โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

KKPS เตือน “กองทุนน้ำมัน” ใกล้เพดานหนี้ ดีเซลอุดหนุนหนัก 1.5 พันล้านต่อวัน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 10.22 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 10.22 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ โดยการนำเข้าน้ำมันสุทธิคิดเป็น 6.5% ของ GDP ทั้งนี้ แม้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Fuel Fund) จะช่วยพยุงราคาขายปลีกในขณะนี้ แต่ภาระทางการคลังจากการดูดซับราคาดังกล่าวอาจมีต้นทุนสูง

ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลที่รัฐอุดหนุนแตะระดับ 1.5 พันล้านบาทต่อวัน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่กองทุนฯ จะขยับเข้าใกล้เพดานหนี้ และท้ายที่สุดอาจต้องมีการปรับราคาขายปลีกขึ้น และปรับลดภาษีสรรพสามิตลง

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคือกลไกหลักที่ป้องกันการส่งต่อต้นทุนสู่ราคาขายปลีก อย่างไรก็ตาม KKPS มองว่า การตรึงราคาในปัจจุบันถือเป็นการพยายามใช้กลไกถึงขีดสุด น้ำมันดีเซลมีสัดส่วนคิดเป็น 60% ของยอดขายน้ำมันรายวัน และการตรึงราคาที่ 30 บาทต่อลิตร โดยที่ราคาตลาดจริงอยู่ที่ 50 บาทต่อลิตร จะนำไปสู่ภาระทางการเงินจำนวนมาก กองทุนฯ ต้องแบกรับช่องว่างดังกล่าวหลังฟื้นตัวจากวิกฤตก่อนหน้าได้ไม่นาน ขณะที่ราคาน้ำมันโลกยังคงผันผวนอย่างหนัก

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนเหตุการณ์ซ้ำรอยปี 2565 (แต่ครั้งนี้เงินไหลออกเร็วกว่า) โดยกองทุนน้ำมันฯ เปลี่ยนจากสถานะบวกเล็กน้อย กลายเป็นขาดดุล 12,600 ล้านบาทในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ บ่งชี้ถึงวิกฤตสภาพคล่องอย่างเฉียบพลัน

ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า แม้ตอนนี้จำนวนดังกล่าวจะยังไม่นับเป็นหนี้สาธารณะโดยตรง แต่รัฐบาลจำเป็นต้องออกพระราชกำหนดค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งจะส่งผลให้การขาดดุลของกองทุนฯ กลายเป็นหนี้ทางการคลังโดยสมบูรณ์ ท่ามกลางการทดสอบขีดจำกัดของอัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 70% โดยอาจเบียดบังมาตรการการคลังอื่น ๆ

ด้านไฟฟ้า แม้จะมีโอกาสต่ำที่ไทยจะขาดแคลนไฟฟ้าทั่วประเทศ แต่ KKPS มองว่า มีแนวโน้มที่จะมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผ่านกลไกอัตราไฟฟ้าผันแปร (Ft)

การผลิตไฟฟ้าภายในประเทศราว 60% ต้องพึ่งพาการใช้งานก๊าซธรรมชาติ เมื่อการผลิตก๊าซ LNG ลดลง ประเทศไทยจึงต้องซื้อก๊าซดังกล่าวจากตลาดจร (spot LNG) ซึ่งมีความผันผวน ในขณะเดียวกัน การพึ่งพา LNG จากตะวันออกกลางมีสัดส่วนราว 30% ของการนำเข้าทั้งหมด ส่งผลให้ทั้งต้นทุนค่าไฟ และภาระด้านงบประมาณในการอุดหนุนมีแนวโน้มสูงขึ้น

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในขณะนี้ส่งผลในลักษณะของภาษีแบบถดถอย (Regressive Tax) มากกว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแรง และหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง (ราว 87% ของ GDP) บริษัทเอกชนจึงไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนที่สูงขึ้นได้

ทั้งนี้ KKPS คาดว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน (โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ต่ำ) มากกว่าที่จะทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกดเงินเฟ้อพื้นฐานให้อยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 1-3% ไปโดยปริยาย

ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน จะยังไม่ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อตอบรับแรงกระแทกจากฝั่งอุปทานเหล่านี้ โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะยังคงนโยบายแบบผ่อนปรนไว้ เนื่องจากไม่มีสัญญาณของผลกระทบที่จะตามมาทีหลัง (second-round effects) ขณะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มการฟื้นตัวค่อนข้างซบเซา (คาด GDP โตต่ำกว่า 2%)

ทั้งนี้ ท่าทีของผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เอนเอียงไปทางผ่อนคลาย และองค์ประกอบของคณะกรรมการที่เปลี่ยนแปลง ทำให้โอกาสปรับเพิ่มดอกเบี้ยต่ำมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...