โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดแผนรับมือ ‘วิกฤติอุปทานน้ำมัน’

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 07.44 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 23.40 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

จากเหตุการณ์ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญกับการหยุดชะงักอย่างรุนแรงต่อ “ห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน” ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ปรับขึ้นใกล้แตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่องทางยุทธศาสตร์แห่งนี้

ปกติรองรับการขนส่งน้ำมันปิโตรเลียมเหลว ประมาณ 2 ใน 5 ของโลก ได้หยุดนิ่งโดยสิ้นเชิง ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องดำเนินมาตรการพิเศษของรัฐอย่างเร่งด่วน

เพื่อรับมือกับวิกฤติครั้งใหญ่สุดรอบหลาย 10 ปี สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ประสานงานระบายสต็อกน้ำมันฉุกเฉินครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์รวม 426 ล้านบาร์เรลหรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของสำรองของประเทศสมาชิกสหรัฐ ที่เป็นผู้เริ่มสงครามได้นำเป็นแกนนำระบายสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) จำนวน 172.2 ล้านบาร์เรล ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนฉุกเฉิน

ในภูมิภาคเอเชีย รัฐบาลที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง ต่างออกมาตรการการคลังขนานใหญ่เพื่อปกป้องเศรษฐกิจ เริ่มจาก “ญี่ปุ่น” ที่พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง กลับมาใช้เงินอุดหนุนเพื่อจะคงราคาน้ำมันเบนซินไว้ไม่เกิน 170 เยนต่อลิตร แม้ต้นทุนตลาดจริงจะอยู่ที่ 190 เยน

ตามด้วย “อินเดีย”ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงอย่างมาก เพื่อคงราคาขายปลีก อุ้มภาระให้บริษัทน้ำมันรัฐและเสี่ยงทำให้ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 5%

ส่วนพี่ใหญ่ “จีน” คุมราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันในประเทศ พร้อมอุดหนุนล่วงหน้าก่อนมีการกำหนดเพดานราคา

ฝั่ง “เกาหลีใต้” ลดภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกพร้อมเตรียมหยิบยกมาตรการจำกัดการขับขี่ บังคับหากราคาน้ำมันสูงขึ้นอีก ซึ่งมิได้เกิดขึ้นตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซีย

สำหรับ “ยุโรป” ให้ความสำคัญกับการสมดุล ระหว่างมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น กับการปฏิรูปพลังงานระยะยาว เริ่มจาก “สเปน” ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 5,000 ล้านยูโร ลดภาษีมูลค่าเพิ่มน้ำมัน (VAT) และมอบเงินตรงให้กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

ส่วน “อิตาลี” ลดภาษีสรรพสามิตชั่วคราวและตั้งหน่วยงานควบคุมดูแลการโก่งราคาขณะที่เยอรมนีเน้นกลยุทธ์บริหารดีมานด์ โดยขยายโครงการบัตรโดยสารขนส่งสาธารณะแห่งชาติ และจำกัดความถี่ในการปรับราคาของปั๊มน้ำมันในแต่ละวัน

ขณะที่อเมริกาใต้ “บราซิล” ยกเว้นภาษีน้ำมันดีเซลและอุดหนุนใหม่แก่ผู้ผลิตและผู้นำเข้า

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวทางหลากหลาย เริ่มจาก “อินโดนีเซีย” ใช้เงินอุดหนุนภาคพลังงาน ขณะที่ “มาเลเซีย” เริ่มจำกัดการจัดสรรน้ำมันอุดหนุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรัดเข็มขัดการคลังแบบกว้าง

“ฟิลิปปินส์” อนุมัติอำนาจฉุกเฉินให้ประธานาธิบดี สามารถลดหรือระงับภาษีน้ำมันได้หลังประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงานแห่งชาติ

“ออสเตรเลีย” ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เป็นเวลา 3 เดือน ช่วยลดราคาน้ำมันรถลง 26 เซนต์ต่อลิตร เวียดนามยกเลิกภาษีเกี่ยวกับน้ำมันหลายรายการชั่วคราว

แม้มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาราคาน้ำมันระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์ เตือนว่าการใช้ทรัพยากรการคลังอย่างรวดเร็วลักษณะนี้ไม่อาจยั่งยืน วิกฤติอุปทานน้ำมันครั้งนี้ กำลังผลักดันให้หลายประเทศ เร่งเดินหน้าแผนพลังงานหมุนเวียนในประเทศและพาหนะไฟฟ้าให้ความพึ่งพาตนเองด้านพลังงานเป็นหัวใจของนโยบายชาติ..!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...