โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

แก๊สน้ำตา ไม่ใช่แค่แสบตา งานวิจัยชี้ อันตราย กว่าที่คิด

the Opener

เผยแพร่ 13 ส.ค. 2564 เวลา 14.07 น. • กองบรรณาธิการ The Opener

ภาพอาการบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตาของ 'ลูกนัท' หรือ 'ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย' อดีตผู้ชุมนุม กปปส. ซึ่งล่าสุดได้เข้าร่วมการประท้วงของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลชุดปัจจุบัน อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นการบาดเจ็บที่เกิดจาก 'กระสุนยาง' เพราะถึงขั้น 'เลือดตกยางออก' ต่างจากภาพผู้ชุมนุมที่โดนควันแก๊สน้ำตาซึ่งเคยเป็นภาพข่าวตามปกติ

ในความเป็นจริงแล้ว มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งในต่างประเทศที่ศึกษาเรื่องความปลอดภัยของการใช้แก๊สน้ำตาในการสลายชุมนุม และพบว่าแก๊สน้ำตาที่ดูเหมือนไม่เป็นอันตรายนั้น มีผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตมากกว่าที่คิด เพราะนอกจากจะเป็นสารเคมีที่ส่งผลระคายเคืองต่อร่างกายแล้ว แรงกระแทกจากกระป๋องที่ใช้บรรจุอาจทำให้ผู้ที่โดนถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการได้

แก๊สน้ำตาไม่ใช่แก๊ส 

ข้อมูลจากจุลสารพิษวิทยาของศูนย์พิษวิทยา คณะวิทยาแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า แก๊สน้ำตาถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกในเยอรมนีเมื่อปี ค.ศ.1869 เพื่อใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และภายหลัง "เป็นอาวุธเคมีที่ถูกห้ามใช้ในสงครามตามสนธิสัญญาเจนีวา (Geneva Protocol) แต่มีข้อยกเว้นให้ใช้สลายการชุมนุมของฝูงชน" ซึ่งแม้จะเป็นสารพิษที่ไม่มีพิษร้ายแรง แต่ทำให้การระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อที่สัมผัส 

นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เคยกล่าวผ่านสื่อเช่นกันว่า “แม้แก๊สน้ำตาจะไม่มีอันตรายมาก แต่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดหรือถุงลมโป่งพองอยู่เดิม-นอกจากนี้ ยังมีรายงานการเสียชีวิตจากการใช้แก๊สน้ำตา เนื่องจากการมีปอดบวมน้ำ เลือดออกในปอด ปอดอักเสบ หรือการขาดอากาศหายใจ หรืออาจเสียชีวิตได้”

ส่วนสารเคมีที่ใช้ผลิตแก๊สน้ำตามี 2 ชนิดหลัก คือ 1. คลอโรอะซีโตฟีโนน (chloroacetophenone) หรือ CN และ 2. ออโท-คลอโรเบนซิลิดีนมาโลไนไตรล์ (ortho-chlorobenzylidene malononitrile) หรือ CS แต่อย่างหลังถูกใช้ในการผลิตอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนในปัจจุบันมากกว่าอย่างแรก และในความเป็นจริง สารทั้งสองตัวไม่ใช่แก๊ส แต่เป็นของแข็งและของเหลวที่ถูกทำให้กระจายเป็นควันด้วยระบบสเปรย์หรือแรงอัดจากลูกปรายที่ถูกบรรจุอยู่ในกระป๋องโลหะหรือพลาสติกแข็ง (tear gas canister หรือ cartridge)

งานวิจัยชี้ อันตรายจากแก๊สน้ำตา มีผลถึงขั้นเสียชีวิตได้

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้มีการศึกษาวิจัยผลกระทบของสารเคมีที่ใช้ในการผลิตแก๊สน้ำตาว่ามีผลระยะยาวต่อผู้ชุมนุมหรือผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากการสลายชุมนุมหรือไม่ อย่างไร

กรณีฮ่องกง มีรายงานในเว็บไซต์ South China Morning Post ระบุคล้ายกับรองอธิบดี สพฉ.ว่าเด็กผู้สูงอายุ ผู้มีอาการโรคหอบหืด และผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ได้รับผลกระทบจากแก๊สน้ำตารุนแรงกว่าคนหนุ่มสาวที่เข้าร่วมการชุมนุม และการยิงแก๊สน้ำตาในพื้นที่ชุมชน ส่งผลต่อคนกลุ่มเปราะบางอย่างไม่มีทางเลี่ยง 

สื่อฮ่องกงยังได้อ้างอิงกรณีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวโยงกับแก๊สน้ำตา 2 รายในประเทศบาห์เรนและเนปาล โดยรายแรกขาดอากาศจนหยุดหายใจ เพราะถูกลูกหลงจากแก๊สน้ำตาที่ตำรวจยิงเข้าไปในบ้านพัก ส่วนรายที่สองเสียชีวิตจากอาการสมองบาดเจ็บร้ายแรงหลังกระป๋องแก๊สน้ำตากระแทกศีรษะ

นอกจากนี้ยังมีผลศึกษาวิจัยในเว็บไซต์สำนักงานสาธารณสุขแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2560 ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง 31 ชิ้น จาก 11 ประเทศ อ้างอิงการตรวจรักษาและชันสูตรศพผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับแก๊สน้ำตา 5,131 ราย โดยนอกเหนือจาก 2 รายที่เสียชีวิต ยังมีผู้พิการถาวรอีก 58 ราย และผู้บาดเจ็บร้ายแรงคิดเป็น 8.7% ของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบที่ผิวหนัง ดวงตา ถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น และมีอาการเกี่ยวกับสมอง

ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยดังกล่าวจึงสรุปว่า แม้สารเคมีที่ใช้ในแก๊สน้ำตาจะไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่ก็เป็นอาวุธเคมีที่ต้องใช้งานอย่างจำกัด และการใช้งานแก๊สน้ำตากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นข้อมูลอ้างอิงในงานวิจัยส่วนใหญ่มีแนวโน้มว่าเป็นการใช้งานในทางที่ผิด (misuse) เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้งานแก๊สน้ำตาจะต้องได้รับการฝึกอบรมให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการใช้สารเคมีเหล่านี้อาจมีผลอย่างไรบ้างต่อผู้ชุมนุม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...