“โอสถสภา” เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2568 เดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่ดันรายได้โต ตอกย้ำความเป็นผู้นำในไทย-เร่งบุกตลาดตปท.
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ตั้งเป้ายอดขายปี 68 โตตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม พร้อมบุกตลาดเวียดนาม ด้วยเครื่องดื่ม 2-in-1 Energy + Rehydration ย้ำปี 71 ขับเคลื่อนรายได้สู่เป้าหมาย 40,000 ล้านบาท มองราคาหุ้นที่ปรับตัวลงแรง เกิดจากความกังวลของตลาด
นางวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า ในปี 2568 คาดยอดขายจะเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง (Mid-single-digit) ตามการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่ม โดยบริษัทจะเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทั้ง Gen Z, มิลเลนเนียล และผู้สูงอายุ รวมถึงตอบรับกับเทรนด์การดูแลรักษาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
โดยมีแผนผลักดันการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และตอกย้ำตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ของ M-150 ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ หลากหลายราคา ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ M-150 ขวดแก้วราคา 12 บาท, รสน้ำผึ้งราคา 10 บาท, M-Sparkling ในรูปแบบกระป๋องอัดก๊าซ ราคา 20 บาท
และล่าสุดออกแคมเปญฉลอง 40 ปี M-150 ฝาเหลืองลิมิเต็ดเอดิชั่นราคา10 บาท เพื่อตอบแทนผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มต่างจังหวัดที่ได้รับความกดดันด้านรายได้ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมแผนสร้างการเติบโตให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ M-150 ต่อเนื่องตลอดปี พร้อมขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง
“M-150 ฝาเหลืองลิมิเต็ดเอดิชั่นราคา 10 บาท เป็นการทำโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยดื่ม และดึงดูดลูกค้าเก่าให้กลับมาอีกครั้ง โดยเป็นการจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) เท่านั้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมายอย่างแท้จริง โดยบริษัทมีเป้าหมายผลักดันสัดส่วนทางการตลาดของ M-150 ให้กับไปอยู่ในระดับเดิมที่ 35% จากปัจจุบันที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 32%” นางวรรณิภากล่าว
นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมขยายพอร์ตเครื่องดื่มฟังชันนัลดริงก์ ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่และเทรนด์สุขภาพ โดยมี ”ซีวิท” ซึ่งโอสถสภาเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของวิตามินซี และ “เปปทีน” ที่เป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มบำรุงสมองและกำลังเติบโตอย่างโดดเด่น ในขณะที่เครื่องดื่มคาลพิสก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังเตรียมส่งนวัตกรรมเครื่องดื่มออกสู่ตลาดอีกมากมาย อาทิ เครื่องดื่มแก้แฮงค์ซึ่งมีโอกาสและศักยภาพสูง สอดรับกับมูลค่าตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และไลฟ์สไตล์การดื่มสังสรรค์ที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง
รวมถึงสร้างการเติบโตกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล โดย “เบบี้มายด์” เป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับเด็ก และกำลังก้าวขึ้นชิงตำแหน่งผู้นำตลาดแป้งเด็ก พร้อมต่อยอดจุดแข็ง “ความอ่อนโยนและความหอม” ขยายสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อาทิ เบบี้มายด์ แอนด์ บียอนด์ ที่ขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกคนในครอบครัว และสร้างสรรค์กลยุทธ์การตลาดที่นำเทรนด์เช่น Trendsetter collaboration กับ น้องหมีเนย Butterbear ในปีที่ผ่านมา ในขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลมีการเติบโตที่ดีต่อเนื่องในตลาดต่างประเทศ
สำหรับการสร้างการเติบโตของธุรกิจเครื่องดื่มในต่างประเทศ บริษัทจะเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นอกเหนือจากเมียนมาร์และลาวที่โอสถสภาเป็นผู้นำอันดับ 1 เริ่มรุกตลาดสู่เวียดนามซึ่งมีศักยภาพและอัตราการเติบโตสูง โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแบบ 2-in-1 Energy + Rehydration เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ในเวียดนาม โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศในปี 2568 จะอยู่ในระดับ 25% ทรงตัวจากปีก่อน
ทั้งนี้ บริษัทยังดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (67-71) ผลักดันรายได้เติบโตแตะระดับ 40,000 ล้านบาท โดยคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก (Grow the core) พร้อมแสวงหาโอกาสการเติบโตผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) โดยเน้นในกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มและสินค้าเครื่องใช้ส่วนบุคคล ตลอดจนธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่สามารถสร้างศักยภาพการเติบโตให้กับบริษัทในอนาคต
“ส่วนประเด็นที่ราคาหุ้นของ OSP ปรับตัวลดลงแรงในช่วงหลายวันที่ผ่านมานั้น มองว่าเซนติเมนต์โดยรวมช่วงนี้อาจไม่ดีนัก ทำให้ตลาดเกิดความกังวล แต่บริษัทไม่ได้มีความกังวล เป็นเพียงการทำโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์ตามปกติเท่านั้น เพราะหากทำแล้วขาดทุน เราคงไม่ทำ” นางวรรณิภา กล่าว
นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่หลากหลายแล้ว บริษัทยังเสริมความแข็งแกร่งในด้านการดำเนินงาน ด้วยการปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีโครงสร้างและกระบวนการทำงานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต เสริมทีมผู้บริหารด้านธุรกิจเครื่องดื่มโดยเฉพาะ เปลี่ยนจากการบริหารแบบ Functional structure สู่ Category structure อย่างชัดเจนเพื่อเสริมศักยภาพและเพิ่มความคล่องตัว
อย่างไรก็ตาม นางวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) จะควบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ (Group Chief Domestic Beverage Officer) นำทัพกำหนดทิศทางและวางกลยุทธ์ธุรกิจเครื่องดื่ม เสริมด้วย Chief Marketing & Innovation Officer นำทีมการวิจัยการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์, Chief Consumer & Category Officer ดูแลการตลาดและ Trade Marketing และ Chief Customer & Channel Officer พัฒนาและขยายศักยภาพช่องทางการจัดจำหน่าย
ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ทรานส์ฟอร์มองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลและกระบวนการทำงาน ผลักดันเป้าหมายด้านความยั่งยืนอย่างเข้มข้น พร้อมเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรผ่านโมเดล "ACT" ซึ่งมุ่งเน้น Achievement (ความสำเร็จ), Consumer Focus (ชนะใจลูกค้า) และ Teamwork (คว้าชัยเป็นทีม) ที่จะทำให้พนักงานและองค์กรสามารถปรับตัว เติบโต และเผชิญความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
“โอสถสภาไม่ได้มองเพียงแค่การเติบโตในระยะสั้น แต่เราให้ความสำคัญกับการวางรากฐานเพื่อสร้างธุรกิจแห่งอนาคตด้วยแนวคิด Human Touch with Right Technology ที่ผสานความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งเข้ากับการเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด จะเป็นจุดแข็งที่ทำให้โอสถสภาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย สร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่า และเชื่อมต่อแบรนด์เข้ากับวิถีชีวิตผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ซึ่งจะทำให้โอสถสภาครองความเป็นผู้นำ และก้าวสู่เป้าหมายการเติบโตระยะยาวที่ตั้งไว้” นางวรรณิภา กล่าว