โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“โอสถสภา” เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2568 เดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่ดันรายได้โต ตอกย้ำความเป็นผู้นำในไทย-เร่งบุกตลาดตปท.

Wealthy Thai

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 07.06 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. 2568 เวลา 09.47 น.

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ตั้งเป้ายอดขายปี 68 โตตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม พร้อมบุกตลาดเวียดนาม ด้วยเครื่องดื่ม 2-in-1 Energy + Rehydration ย้ำปี 71 ขับเคลื่อนรายได้สู่เป้าหมาย 40,000 ล้านบาท มองราคาหุ้นที่ปรับตัวลงแรง เกิดจากความกังวลของตลาด
นางวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า ในปี 2568 คาดยอดขายจะเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง (Mid-single-digit) ตามการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่ม โดยบริษัทจะเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทั้ง Gen Z, มิลเลนเนียล และผู้สูงอายุ รวมถึงตอบรับกับเทรนด์การดูแลรักษาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
โดยมีแผนผลักดันการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และตอกย้ำตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ของ M-150 ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ หลากหลายราคา ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ M-150 ขวดแก้วราคา 12 บาท, รสน้ำผึ้งราคา 10 บาท, M-Sparkling ในรูปแบบกระป๋องอัดก๊าซ ราคา 20 บาท
และล่าสุดออกแคมเปญฉลอง 40 ปี M-150 ฝาเหลืองลิมิเต็ดเอดิชั่นราคา10 บาท เพื่อตอบแทนผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มต่างจังหวัดที่ได้รับความกดดันด้านรายได้ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมแผนสร้างการเติบโตให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ M-150 ต่อเนื่องตลอดปี พร้อมขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง
“M-150 ฝาเหลืองลิมิเต็ดเอดิชั่นราคา 10 บาท เป็นการทำโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยดื่ม และดึงดูดลูกค้าเก่าให้กลับมาอีกครั้ง โดยเป็นการจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) เท่านั้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมายอย่างแท้จริง โดยบริษัทมีเป้าหมายผลักดันสัดส่วนทางการตลาดของ M-150 ให้กับไปอยู่ในระดับเดิมที่ 35% จากปัจจุบันที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 32%” นางวรรณิภากล่าว
นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมขยายพอร์ตเครื่องดื่มฟังชันนัลดริงก์ ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่และเทรนด์สุขภาพ โดยมี ”ซีวิท” ซึ่งโอสถสภาเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของวิตามินซี และ “เปปทีน” ที่เป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มบำรุงสมองและกำลังเติบโตอย่างโดดเด่น ในขณะที่เครื่องดื่มคาลพิสก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังเตรียมส่งนวัตกรรมเครื่องดื่มออกสู่ตลาดอีกมากมาย อาทิ เครื่องดื่มแก้แฮงค์ซึ่งมีโอกาสและศักยภาพสูง สอดรับกับมูลค่าตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และไลฟ์สไตล์การดื่มสังสรรค์ที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง
รวมถึงสร้างการเติบโตกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล โดย “เบบี้มายด์” เป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับเด็ก และกำลังก้าวขึ้นชิงตำแหน่งผู้นำตลาดแป้งเด็ก พร้อมต่อยอดจุดแข็ง “ความอ่อนโยนและความหอม” ขยายสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อาทิ เบบี้มายด์ แอนด์ บียอนด์ ที่ขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกคนในครอบครัว และสร้างสรรค์กลยุทธ์การตลาดที่นำเทรนด์เช่น Trendsetter collaboration กับ น้องหมีเนย Butterbear ในปีที่ผ่านมา ในขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลมีการเติบโตที่ดีต่อเนื่องในตลาดต่างประเทศ
สำหรับการสร้างการเติบโตของธุรกิจเครื่องดื่มในต่างประเทศ บริษัทจะเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นอกเหนือจากเมียนมาร์และลาวที่โอสถสภาเป็นผู้นำอันดับ 1 เริ่มรุกตลาดสู่เวียดนามซึ่งมีศักยภาพและอัตราการเติบโตสูง โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแบบ 2-in-1 Energy + Rehydration เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ในเวียดนาม โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศในปี 2568 จะอยู่ในระดับ 25% ทรงตัวจากปีก่อน
ทั้งนี้ บริษัทยังดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (67-71) ผลักดันรายได้เติบโตแตะระดับ 40,000 ล้านบาท โดยคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก (Grow the core) พร้อมแสวงหาโอกาสการเติบโตผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) โดยเน้นในกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มและสินค้าเครื่องใช้ส่วนบุคคล ตลอดจนธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่สามารถสร้างศักยภาพการเติบโตให้กับบริษัทในอนาคต
“ส่วนประเด็นที่ราคาหุ้นของ OSP ปรับตัวลดลงแรงในช่วงหลายวันที่ผ่านมานั้น มองว่าเซนติเมนต์โดยรวมช่วงนี้อาจไม่ดีนัก ทำให้ตลาดเกิดความกังวล แต่บริษัทไม่ได้มีความกังวล เป็นเพียงการทำโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์ตามปกติเท่านั้น เพราะหากทำแล้วขาดทุน เราคงไม่ทำ” นางวรรณิภา กล่าว
นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่หลากหลายแล้ว บริษัทยังเสริมความแข็งแกร่งในด้านการดำเนินงาน ด้วยการปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีโครงสร้างและกระบวนการทำงานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต เสริมทีมผู้บริหารด้านธุรกิจเครื่องดื่มโดยเฉพาะ เปลี่ยนจากการบริหารแบบ Functional structure สู่ Category structure อย่างชัดเจนเพื่อเสริมศักยภาพและเพิ่มความคล่องตัว
อย่างไรก็ตาม นางวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) จะควบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ (Group Chief Domestic Beverage Officer) นำทัพกำหนดทิศทางและวางกลยุทธ์ธุรกิจเครื่องดื่ม เสริมด้วย Chief Marketing & Innovation Officer นำทีมการวิจัยการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์, Chief Consumer & Category Officer ดูแลการตลาดและ Trade Marketing และ Chief Customer & Channel Officer พัฒนาและขยายศักยภาพช่องทางการจัดจำหน่าย
ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ทรานส์ฟอร์มองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลและกระบวนการทำงาน ผลักดันเป้าหมายด้านความยั่งยืนอย่างเข้มข้น พร้อมเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรผ่านโมเดล "ACT" ซึ่งมุ่งเน้น Achievement (ความสำเร็จ), Consumer Focus (ชนะใจลูกค้า) และ Teamwork (คว้าชัยเป็นทีม) ที่จะทำให้พนักงานและองค์กรสามารถปรับตัว เติบโต และเผชิญความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
“โอสถสภาไม่ได้มองเพียงแค่การเติบโตในระยะสั้น แต่เราให้ความสำคัญกับการวางรากฐานเพื่อสร้างธุรกิจแห่งอนาคตด้วยแนวคิด Human Touch with Right Technology ที่ผสานความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งเข้ากับการเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด จะเป็นจุดแข็งที่ทำให้โอสถสภาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย สร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่า และเชื่อมต่อแบรนด์เข้ากับวิถีชีวิตผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ซึ่งจะทำให้โอสถสภาครองความเป็นผู้นำ และก้าวสู่เป้าหมายการเติบโตระยะยาวที่ตั้งไว้” นางวรรณิภา กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...