โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต้นคริสต์มาส เกี่ยวข้องกับการฉลองวันเกิดพระเยซูคริสต์-ปีใหม่ได้อย่างไร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ธ.ค. 2566 เวลา 06.49 น. • เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2566 เวลา 11.10 น.
People gather during a Christmas tree lighting ceremony in Byblos, Lebanon December 7, 2023. REUTERS/Mohamed Azakir

เปิดประวัติ ต้นคริสต์มาส จากช่อมิสเซิลโทว์ ท่อนซุง เทพสีเขียว สู่การใช้ต้นสนประดาดาวในเทศกาล Christmas และปีใหม่

ลมหนาวพัดกรายสู่เดือนธันวาคม คลอเสียงเพลงเทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่ที่ต่างขับขานจะแจ้ว เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนศกอีกครั้ง พร้อมกับการประดับประดาละลานตาด้วยแสงไฟหลากสี ป้ายอวยพร และที่ขาดไม่ได้ในช่วงเวลานี้คือ “ต้นคริสต์มาส”

ต้นคริสต์มาส คือ ต้นสนสีเขียวประดับประดาด้วยดาวและสายรุ้ง เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเทศกาลคริสต์มาส – ปีใหม่ (Christmas – Newyear) มักนำไปตกแต่งในสถานที่สำคัญ ตั้งแต่ในบ้านเรือน ถึงจตุรัสกลางเมืองที่กลายเป็นแลนด์มาร์กที่ดึงดูดผู้คนมาร่วมเฉลิมฉลองตามนครใหญ่ ๆ ทั่วโลก ในค่ำคืนคริสต์มาสอีฟ (Christmas – Newyear Eve)

ต้นสนสีเขียวประดาดาวเหล่านี้ แม้จะถูกเรียกว่า “ต้นคริสต์มาส” แต่ความเป็นมาที่สืบเนื่องมายาวนาน กลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเชื่อของชาวคริสต์อย่างตรงไปตรงมา แม้ชาวคริสต์ โดยเฉพาะชาวคาทอลิกที่จะรำลึกและเฉลิมฉลองการถือกำเนิดของพระเยซูคริสต์ ศาสดาของพวกเขาในนามพระบุตรของพระเจ้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกัน

เทศกาลคริสต์มาส ตรงกับเทศกาลเหมายันของชนพื้นเมือง

การประดับประดาบ้านเรือนและอาคารสถานที่ในเทศกาลคริสต์มาส เป็นการผสมผสานเพื่อกลืนกลายวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองในยุโรป โดยเฉพาะกับชาว “แองโกล-แซกซอน”

เนื่องจากช่วงเวลาเดียวกันนี้ ชาวพื้นเมืองในเขตขั้วโลกเหนือให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนสู่ฤดูหนาว เรียกว่าช่วง “เหมายัน” ที่ประเพณี Mid-Winter อยู่ก่อนการมาถึงของธรรมเนียมแบบคริสต์

ทวีปยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 1-9 ชาวไวกิ้ง มีบทบาทอย่างมากในการเดินทาง ยึดครองดินแดนและเผยแพร่วัฒนธรรมของตนไปยังดินแดนต่าง ๆ ในยุโป การเฉลิมฉลองในฤดูหนาวของชาวนอร์สแมน ไวกิ้ง เรียกว่า Winter Solstice (ฉลองในวันเหมายัน) มีการประดับตกแต่งบ้านด้วยใบไม้สีเขียว การนำใบไม้สีเขียวมาไว้ในบ้านนี้เองถือว่าเป็นการนำเทพเจ้ายูล Yule หรือเทพเจ้าแห่งป่าไม้ มาหลบซ่อนพายุและความหนาวเหน็บในบ้าน

สอดคล้องกับอิทธิพลของชาวโรมันซึ่งครอบครองพื้นที่ดั้งเดิมส่วนใหญ่ในยุโป ที่มีเทศกาลบูชาสุริยเทพของโรมัน เรียกว่า “เทศกาลแซเทิร์นนาเลีย” ประดับด้วยใบฮอลลี่ช่วงปีใหม่เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่

ไม้เขียวของเทพยูล มิสเซิลโทว์ ตัวแทนความรักและอบอุ่นในบ้าน

ดังนั้นในยุคต้นของคริสต์มาสจะมีการนำธรรมเนียมดั้งเดิมของทั้งพวกไวกิ้งและโรมัน คือ การช่อดอกไม้ไว้ที่จุดศูนย์กลางของบ้านหรือเตาผิง ทำมาจากวงไม้หรือวงโลหะ ตกแต่งด้วยใบไม้สีเขียว เช่น ใบมิสเซิลโทว์ หรือการลากท่อนไม้ ท่อนซุง ตัวแทนของเทพยูล เข้ามาให้ความอบอุ่นในครัวเรือน

หากเป็นชนพื้นเมืองในแถบสก็อตแลนด์ ชาวไวกิ้งที่นั่นเผาเรือมังกรเพื่อบูชาเทพยูลด้วยเลือด เเละไฟกันเลยทีเดียว เหล่านี้คือธรรมเนียมของกลุ่มชน ที่ชาวคริสต์เรียกว่า เป็นพวกนอกรีตหรือเพเกิน (Pegan) แต่ก็กำลังคลี่คลายความหมายไปทางพระคริสต์มากขึ้น

ในยุควิกตอเรียน เป็นยุคทองของการขยายอำนาจทางการทหารและอิทธิพลทางวัฒนธรรมของจักรวรรดิอังกฤษ เรียกได้ว่าเป็นยุคของการ “ประดิษฐ์” ประเพณี ค่านิยม และศีลธรรมหลายอย่างที่ส่งผลถึงปัจจุบัน ได้มีวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้ดีอังกฤษมีแบบแผน การประดับตกแต่งอย่างไร

วรรณกรรมที่ทรงอิทธิพลต่อธรรมเนียมคริสต์มาสยุคใหม่ ที่เห็นได้ชัดคืองานของ “ชาร์ลส์ดิคเค่นส์” อย่างในเรื่อง The pickwick papers (1837) ว่า

“จากจุดกึ่งกลางของเพดานครัวแห่งนี้ วาร์เดิลผู้ชราเพิ่งจะแขวนมิสเซิลโทว์กิ่งใหญ่ด้วยมือของตัวเอง และมิสเซิลโทว์กิ่งเดียวกันนี้ทำให้เกิดการต่อสู้และความสับสนที่เป็นธรรมดาและน่ายินดีที่สุด มิสเตอร์พิควิคผู้สง่างามอันเป็นเกียรติแก่ลูกหลานของ “เลดี้ทรอลิมกรอเวอร์” จับมือหญิงชรา นำเธอไปยังกิ่งไม้ลึกลับนั่น และแสดงความเคารพเธอด้วยความนอบน้อมและมีมารยาท”

จะเห็นได้ว่า ชาวอังกฤษ ยุควิกตอเรียนก็ยังตกแต่งบ้านด้วยใบไม้สีเขียว หรือไม้ไม่ผลัดใบ อย่าง “มิสเซิลโทว์” มาจัดเป็นช่อแขวนไว้กับเพดาน โคมระย้า หน้าเตาผิง แม้แต่หน้าประตูบ้าน และคนในครอบครัวจะมาล้อมวงอยู่รวมกันและให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่ตกแต่งสำหรับวันคริสต์มาส Christmas ปัจจุบันเราก็ยังเห็นการตกแต่งแบบนี้

“มิสเซิลโทว์” จึงเป็นตัวแทนความรักความอบอุ่น และยังคงเป็นการสืบธรรมเนียมของชาวพื้นเมืองอังกฤษ หรือพวกแองโกลแซกซอนที่จะนำไม้สีเขียวตัวแทนเทพเจ้ายูลเข้ามารับความอบอุ่นในบ้าน

จากต้นสนของโอดิน สู่ ต้นคริสมาสต์ “ตรีเอกานุภาพ” ของพระคริสต์

ขณะที่ต้นสน คาดว่านำมาใช้ประดับตกแต่งนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7-8 ก็เชื่อกันว่าซึ่งใช้กิ่งไม้ไม่ผลัดใบมาประดับตกแต่ง เพื่อให้อาณาบริเวณเป็นสีเขียว เช่นเดียวกับการใช้ “ช่อมิสเซิลโทว์”

และยังมีความหมายรวมถึงการบูชาต้นไม้ ที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเพเกิน ในอังกฤษ เยอรมันนี และประเทศแถบสแกนดิเนเวีย แต่ถูกอธิบายใหม่โดยหลายตำนาน เพื่อให้เข้ากับเทศกาลใหม่ ที่ต้องใช้ “พระเยซูคริสต์” เป็นแกนกลางของเรื่องราว

ตำนาน เรื่องของนักบุญโบนิฟาส (ค.ศ. 634-709) ได้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ในหมู่ชาวไวกิ้ง-แซกซอนในเยอรมันนี ได้หยิบขวานตัดต้นโอ๊คซึ่งอุทิศแด่เทพเจ้าธอร์ (Thor) ทิ้ง แต่ก็ยังเกรงว่าจะทำให้ชนพื้นเมืองดั้งเดิมซึ่งเชื่อในจิตวิญญาณของเทพในต้นไม้แข็งขืน จึงได้ ชี้ไปยังต้นสนที่อยู่ใกล้ต้นโอ้คนั้น แล้วบอกกลุ่มชนว่า ต้นไม้นี้ลักษณะสามเหลี่ยมชี้ขึ้นฟ้า คล้ายกับสัญลักษณ์ของตรีเอกานุภาพ (พระบิดา พระบุตร และพระจิต) เป็นการอธิบายความหมายใหม่ครอบทับความหมายเดิม

การใช้ต้นสนเพื่อตกแต่งในความหมายของคริสต์มาสที่ชัดเจน เป็นธรรมเนียมของชาวเยอรมันย้อนไปถึงในศตวรรตที่ 15 และแพร่หลายสู่อังกฤษในยุคพระราชินีวิกตอเรียนำธรรมเนียมนี้มาใช้ในปี ค.ศ. 1840 โดยนำต้นสนจากเมืองโคเบิร์ก และประดับประดาในวัง ในปี ค.ศ. 1848 นิตยสาร The illustrated London news ได้ลงรูปราชวงศ์ประทับล้อมรอบต้นคริสต์มาสในพระราชวังวินเซอร์ ทำให้ต้นคริสต์มาสกลายเป็นส่วนสำคัญในเทศกาลของอังกฤษ และแพร่ขยายไปยังอเมริกาด้วย

ต้นคริสต์มาส ประดาดาว

ต้นคริสต์มาส ต้องยังมีการประดับตกตกแต่งสิ่งต่าง ๆ ในช่วงแรกเป็นสิ่งที่ทำเองด้วยมือ สิ่งสำคัญยิ่ง คือ เทียนขี้ผึ้งหรือเทียนวุ้น ซึ่งถูกจุดตอนมีคนในครอบครัวอยู่ โดยมี มาร์ติน ลูเธอร์ ศาสตราจารย์ทางศาสนศาสตร์เป็นผู้สนับสนุนให้มีการจุดเทียนประดับบนต้นสน

การจุดเทียนรอบ ๆ และประดับตกแต่งด้วยวัสดุเทียมดาว เป็นการเตือนให้เด็ก ๆ ระลึกถึงสวรรค์ที่มีดวงดาวจุดประกาย หรือดวงดาวซึ่งพระเยซูได้จากมาสู่โลก ต้นคริสต์มาสจึงเป็นการบรรจบกันของความเชื่อต้นไม้สีเขียวพื้นเมืองและดาวนำทางของความเชื่อคริสต์

อิทธิพลของการประดับประดาดาวในช่วงคริสต์มาสจาก เยอรมันนี ได้แพร่ขยายไปทั่วโลกรวมถึงที่ไทยด้วย โดย บาทหลวงกอมบูริเออร์ ชาวเยอรมัน ขณะที่มาดูแล มิสซังคาทอลิกบ้านท่าแร่ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นชุมชนคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในไทย ได้ริเริ่มให้เด็ก ๆ ประดิษฐ์โคมรูปดาวนำทาง (ดาวนำทาง เปล่งแสงในวันที่พระเยซูประสูติตามตำนาน) จุดตะเกียงแล้วเดินแห่ภาวนาร่วมกันในคืนคริสต์มาส (24 ธ.ค.) หรือ Christmas Eve กลายเป็นประเพณีแก่ดาวประจำจังหวัดสกลนครที่โดดเด่นที่สุดในประเทศไทย

จะเห็นว่าเมื่ออิทธิพลของวัฒนธรรมศาสนาเป็นคริสต์แพร่เข้าไปสู่ชาวพื้นเมืองแต่พวกเขาไม่ได้ละทิ้งงานฝีมือซึ่งเคยใช้ทำของถวายแด่เทพเจ้าองค์เก่า แต่เปลี่ยนงานฝีมือนั้นเป็นงานที่อุทิศแด่คริสต์ศาสนาแทน เช่น ชาวไวกิ้งหรือชาวยุโรปเหนือในสแกนดิเนเวียก็จะอยูในบ้านแล้วนำฟางข้าวมาสานเป็นดาว มงกุฎนางฟ้า

ชาวพื้นเมืองอิตาลีก็ทำสามเหลี่ยมเอกานุภาพโดยใช้ไม้ขึ้นโครงซ้อนชั้น 5-6 ชั้น สิ่งเหล่านี้ยังคงสร้างด้วยเทคนิคและงานช่างที่คงมาจากภูมิปัญญาเดิม แต่ภายใต้คำอธิบายของมันคือ เป็นตัวแทนนางฟ้าที่มาอวยพรในโอกาสคริสต์สมภพ หรือ ดาวประดับ หมายถึง ดาวตัวแทนขององค์พระคริสต์นั่นเอง

การฉลองคริสต์มาส ไม่ได้มีวันเดียว

คริสต์มาส ไม่ได้หมายถึงวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปีเท่านั้น “เทศกาล” เป็นช่วงเวลาที่ยาว การฉลองคริสต์มาสก็ต่างกันไปในแต่ละที่ สำหรับชาวคาทอลิก “เทศกาล” เริ่มต้นก่อนวันที่ 25 ธ.ค. ราว 4 สัปดาห์ หรือเรียกอีกชื่อว่า “เทศกาลเตรียมรับเสด็จ” Advento หมายถึง “ช่วงเวลาการมาถึงของพระผู้ไถ่” ทั้งในอดีต และเตรียมรับเสด็จในอนาคต จากนั้นในค่ำคืนวันที่ 24 จึงจะเป็นเทศกาลคริสตสมภพ ค่ำคืน Christmas Eve ต่อถึงวันที่ 25 ธ.ค. จากนั้นเป็นช่วงเวลาของการอวยพรแลกของขวัญที่จะดำเนินไปถึงช่วงวันที่ 6 มกราคม ในปีต่อไป

เราจึงเห็นการประดับตกแต่งรอรับเทศกาลล่วงหน้าหลายวัน ทั้งประดับตกแต่งดเวยวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองในยุโรป เช่น การตั้งต้นสนในบ้าน เป็นการใช้ใบไม้สีเขียว สีแดง และอื่น ๆ แทนเทพแห่งต้นหมายมาหลบคลายหนาว บ้างก็ว่าการใช้ต้นสนนั้นเกิดจากต้นสนมีรูปทรงสามเหลี่ยมเหมือนตรีเอกภาพชี้ฟ้า บ้างก็ใช้การประดับตกแต่งต้นสนนั้นด้วยเทียน และดาว เพื่ออธิบายว่าเป็นดังแสงดาวนำทางของพระเยซู

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...