โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เลือกแบบไหนดี? เมื่อคน 5 คนกำลังตาย คุณช่วยพวกเขาได้ แต่จะฆ่าคนอีกคน

becommon.co

อัพเดต 12 ต.ค. 2563 เวลา 23.10 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2563 เวลา 11.00 น. • common: Knowledge, Attitude, make it Simple

รถรางกำลังพุ่งชนคน 5 คน คุณสามารถสับสวิตช์ให้รถไปอีกทาง แต่ตรงนั้นก็มีคนอีกคนยืนอยู่ คำถามคือ คุณจะเลือกสับสวิตช์เพื่อช่วยชีวิตคน 5 คน และปล่อยให้คนอีกคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เช่นกันตาย หรือปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของโชคชะตา?

นี่คือสภาวะที่ในทางปรัชญาเรียกว่า dilemma หรือ ‘ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ ชุดคำถามคลาสสิกที่เป็นผลผลิตสำคัญของนักปรัชญาชาวอังฤษชื่อดัง ฟิลิปปา ฟุต (Philippa Foot) ในปี 1967 มันเป็นวิธีออกกำลังกายทางความคิดที่มุ่งเน้นตั้งคำถามถึง ‘หลักจริยธรรม’ (ethic) ของผู้คน 

Photo: commons.wikimedia.org

ทางเลือกสองทางที่ดูจะเหมือนมีความขัดแย้ง (paradox) ในตัวนี้ ถูกวงปรัชญาตั้งชื่อให้ว่า The trolley dilemma หรือ The trolley problem มันคือเครื่องมือในการกระตุกให้ผู้คนตั้งคำถามถึงผลลัพธ์ของการกระทำของตน และพิจารณาว่าอะไรคือคุณค่าทางศีลธรรมของผลลัพธ์นั้นๆ กันแน่

ฟิลิปปา ฟุต (Philippa Foot)

ในช่วงชีวิตหนึ่ง เราอาจได้พบเจอกับคำถามที่บังคับให้เราต้องเลือก—เป็นคำถามเชิงอภิปรัชญา ที่เราแทบไม่รู้ว่าอะไรกันแน่คือคำตอบที่ถูกต้อง อะไรแน่คือ ‘ความจริง’ และ ‘ความดี’ ของการเลือกหนทางใดหนทางหนึ่ง เช่น เรื่องรักสามเส้า อย่าง—เธอเป็นคนดี ส่วนอีกคนก็เป็นคนที่ฉันรัก แล้วฉันจะตัดสินใจอยู่กับใครและทิ้งใคร? หรือเอาให้ดราม่าเพิ่มขึ้นอีกหน่อยก็เช่น ในสถานการณ์ที่ลูกและแม่ของคุณกำลังจะจมน้ำ แต่คุณสามารถช่วยชีวิตได้แค่คนเดียว คุณจะเลือกใคร? 

หากสังเกตดีๆ คำถาม dilemma เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามเชิงศีลธรรมที่เป็นเรื่องอัตวิสัยทั้งสิ้น

คำถามคือเราจะยึดหลักอะไรในการพิจารณาทางเลือกดี?

อารมณ์และเหตุผล

ตามสามัญสำนึกซึ่งเกิดจากบรรทัดฐานของสังคมแล้ว ในประเด็นของ The trolley problem ผู้คนมักคิดว่า การเลือกช่วยคน 5 คนดูจะสมเหตุสมผลกว่าการช่วยชีวิตคนเพียงคนเดียวให้รอดชีวิต แต่จะเป็นอย่างไรถ้าเราเปลี่ยนการสับสวิตช์เพื่อช่วยชีวิต เป็นการผลักผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้นลงไปเพื่อขวางขบวนรถรางแทน—นั่นคือสิ่งที่นักปรัชญาอีกคนอย่างจูดิธ จาร์วิส ทอมสัน (Judith Jarvis Thomson) เสนอไว้ในปี 1985 ซึ่งคำตอบอาจแตกต่างออกไปสิ้นเชิง

โจชัว กรีน (Joshua Greene) ผู้เขียนหนังสือ MORAL TRIBES (แปลเป็นฉบับภาษาไทยในชื่อ ‘พวกฉัน พวกมัน พวกเรา’) เคยทดสอบคำถามชุดนี้กับวิธีการทางประสาทวิทยา เขานำผู้เข้าร่วมการทดสอบเข้าเครื่อง fMRI เพื่อจะได้รู้ว่าสมองของเราทำงานอย่างไรกับ dilemma เหล่านี้ และค้นพบว่าการตัดสินใจที่จะกดสวิตช์เพื่อช่วยคน 5 คน มีความสัมพันธ์กับสมองส่วน prefrontal cortex ที่มักเป็นส่วนที่ส่งผลต่อสติรับรู้และการพิจารณาที่สุขุมเยือกเย็น พูดให้ชัดคือเป็นสมองส่วนเหตุและผล ขณะตัวเลือกที่จะไม่ผลักชายคนหนึ่งลงสู่รางเพื่อช่วยคนอีก 5 คน สัมพันธ์กับสมองส่วน amygdala ที่เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกและความกลัว 

โจชัว กรีน (Joshua Greene)

งานวิจัยของกรีนบอกว่า เหตุผลที่ทำให้อัตราการสับสวิตช์ฆ่าหนึ่งคนเพื่อช่วยอีก 5 คนมีสัดส่วนมากกว่าการผลักผู้ชายคนหนึ่งลงสู่ราง (ที่จริงๆ แล้วผลลัพธ์ก็คือจะมี 5 คนรอดชีวิต และอีกหนึ่งเสียชีวิตเหมือนกัน) นั่นเพราะเราถูกตั้งโปรแกรมชีวภาพทางอารมณ์ที่ทำให้ไม่อยากทำร้ายใครตรงๆ (การสับสวิตช์ไม่ทำให้รู้สึกว่าเราทำร้ายใครโดยตรง)

นั่นหมายถึงว่า จิตสำนึกรู้ทางศีลธรรม (moral intuition) ที่ผู้คนมักเชื่อว่าเราสามารถตัดสินเรื่องทางศีลธรรมได้โดยสัญชาตญาณนั้นอาจไม่มีจริง หรือถ้ามีจริง มันก็ดูเหมือนจะเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทและสถานการณ์ต่างๆ ว่า เราจะตัดสินใจใช้ความรู้สึก หรือเหตุผลในการเลือกมากกว่ากัน

 

“มันคือหนทางหนึ่งที่ช่วยเน้นยำข้อเท็จจริงที่ว่า สุดท้ายแล้วคุณจะเดินไปสู่จุดที่ ‘ต้องเลือก’ ตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง แม้ว่าไม่สามารถทำให้ทุกคนเห็นด้วยได้”

 

ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในโลกจริง

สุดท้ายแล้ว คำตอบของการเลือกตัดสินใจใดๆ อาจไม่มีทั้ง ‘ตัวเลือกที่ดี’ และ ‘ตัวเลือกที่ถูกต้อง’ แต่อาจมีแค่ ‘ตัวเลือกที่ต้องเลือก’ ซึ่งหากพูดกันแบบนี้ การหมกมุ่น และคิดวนเวียนติดหล่มอยู่กับโจทย์ที่เป็น dilemma อันไม่มีคำตอบตายตัวก็ดูจะเสียเวลา และชวนปวดหัวอยู่ไม่น้อย

แต่ในโลกของความจริงแล้ว การยกตัวอย่างคำถามและจำลองสถานการณ์ในทำนองนี้ก็ถูกหยิบมาใช้ในหลากหลายวงการและหลายประเด็น เช่น การทำแท้ง การุณยฆาต หรือการตัดสินใจต้องฆ่าคนบริสุทธิ์สักคนในสงคราม จนถึงการพยายามบรรจุเรื่องของศีลธรรมลงในระบบความคิดของปัญญาประดิษฐ์ ที่กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมนุษย์ในอนาคตอันใกล้ เพื่อพิจารณาการตัดสินใจหนึ่ง จากมุมมองที่หลากหลาย และมองเห็นรายละเอียดของการตัดสินใจนั้นๆ ได้ลึกและชัดเจนยิ่งขึ้น

คริส เกอร์เดส (Chris Gerdes) ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้นำ dilemma ในรูปแบบนี้ไปปรับใช้กับการเรียนรู้การตัดสินใจของรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในสถานการณ์คับขัน เช่น เมื่อรถยนต์กำลังเกิดอุบัติเหตุ และต้องเลือกชนคนคนหนึ่งระหว่างสองคนที่กำลังเดินอยู่บนถนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันควรเลือกชนใคร ซึ่งเอาแค่ว่าระหว่างมนุษย์และสัตว์ก็ยังเป็นการตัดสินใจที่ลำบาก (แม้สุดท้ายส่วนใหญ่คงเลือกช่วยมนุษย์ไว้ก่อน) แต่ถ้าเป็นระหว่างมนุษย์และมนุษย์ด้วยกันล่ะ?

แน่นอน เขายังไม่มีคำตอบ แต่ได้แสดงความคิดเห็นถึง The trolley problem ว่า “มันคือหนทางหนึ่งที่ช่วยเน้นย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า สุดท้ายแล้วคุณจะเดินไปสู่จุดที่ ‘ต้องเลือก’ ตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง แม้ว่าไม่สามารถทำให้ทุกคนเห็นด้วยได้”

 

จงถาม ‘ฉันจะสามารถทำอะไรได้บ้าง?’ แทนที่ ‘ฉันควรเลือกทางไหน’

ในชีวิตจริง ที่เราคงไม่ได้เจอกับสถานการณ์บีบบังคับเอาเป็นเอาตาย จนต้องตัดใจ ‘ต้องเลือก’ ทางใดทางหนึ่งเพียงคำตอบเดียว แต่อาจมีความเป็นไปได้อื่นๆ และตัวเลือกอื่นมากกว่าสองทาง ทิง ซาง (Ting Zhang) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก Harvard Business School แนะนำตัวช่วยง่ายๆ ที่จะทำให้ไม่ต้องปีนบันไดไปปวดหัวกับเรื่องราวเชิงอภิปรัชญาว่า ให้เราถามว่า ‘ฉันจะสามารถทำอะไรได้บ้าง?’ ในสถานการณ์เหล่านี้ แทนที่จะถามว่า ‘ฉันควรเลือกทางไหน’

“เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้คนต่อสู้กับภาวะกระอักกระอ่วนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเชิงศีลธรรม พวกเขามักหมกมุ่นกับคำถามที่ว่า พวกเขาควรเลือกทางไหน อย่างไรก็ตาม การกระโดดไปสู่คำถามว่า ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง ก็จะช่วยให้พวกเขาค้นพบความเข้าใจด้านศีลธรรมและทางออกอื่นๆ”

และแม้ว่า เราจะไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์สำหรับคำถามเชิง dilemma เหล่านี้ แต่สิ่งที่เราทุกคนสามารถหวังได้คือการใช้ประโยชน์จากมันในฐานะเครื่องมือทางปรัชญาในทำนองเดียวกับวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ เพื่อเปิดพื้นที่ในการสนทนาถึงตัวเลือกที่ ‘ถูกต้องอันหลากหลาย’ ซึ่งเคลื่อนไหวเปลี่ยนรูปอยู่ตลอดเวลาเป็นอัตวิสัย

กับบางเรื่อง เราอาจไม่จำเป็นต้องค้นพบคำตอบ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือการยอมเสียเวลาสักนิดเพื่อพิจารณา และไม่ยอมปล่อยให้ ‘ตัวเลือก’ ‘ศีลธรรม’ และ ‘ความถูกต้อง’ หรืออะไรทำนองนี้ เป็นสิ่งที่ถูกจำกัดและสงวนไว้กับค่านิยมเพียงชุดใดชุดหนี่ง จนกลายเป็นของเก่าตกยุคอยู่ในเวลาอันดึกดำบรรพ์ — เพื่อมีชีวิต การปวดหัวกับการขบคิดอะไรเสียบ้าง คงไม่ได้หนักหนาจนเกินไป

ก็เหมือนกับที่นักปรัชญาชาวอังกฤษ เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) พูดอย่างติดตลกไว้ว่า “จุดประสงค์ของปรัชญาคือการเริ่มต้นจากบางอย่างที่ดูสามัญธรรมดา และดูเหมือนไร้ค่าจะกล่าวถึง จนนำไปสู่บางสิ่งที่ช่างขัดแย้งกันเองชวนปวดหัว ซึ่งยากที่ใครจะเชื่อได้”

 

อ้างอิง

  • Lauren Cassani Davis. Would You Pull the Trolley Switch? Does it Matter?. https://bit.ly/2S8LtUc
  • Rupert Taylor. 5 Philosophical Dilemmas Without Clear Answers. https://bit.ly/3cHs4mV
  • Laura D’Olimpio. The trolley dilemma: would you kill one person to save five?. https://bit.ly/3cK2jCh
  • friesian.com. Some Moral Dilemmas. https://bit.ly/2EPepxA
  • Nick Kay and Erin Skinner. Hearts and Minds: How We Think About Moral Dilemmas. https://bit.ly/2HAHHAS
  • Academy of Management. Facing an Ethical Dilemma? Try This Approach. https://bit.ly/3jhBesz
  • Omid Panahi. Could There Be A Solution To The Trolley Problem?. https://bit.ly/3n74cO7

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...