่อภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาษี และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

ดัชนี S&P 500 ปรับเพิ่มขึ้น 0.4% ขณะที่ Nasdaq Composite ขยับขึ้น 0.7% ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average บวก 45 จุด หรือ 0.1% พลิกฟื้นจากการปรับลดลงกว่า 200 จุดในช่วงต้นวัน หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าคาด

คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดได้เพิกถอนมาตรการภาษีในวงกว้างที่รัฐบาลทรัมป์ออกภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act โดยเสียงข้างมากชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้ระบุชัดเจนว่าภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วก่อนหน้านี้จะต้องมีการคืนเงินหรือไม่

หลังมีคำตัดสินดังกล่าว หุ้นของ Amazon ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม “Magnificent Seven” และพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากจีนในสัดส่วนสูง ปรับตัวขึ้น 2% โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าบริษัทเริ่มได้รับผลกระทบจากภาษีต่อราคาสินค้าบางรายการแล้ว ขณะเดียวกัน หุ้นผู้ผลิตเครื่องแต่งกายอย่าง Deckers Outdoors รวมถึงผู้ค้าปลีกอย่าง Home Depot และ Five Below ต่างปรับตัวขึ้น ส่วนหุ้น Caterpillar พลิกจากขาดทุนช่วงต้นวันกลับมาบวกเกือบ 1%

นักลงทุนมองว่าการยุติความเสี่ยงด้านภาษีจะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาสินค้าและอุปสงค์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน อย่างไรก็ดี ผลบวกต่อภาพรวมตลาดค่อนข้างจำกัด เนื่องจากวอลล์สตรีทคาดหมายคำตัดสินของศาลไว้ล่วงหน้าแล้ว และยังมีความเป็นไปได้ที่ทำเนียบขาวจะหันไปใช้ช่องทางอื่นในการบังคับใช้มาตรการภาษีในลักษณะใกล้เคียงกัน

ในช่วงต้นวัน ตลาดยังถูกกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ หลังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ขยายตัวเพียง 1.4% ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 2.5% อย่างมีนัยสำคัญ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยืดเยื้อในช่วงครึ่งแรกของไตรมาสได้หักการเติบโตทางเศรษฐกิจไปราว 1 จุดเปอร์เซ็นต์

ด้านเงินเฟ้อ รายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดหลักของธนาคารกลางสหรัฐ แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อในเดือนธันวาคมทรงตัว โดยดัชนี Core PCE อยู่ที่ 3% สอดคล้องกับคาดการณ์ของตลาด แต่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด

ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มผู้จัดการสินทรัพย์ทางเลือกยังคงอ่อนแรงต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อเอกชน โดยเฉพาะเงินกู้ในภาคซอฟต์แวร์ หุ้น Blue Owl Capital ปรับลดลงอีก 1% หลังบริษัทจำกัดการไถ่ถอนเงินจากกองทุนสินเชื่อเอกชนแห่งหนึ่ง ส่วนหุ้น Blackstone และ Ares Management ปรับตัวลงราว 1% เช่นกัน

จากการเคลื่อนไหวล่าสุด ดัชนี Dow มีแนวโน้มปิดสัปดาห์บวกเล็กน้อย 0.1% ขณะที่ S&P 500 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 0.7% ส่วน Nasdaq ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนสูง มีแนวโน้มยุติการปรับตัวลงติดต่อกัน 5 สัปดาห์ หลังขยับขึ้นมากกว่า 1% ในรอบสัปดาห์นี้

Reciprocal Tariffs ไม่รอด ทรัมป์จะใช้มาตรการอะไรแทนได้บ้าง?

ทั้งนี้ แม้มาตรการภาษีของทรัมป์จะถูกศาลตีตก นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ยังมีทางดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากแม้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จะให้อำนาจการจัดเก็บภาษีและอากรเป็นของสภาคองเกรส แต่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ถ่ายโอนอำนาจบางส่วนให้ฝ่ายบริหารผ่านกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้เปิดช่องให้ทรัมป์มี “ทางเลือกสำรอง” อย่างน้อย 5 แนวทางในการเดินหน้ามาตรการภาษีในรูปแบบอื่น ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกเหล่านี้มักมาพร้อมข้อจำกัดและขั้นตอนที่ซับซ้อนมากกว่าเดิม ส่งผลให้ฝ่ายบริหารมีอิสระน้อยลง ทั้งในแง่ความรวดเร็วในการประกาศใช้และความสามารถในการกำหนดอัตราภาษีในระดับสูงได้ตามดุลพินิจเหมือนที่ผ่านมา

มาตรา 232 กฎหมาย Trade Expansion Act ปี 2505

สิ่งที่อนุญาต: มาตรา 232 ให้อำนาจประธานาธิบดีใช้ภาษีเพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าบนเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ โดยไม่มีเพดานอัตราภาษีหรือระยะเวลาบังคับใช้

ข้อจำกัด: ไม่สามารถประกาศใช้ได้ในทันที เนื่องจากประธานาธิบดีจะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อกระทรวงพาณิชย์เปิดการสอบสวนและมีข้อสรุปว่าการนำเข้าสินค้านั้นเข้าข่ายคุกคามหรือบั่นทอนความมั่นคงแห่งชาติ โดยภายหลังเริ่มการสอบสวน รัฐมนตรีพาณิชย์มีหน้าที่ต้องรายงานผลต่อประธานาธิบดีภายในกรอบเวลา 270 วัน นอกจากนี้ มาตรา 232 ยังถูกออกแบบมาให้ใช้กับการนำเข้าสินค้าเป็นรายอุตสาหกรรม ไม่ใช่มาตรการครอบคลุมทั้งประเทศ แตกต่างจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ซึ่งเปิดทางให้กำหนดภาษีในวงกว้างต่อประเทศคู่ค้าได้พร้อมกัน

การใช้งานปัจจุบัน: ทรัมป์เคยใช้อำนาจตามมาตรา 232 ในการจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมในปี 2561 ระหว่างวาระแรกของการดำรงตำแหน่ง และเมื่อกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในปี 2568 เขาได้นำผลการสอบสวนชุดเดิมจากปี 2561 มาอ้างอิงซ้ำ เพื่อกำหนดอัตราภาษีใหม่ในระดับสูงถึง 50% พร้อมกันนั้น ยังขยายการใช้มาตรา 232 ไปสู่รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยอาศัยผลการสอบสวนที่แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2562

ในวาระที่สอง สินค้านำเข้าอื่นที่ถูกจัดเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 ยังรวมถึงทองแดงกึ่งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากทองแดงด้วย ขณะที่อีกหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงจะเผชิญมาตรการในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังคงมีการสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีกหลายกรณี

มาตรา 201 กฎหมาย Trade Act ปี 2517

สิ่งที่อนุญาต: ให้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษี หากการนำเข้าเพิ่มขึ้นจนก่อให้เกิดหรือคุกคามความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ผลิตสหรัฐฯ

ข้อจำกัด: ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในทันทีเช่นกัน โดยต้องให้คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (ITC) เปิดการสอบสวนก่อน และนับจากวันที่มีการยื่นคำร้อง ITC มีกรอบเวลา 180 วันในการสรุปผลและรายงานต่อประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม ต่างจากมาตรา 232 ตรงที่กระบวนการสอบสวนของ ITC ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียแสดงความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน มาตรา 201 ถูกออกแบบมาให้ใช้กับการขึ้นภาษีในระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่มาตรการภาษีครอบคลุมประเทศคู่ค้าเป็นวงกว้าง โดยอัตราภาษีถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 50% เหนืออัตราเดิม ระยะเวลาบังคับใช้เริ่มต้นไม่เกิน 4 ปี และสามารถขยายได้สูงสุด 8 ปี ทั้งนี้ หากมีการจัดเก็บเกิน 1 ปี จะต้องมีการปรับลดอัตราภาษีลงเป็นลำดับตามกรอบเวลาที่กำหนด

การใช้งานปัจจุบัน: ทรัมป์เคยใช้อำนาจตามมาตรา 201 ในการจัดเก็บภาษีนำเข้าเซลล์และแผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงเครื่องซักผ้าในครัวเรือนในปี 2561 ต่อมามาตรการภาษีโซลาร์ดังกล่าวได้รับการขยายระยะเวลาและปรับเงื่อนไขโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ขณะที่มาตรการภาษีสำหรับเครื่องซักผ้าได้สิ้นสุดลงในปี 2566

มาตรา 301 กฎหมาย Trade Act ปี 2517

สิ่งที่อนุญาต: ให้อำนาจสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ภายใต้การกำกับของประธานาธิบดี จัดเก็บภาษีเพื่อตอบโต้การค้าของประเทศอื่นที่เห็นว่าเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจสหรัฐฯ หรือฝ่าฝืนสิทธิของสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ โดยไม่มีเพดานอัตราภาษี

ข้อจำกัด: ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนก่อน โดยทั่วไปผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะต้องเปิดการหารือกับรัฐบาลของประเทศที่ถูกตรวจสอบ พร้อมทั้งเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณะ ซึ่งในบางกรณีอาจนำไปสู่การจัดไต่สวนอย่างเป็นทางการ มาตรการภาษีที่ออกตามกระบวนการนี้จะมีอายุโดยอัตโนมัติ 4 ปี และจะสิ้นสุดลง เว้นแต่ USTR จะได้รับคำร้องเพื่อขอขยายระยะเวลาบังคับใช้

การสอบสวนตามแนวทางดังกล่าวมักมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม USTR สามารถพิจารณาประเด็นร่วมของหลายประเทศควบคู่กันได้ ดังเช่นในวาระแรกของทรัมป์ ที่มีการเปิดการสอบสวนมาตรการภาษีบริการดิจิทัลใน 11 เขตอำนาจ รวมถึงฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร

การใช้งานปัจจุบัน: รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกใช้อำนาจตามมาตรา 301 ในการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากจีนคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ในปี 2561 ภายหลังการสอบสวนนโยบายของจีนด้านการถ่ายโอนเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม ต่อมาในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังมีการปรับเพิ่มภาษีตามมาตรา 301 กับสินค้าจีนบางประเภทเพิ่มเติม อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า

ล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2568 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เริ่มเปิดการสอบสวนบราซิลภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นที่ครอบคลุมทั้งการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา การตัดไม้ทำลายป่า และการเข้าถึงตลาดเอทานอล โดยในช่วงที่การสอบสวนยังดำเนินอยู่ ทรัมป์ได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ประกาศเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีก 40% กับสินค้านำเข้าจากบราซิลจำนวนมาก ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม

มาตรา 122 กฎหมาย Trade Act ปี 2517

สิ่งที่อนุญาต: ให้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีเพื่อแก้ไข “ปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน” โดยไม่ต้องรอการสอบสวนจากหน่วยงานรัฐบาลกลางก่อน

ข้อจำกัด: การนำมาใช้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ คือเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลบัญชีดุลการชำระเงินของสหรัฐฯ ที่มี “ขนาดใหญ่และร้ายแรง” เพื่อฟื้นฟูความสมดุลของระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ที่ “ใกล้จะเกิดขึ้นและมีนัยสำคัญ”

ทั้งนี้ อัตราภาษีถูกกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 15% และสามารถบังคับใช้ได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน โดยหากต้องการขยายระยะเวลาการจัดเก็บ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน

การใช้งานปัจจุบัน: ไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน ทั้งนี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ เคยระบุว่า หากทรัมป์ต้องการใช้ภาษีเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า ควรอยู่ภายใต้มาตรา 122 ไม่ใช่ IEEPA

มาตรา 338 กฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act ปี 2473

สิ่งที่อนุญาต: บทบัญญัตินี้ซึ่งมีที่มาจากยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศที่เขา “พบข้อเท็จจริง” ว่ามีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือใช้มาตรการจำกัดทางการค้าอย่างไม่สมเหตุสมผล หรือมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสอบสวนจากหน่วยงานรัฐบาลกลางล่วงหน้า

ข้อจำกัด: อัตราภาษีจำกัดที่ 50%

การใช้งานปัจจุบัน: มาตรานี้ไม่เคยถูกนำมาใช้งานมาก่อน และหากทรัมป์ตัดสินใจใช้อำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็มีแนวโน้มจะเผชิญการท้าทายทางกฎหมายตามมา ความเป็นไปได้นี้ได้ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่สมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 5 คน ยื่นญัตติในเดือนมีนาคม เพื่อขอให้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าวออกจากกฎหมายปี 1930

ที่มา: CNBC

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...