“พบชัย” มอง SET ผันผวน ชู 10 หุ้นรับมือศึก “ตะวันออกกลาง”
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 03.54 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 03.54 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด(มหาชน) ในกลุ่ม SCB เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ว่าจะมีลักษณะการแกว่งตัวผันผวนในกรอบ ทั้งนี้ ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากปัจจัยความไม่แน่นอนรอบด้านที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคาดเดาได้ยาก โดยสหรัฐอเมริกาพยายามที่จะปิดเกมให้เร็วที่สุดเพื่อลดภาระต่องบประมาณ ในขณะที่ทางฝั่งอิหร่านพยายามยื้อสถานการณ์ให้ยืดเยื้อและมุ่งเป้าโจมตีพื้นที่ทางเศรษฐกิจมากกว่าการปะทะโดยตรงกับสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นการนำเอาเศรษฐกิจโลกมาเป็นข้อต่อรอง
ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ประเมินว่าสงครามอาจใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ หรือราวเดือนครึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลให้เกิดความกังวลด้านภาวะขาดแคลนสินค้า (Supply Shortage) โดยเริ่มเห็นการกักตุนผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นและกดดันให้อัตราเงินเฟ้อกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ส่วนของการประชุมธนาคารกลางทั่วโลกในสัปดาห์นี้มีถึง 8 แห่ง โดยจุดสนใจหลักอยู่ที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม นอกจากนี้ ข้อมูลจาก FedWatch Tool ยังสะท้อนให้เห็นถึงการปรับลดการคาดการณ์การหั่นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ลง จากเดิมที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ปัจจุบันเหลือเพียงไม่ถึง 1 ครั้ง หรือประมาณ 0.9% เท่านั้น
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ประเด็นทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตา โดยเฉพาะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 และก่อนหน้านั้นในวันที่ 18 ต้องติดตามการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้พิจารณาหรือไม่
ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) พบว่านักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยติดต่อกัน 7 วันทำการ รวมถึงมีการเปิดสถานะชอร์ต (Short) ในตลาดอนุพันธ์ด้วย โดยตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมามียอดขายสุทธิกว่า 33,000 ล้านบาท แม้ว่ายอดรวมทั้งปีต่างชาติจะยังคงซื้อสุทธิอยู่กว่า 25,000 ล้านบาทก็ตาม อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์การเมืองมีความชัดเจนในทิศทางที่ดีขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในทันที เนื่องจากปัจจุบันค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า ประกอบกับระดับมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการเลือกตั้ง อีกทั้งบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ได้ผ่านพ้นช่วงการขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายเงินปันผลไปแล้ว ทำให้แรงจูงใจในการลงทุนเพื่อรับปันผลลดน้อยลงไป
ด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน แนะนำให้นักลงทุนทยอยลดความเสี่ยงและถือเงินสดบางส่วนหากยังไม่มีความมั่นใจกับสถานการณ์ สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุน แนะนำกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.กลุ่มเก็งกำไรระยะสั้นตามปัจจัยสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น แนะนำ PTTEP, BANPU (ได้รับอานิสงส์จากราคาถ่านหิน) และ STA (ได้รับอานิสงส์จากราคายางพารา) 2.กลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามน้อยและปรับตัวลงน้อยกว่าตลาดในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ แนะนำ KTB, TISCO, KKP และกลุ่มสื่อสาร (ICT) แนะนำ ADVANC, TRUE 3.กลุ่มที่อิงกับการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Play) แนะนำ BJC และ HMPRO