โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เทรนด์ ‘กินข้าวคนเดียว’ มาแรง! ร้านอาหารขยับ ปรับกลยุทธ์รองรับ

The Bangkok Insight

อัพเดต 09 ธ.ค. 2567 เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2567 เวลา 02.44 น. • The Bangkok Insight

พารีซา อิมานิรัด นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยมะเร็ง ที่อาศัยอยู่ในนครซานฟรานซิสโก เธอแต่งงานแล้ว และมีชีวิตที่รายล้อมด้วยเพื่อนฝูงจำนวนมาก แต่ในทุกสัปดาห์ จะมีอย่างน้อยหนึ่งวัน ที่เธอเลือกออกมากินข้าวคนเดียวนอกบ้าน

อิมานิรัด เผยว่า ตอนทานอาหารคนเดียวเป็นช่วงที่เงียบสงบ เธอจะไม่หยิบโทรศัพท์มือถือ ปล่อยให้ตัวเองทบทวนสิ่งต่าง ๆ บางครั้งก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เธอเปรียบว่า "คล้ายกับช่วงเวลาไปสปา แต่เป็นความผ่อนคลายอีกรูปแบบหนึ่ง"

กินข้าวคนเดียว

วีโอเอ รายงานว่า ข้อมูลของ โอเพนเทเบิล (OpenTable) เว็บไซต์จองโต๊ะอาหาร ระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขการจองโต๊ะทานอาหารคนเดียวในสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29% ส่วนในปีนี้ที่เยอรมนีปรับสูงขึ้น 18% และในสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 14%

ทั้งการสำรวจล่าสุดของสถาบัน Hot Pepper Gourmet Eating Out ชี้ว่า คนญี่ปุ่น 23% รับประทานอาหารนอกบ้านคนเดียว ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากระดับ 18% ในปี 2561

แนวโน้มการทานอาหารคนเดียวที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เกิดขึ้นขณะที่มีประชากรที่อาศัยอยู่คนเดียวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลศึกษาของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) เมื่อปี 2562 พบว่า 38% ของคนอเมริกันวัยผู้ใหญ่อายุระหว่าง 25-54 ปี อยู่ตัวคนเดียว เพิ่มขึ้นจากระดับ 29% เมื่อปี 2533

ส่วนที่ญี่ปุ่น ข้อมูลจากทางการแสดงให้เห็นว่า ตัวเลขครอบครัวที่มีสมาชิกคนเดียวมีสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของครัวเรือนทั้งหมดในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 40% ภายในปี 2583

นอกจากนี้ แนวโน้มการเดินทางคนเดียวก็กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางอายุเกิน 55 ปีขึ้นไป ซึ่งทำให้การรับประทานอาหารคนเดียวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ร้านอาหารในญี่ปุ่นหลายแห่ง ได้ปรับตัวเพื่อรองรับกระแสของลูกค้าที่มาทานคนเดียว โดย มาซาฮิโระ อินางากิ นักวิจัยอาวุโส จากสถาบันพิว ระบุว่า แม้แต่ร้านอาหารแบบครอบครัว ก็เพิ่มที่นั่งตามเคาน์เตอร์สำหรับลูกค้าที่มาคนเดียว รวมถึงลดปริมาณอาหารต่อคอร์สให้น้อยลง เพื่อที่ลูกค้าจะได้ทานอาหารที่หลากหลายมากขึ้น

เดบบี ซู ซีอีโอของโอเพนเทเบิล เชื่อว่า "การทำงานทางไกล" เป็นหนึ่งในเหตุผลที่อธิบายถึงกระแสการทานอาหารคนเดียวที่เกิดขึ้น แต่เธอยังมองไปถึงภาพรวมของสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เป็นกระแสของการรักตัวเอง ดูแลตัวเองมากขึ้น และใช้เวลาอยู่กับตนเอง

ทางด้าน แอนนา แมททิลา อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเพนน์สเตท ที่ศึกษาเกี่ยวกับการรับประทานอาหารคนเดียว กล่าวว่า บรรทัดฐานทางสังคมเปลี่ยนไปแล้ว ผู้คนเลิกมองลูกค้าที่มาคนเดียว แล้วจะคิดว่าช่างเป็นคนที่โดดเดี่ยว

การระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมลดลง โดยเฉพาะการกินข้าวนอกบ้าน อีกทั้งเครื่องมืออย่าง "สมาร์ทโฟน" ยังเข้ามาเติมเต็มช่วยให้คนอยู่ตามลำพังมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ร้านอาหารบางแห่งมองว่า ลูกค้าที่มาคนเดียว ทำให้เกิด "การเสียโอกาส" ของพื้นที่ให้บริการ แต่ผู้ประกอบการหลายคนเชื่อว่า หากให้บริการลูกค้าที่มาคนเดียว พวกเขามีแนวโน้มที่จะเป็นลูกค้าชั้นดี และกลับมาอุดหนุนซ้ำในอนาคต

ดรูว์ เบรดี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Overthrow Hospitality ที่ดูแลกลุ่มร้านอาหารปราศจากเนื้อสัตว์จำนวน 11 แห่งในมหานครนิวยอร์ก แสดงความเห็นว่า แม้ในระยะสั้นอาจที่จะขาดทุน แต่ในระยะยาว ควรที่จะสร้างร้านให้เป็นสถานที่ที่พิเศษอย่างแท้จริง

เบรดี เสริมว่า นับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ จำนวนลูกค้าที่รับประทานอาหารคนเดียวก็เพิ่มมากขึ้น และเมื่อดูในรายละเอียด จะพบว่าคนกลุ่มนี้ แบ่งเป็นเพศชาย และเพศหญิงในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน

แมททิลา จากมหาวิทยาลัยเพนน์สเตต ยังให้เคล็ดลับทิ้งท้ายสำหรับผู้ประกอบการ โดยอิงงานวิจัยที่ชี้ว่า สำหรับลูกค้าที่มาทานอาหารตามลำพัง มักที่จะชื่นชอบองค์ประกอบในร้านที่มี "ทรงเหลี่ยมมุม" เช่น ทางร้านควรเลือกใช้โต๊ะสี่เหลี่ยม มากกว่าโต๊ะทรงกลม โดยอธิบายว่ารูปทรงกลมจะไป ให้ความรู้สึก เกี่ยวกับ "ความเชื่อมโยงของหมู่คณะ" มากกว่า

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...