โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัคซีน vs อาวุธ สงครามและความตาย!/ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 ส.ค. 2564 เวลา 02.01 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2564 เวลา 02.01 น.

ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

 

วัคซีน vs อาวุธ

สงครามและความตาย!

“ความผิดพลาดที่สำคัญที่สุดคือ การไม่ยอมรับว่า คนเราก็มีแนวโน้มที่จะทำความผิดพลาดได้”

ลิดเดล ฮาร์ต (นักยุทธศาสตร์ชาวอังกฤษ)

 

สังคมไทยจากปี 2563 ถึง 2564 เป็นเสมือนอยู่ในภาวะสงคราม ในแต่ละวันมีจำนวนตัวเลขของผู้เสียชีวิตอย่างคาดไม่ถึง

เสมือนว่าสังคมในแนวหลังรอฟังข่าวจากแนวหน้า วันนี้จะมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเท่าใด

สังคมไทยอาจเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ ที่มีจำนวนการบาดเจ็บและเสียชีวิตในแต่ละวันปรากฏในรายงานข่าว แต่ครั้งนั้นผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นทหาร ตำรวจ และเป็นการสูญเสียที่เกิดขึ้นในพื้นที่การรบจริงๆ

สงครามจบลงนานมากแล้ว… สงครามเย็นในสังคมไทยสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในปี 2526 นานจนเราแทบไม่มีจินตนาการถึงการสูญเสียของผู้คนจำนวนมากในสังคม แม้มีการสูญเสียเกิดในช่วงสงกรานต์ แต่เป็นเพียงระยะเวลาไม่กี่วันในช่วงเทศกาลเท่านั้น

แต่สงครามที่เรากำลังเผชิญร่วมกันในวันนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติ และยังมองไม่เห็นว่าจบลงเมื่อใด หากยังคงมีการสูญเสียเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้ผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือนที่เป็นคนทั่วไป และสาเหตุของการสูญเสียไม่ใช่การรบ กระนั้นระดับของการสูญเสียที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็นเหมือนสงครามในตัวเอง เพราะมีระดับของการสูญเสียมาก

หากกล่าวในเชิงเปรียบเทียบแล้ว เราอาจจะอยู่ในภาวะสงครามจริง

แต่ไม่ใช่สงครามการทหารที่บรรดานักการทหารคุ้นเคย

ครั้งนี้ไม่ใช่ “สงครามนอกแบบ” เช่นที่เกิดในชนบทไทย

หรือไม่ใช่ “สงครามตามแบบ” ที่สอนตามหลักสูตรในโรงเรียนทหาร

หากสังคมไทยวันนี้กำลังเผชิญกับ “สงครามโรคระบาด” เช่นที่สังคมอื่นๆ ทั่วโลกต้องเผชิญไม่แตกต่างกัน

เป็นสงครามที่ท้าทายต่อการดำรงอยู่ทั้งของชีวิตและของสังคมเป็นอย่างยิ่ง

การบริหารจัดการของรัฐในวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นสงครามการทหารหรือสงครามโรคระบาดเป็นประเด็นสำคัญ

และผู้นำรัฐในสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องรู้ในเบื้องหลังว่า อะไรคือความเร่งด่วน… อะไรที่ควรมาก่อน

 

อาวุธ vs โรคระบาด!

แล้วข้าศึกก็เปิดการโจมตีสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง จนเห็นถึงการสูญเสียอย่างไม่คาดคิด โดยในวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นถึง 9,692 คน และมีผู้เสียชีวิต 67 คน และต่อมาในวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม เป็นครั้งแรกที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อทะยานขึ้นหลักหมื่นถึง 10,082 คน และมีผู้เสียชีวิต 141 คน เสาร์ที่ผ่านมาจึงเป็นวันแรกในเชิงสถิติที่ตัวเลขคนติดเชื้อเกินหลักหมื่น และผู้เสียชีวิตเกินหลักร้อย และในวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม ผู้ติดเชื้อขยับขึ้นเป็น 11,397 คน และมีผู้เสียชีวิต 101 คน ไม่มีใครกล้าคาดเดาว่า ตัวเลขของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจะลดจำนวนลงจนอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้เมื่อใด

ในขณะที่สงครามโรคระบาดยังคงมีความรุนแรงและขยายวงกว้าง สังคมมีความกังวลอย่างมากกับการขยายจำนวนของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตนั้น กลับมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอีกแบบคือ รัฐบาลโดยกองทัพเรือมีความพยายามอย่างมากที่จะผลักดันการเสนอขอจัดซื้อเรือดำน้ำจำนวน 2 ลำเข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภา ซึ่งมูลค่าของการจัดซื้อครั้งนี้สูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท

คาดเดาไม่ยากเลยว่า การผลักดันของกองทัพเรือครั้งนี้จะต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงแน่นอน ซึ่งกองทัพเรือเองก็เคยเผชิญกับกระแสต่อต้านเรือดำน้ำลำแรกมาแล้ว

แต่ผู้นำทหารไทยดูจะเชื่อมั่นในอำนาจทางการเมืองที่มี และอาจเชื่อง่ายๆ ว่า “ทหารจะทำอะไรก็ได้ในสังคมไทย!” เพราะผู้นำกองทัพมีมวลชนขวาจัดส่วนหนึ่งเป็นฐานเสียงหลักที่พร้อมจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่านับจากการรัฐประหารที่เกิดทั้งในปี 2549 และปี 2557 นั้น สังคมไทยอ่อนแอและไม่สามารถต้านทานการใช้อำนาจทางการเมืองของทหารได้ ทหารใช้อำนาจในการเป็น “ผู้ควบคุมสังคม” และยังใช้อำนาจจัดการกับผู้เห็นต่างมาแล้วในหลายกรณี จนกลายเป็นการใช้อำนาจเพื่อ “สร้างความกลัว”

เพราะไม่ใช่เพียงการใช้อำนาจของทหารเท่านั้น หากยังมี “กลไกลอำนาจรัฐขวาจัด” ที่คอยสนับสนุน เช่น กลไกทางกฎหมายและกระบวนการตุลาการ

ผู้นำทหารเชื่อว่า ผู้นำทหารไทยไม่จำเป็นต้อง “ฟังเสียงค้าน” ของสังคม และสร้างความเชื่ออีกส่วนว่า คนที่ค้านทหารเป็นพวก “ไม่รักชาติ”…

ผู้นำทหารไทยสถาปนาตัวเองเป็นชาติ และสร้างความเชื่อให้สังคมต้องคล้อยตาม

เงื่อนไขเช่นนี้จึงเอื้อให้เกิดกระบวนการสร้างอำนาจของทหารในทางการเมือง โดยเฉพาะเอื้อให้ผู้นำทหารสร้างอำนาจผ่านกระบวนการยุทธศาสตร์ของประเทศ

ดังตัวอย่างของ “ยุทธศาสตร์ 20 ปี” ซึ่งไม่ใช่ยุทธศาสตร์ชาติ แต่เป็นกลไกเชิงอำนาจของทหาร และเป็นข้อกำหนดที่ไม่รองรับต่อความเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์

 

นิยามความมั่นคง

ในการประกอบสร้างชุดความคิดทางการเมืองว่า ผู้นำทหารเป็นตัวแทนของ “ความเป็นชาติ” นั้น ผู้นำทหารจึงสร้างความเชื่อและวาทกรรมให้สังคมต้องยอมรับอีกว่า “ผลประโยชน์ของผู้นำทหารคือผลประโยชน์ของชาติ”…

แน่นอนว่าวาทกรรมทหารชุดนี้เป็นเพียง “ภาพลวงตา” เพราะหลายครั้งที่พบว่า ผลประโยชน์ของผู้นำทหารเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติ

ยิ่งเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์แล้ว สังคมดูจะมีความคลางแคลงใจอย่างมากว่า อาวุธถูกจัดซื้อเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติจริงหรือไม่?

ในความเป็นจริงแล้ว ผู้นำทหารอาศัยอำนาจทางการเมืองของกองทัพสร้างให้ตัวเองเป็นผู้กำหนดสิ่งที่เรียกว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติ”… ผลประโยชน์แห่งชาติจึงถูกนิยามโดยผู้นำทหาร และอาวุธที่ถูกจัดซื้อก็อยู่ในกระบวนการนิยามของผู้นำทหาร และผู้คัดค้านจะถูกนิยามว่าเป็น “พวกชังชาติ” จนกลายเป็นวาทกรรมของนักชาตินิยมขวาจัดไทยว่า รักชาติ คือ “รักผู้นำทหาร-รักรัฐประหาร-ชังประชาธิปไตย-ชังนักการเมือง”

ซึ่งปัจจัยทั้งสี่ประการเช่นนี้คือ รากฐานสำคัญของ “วาทกรรมสลิ่ม” ในการเมืองไทยปัจจุบันนั่นเอง

ดังนั้น สำหรับผู้นำทหารการเมืองไทยแล้ว ผู้รักชาติจะต้องเป็น “ผู้สนับสนุน” ทหารในทุกเรื่องทุกประเด็น

ขณะเดียวกันความเป็นผู้รักชาติเช่นนี้ก็จะต้องทำตัวให้เป็น “คนว่านอนสอนง่าย” ที่จะไม่คัดค้านการตัดสินใจของผู้นำทหาร

และไม่ว่าการตัดสินใจที่เกิดขึ้นนั้น จะเป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติ” อย่างแท้จริงหรือไม่ก็ตาม ทั้งจะต้องไม่ตั้งคำถามกับผู้นำทหารด้วย

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ผู้นำทหารมักเชื่อมั่นในความสำเร็จของการประกอบสร้างชุดความคิดแบบขวาจัดที่ผ่าน “การโฆษณาชวนเชื่อ” และเชื่อว่าพวกเขามีมวลชนเป็นฐานรองรับทางการเมือง โดยเฉพาะมวลชนขวาจัดทำหน้าที่เป็นฐานสนับสนุนหลักในการมีบทบาททางการเมืองของผู้นำกองทัพ

ดังนั้น เมื่อผู้นำทหารตัดสินใจซื้ออาวุธในยามที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโคคิด-19 พวกเขาจึงต้องพยายามสร้างวาทกรรมในเรื่องของการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ

แต่มาวันนี้ สังคมเริ่มตั้งคำถามอย่างมากว่า การจัดซื้ออาวุธเกิดเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาตินั้น เป็นจริงเพียงใด

เพราะผลประโยชน์หลักของประเทศไทยมีประการเดียวคือ การปกป้องสังคมจากโรคระบาด…

จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อที่เกิดตั้งแต่วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็น “สัญญาณภัยด้านความมั่นคง” ที่ผู้นำทหารควรต้องใส่ใจ ทั้งยังอาจจะต้องทำความเข้าใจกับประเด็นปัญหาความมั่นคงใหม่ โดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19 ทำให้ปัญหา “ความมั่นคงด้านสาธารณสุข” เป็นภัยคุกคามมากกว่าปัญหา “ความมั่นคงทางทหาร”

และยังต้องตระหนักอย่างมากด้วยว่า โรคระบาดเป็นปัญหาที่มีความเร่งด่วนที่ต้องการการแก้ไข การขาดการจัดลำดับความเร่งด่วนของผู้นำทหารที่เป็นรัฐบาลกำลังเป็นวิกฤตในตัวเอง

สถานะด้านความมั่นคงไทยวันนี้คือ ประเทศเผชิญกับ “สงครามโรคระบาด” ไม่ใช่ “สงครามการทหาร” ในแบบที่ผู้นำทหารไทยชอบโฆษณาชวนเชื่อ

อาวุธที่สังคมต้องการมากที่สุดในยามนี้คือ “วัคซีน” ไม่ใช่เรือดำน้ำ รถถัง หรืออาวุธอื่นๆ

และปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงคือ การสร้าง “ภูมิคุ้มกันโรค” ให้คนในสังคม แต่ผู้นำทหารก็ยังยืนที่จะซื้ออาวุธ โดยไม่มีความชัดเจนว่าใครคือข้าศึก… ภัยคุกคามทางทหารของไทยคืออะไร?

ที่ต้องถามเช่นนี้เพราะสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงในภูมิภาคเปลี่ยนแปลงไป จนชุดความคิดเก่าที่ยึดอยู่กับทัศนะความมั่นคงแบบเก่าไม่รองรับความเป็นจริงในทางการเมืองและความมั่นคง

คำถามที่สำคัญในส่วนของกองทัพเรือคือ ใครคือข้าศึกทางทะเลของไทย… ความมั่นคงทางทะเลของไทยคืออะไร?

ชุดความคิดเก่าที่เชื่อว่ากองทัพไทยจะต้องรบกับข้าศึกที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านนั้น เป็นเพียงการสร้าง “วาทกรรมทหาร” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการซื้ออาวุธ ทั้งที่ในบริบทของการเมืองในภูมิภาค เพื่อนบ้านอาจเป็นคู่แข่งขันในทางเศรษฐกิจของไทย แต่เพื่อนบ้านไม่ใช่ข้าศึกในทางทหาร

และทหารไทยอาจต้องเลิกคิดที่จะรบกับเพื่อนบ้าน

แต่รัฐบาล/ทหารจะต้องคิดแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยนโยบายทางการเมือง

 

ยุทธศาสตร์กำหนดอาวุธ

คําถามทางยุทธศาสตร์ไม่เคยถูกตอบอย่างจริงจังในกระบวนการทำนโยบายว่า รัฐบาลไทยจะมองว่าใครคือข้าศึกในยุทธศาสตร์ชาติ ในทำนองเดียวกันอะไรคือภัยคุกคามทางทะเลในยุทธศาสตร์ชาติ

การไม่มีคำตอบอย่างเป็นจริง จึงเปิดโอกาสให้ผู้นำทหารเป็น “ผู้นิยาม” ทุกอย่าง บางครั้งการกำหนดที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างเลื่อนลอย และไม่ต้องการความชัดเจนในทางความคิด เพื่อทำให้การซื้ออาวุธเป็นตัวกำหนดยุทธศาสตร์

การจัดซื้อเรือดำน้ำจึงเป็นเสมือนการออกแบบยุทธศาสตร์ทางทะเล โดยมีอาวุธเป็นตัวกำหนด เพราะหากพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า ทหารไทยเอาความต้องการอาวุธเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์ทหาร

อันเป็นกระบวนการคิด “กลับหัวกลับหาง” ที่เชื่อว่า อาวุธกำหนดยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์กำหนดอาวุธ เพราะในสถานการณ์ความมั่นคงปัจจุบันที่ภัยคุกคามทางทหารที่ประเทศเผชิญอยู่ในระดับต่ำ

แต่ข้าศึกที่น่ากลัวและเปิดการเข้าตีอย่างต่อเนื่องคือ “เชื้อโควิด-19″…

ข้าศึกที่เป็นเชื้อโรคเปิดการโจมตีสังคมไทยอย่างรุนแรง มีผู้คนเสียชีวิตและติดเชื้อเป็นจำนวนมาก จนสังคมไทยอาจ “ล่มสลาย” ได้ไม่ยาก

แต่ผู้นำทหารไทยยังต้องการซื้ออาวุธโดยขาดข้อพิจารณาทางยุทธศาสตร์ที่เป็นจริง

การจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นคำยืนยันที่ชัดเจนว่าผู้นำทหารไทยไม่มีชุดความคิดทางยุทธศาสตร์อื่นใด นอกจากซื้ออาวุธ

การซื้ออาวุธในท่ามกลางการเสียชีวิต ติดเชื้อ และความยากจนของคนในสังคม จึงเป็นคำถามที่ทำให้สังคมกังขากับกองทัพอย่างมาก…

เรืออาจจะดำน้ำได้ แต่กองทัพเรือจมน้ำไปแล้วในความรู้สึกของคนไทย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...