โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค้นความลับใต้ภาพ "โมนาลิซา" นักวิทยาศาสตร์พบภาพร่างปริศนาซ่อนอยู่

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 เม.ย. 2566 เวลา 02.51 น. • เผยแพร่ 14 เม.ย. 2566 เวลา 05.20 น.

โมนาลิซา ผลงานชิ้นเอกของ ลีโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci) ศิลปินระดับตำนานของโลกเป็นที่ชื่นชมของคนหลายรุ่นมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการสร้างงานชิ้นนี้ยังมีนักวิชาการหลายแขนงพยายามค้นหาคำตอบกันจนถึงวันนี้

เช่น มีรายงานผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่ศึกษาผลงานชิ้นนี้มาอย่างยาวนานออกเผยแพร่ในสื่อต่างประเทศ ผลการศึกษาครั้งล่าสุดบ่งชี้ว่า ศิลปินชื่อก้องโลกเขียนภาพ โมนาลิซา (Mona Lisa) โดยเขียนบนภาพร่างปริศนาที่สเกตช์จากถ่านอีกชิ้นหนึ่ง

นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาผลงานศิลปะระดับโลกมีนามว่า ปาสคาล ค็อตเต (Pascal Cotte) เขาศึกษาภาพโมนาลิซา มาตั้งแต่ปี 2004 เมื่อพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ให้เขาใช้เทคโนโลยีถ่ายภาพชั้นสูงโดยกล้องถ่ายภาพแบบ multispectral จากนั้นใช้เทคโนโลยีขยายชั้นผิวแต่ละชั้นออกมา ซึ่งจะช่วยให้เห็นรายละเอียดของผลงานเพื่อค้นหารายละเอียดแต่ละชั้นข้างใต้ภาพ

ค็อตเต ใช้เวลาศึกษาภาพจากการสแกนนับพันชิ้น และใช้เวลาวิเคราะห์ประมวลผลอีกนับสิบปี โดยทำงานร่วมกับนักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ด้วยความหวังว่าจะสามารถไขปริศนา และทำความเข้าใจกับสิ่งที่ยังไม่สามารถหาคำตอบเกี่ยวกับภาพนี้ได้

ด้วยความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีอันทันสมัย ทำให้นักวิทยาศาสตร์รายนี้พบร่องรอยของลายเส้นที่ใช้ถ่านในจุดที่มีสีอ่อนในภาพ

จากผลการวิเคราะห์แล้ว ค็อตเต ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า ทีมงานเข้าใจว่าภาพโมนาลิซาเป็นผลงานที่ใช้เวลาสร้างสรรค์ยาวนาน อาจกินเวลาร่วมทศวรรษ ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน และเชื่อว่า ดาวินชีสร้างผลงานชิ้นนี้โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า spolvero อันทำให้เขาสามารถถ่ายโอนภาพสเกตช์จากกระดาษมาสู่ผ้าใบ โดยใช้ผงถ่านเพื่อสร้างชิ้นงาน “โมนาลิซา” นั่นเอง

ค็อตเต ระบุว่า กระบวนการ spolvero เป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนรูปโฉมผลงานจากภาพสเกตช์ไปแบบสิ้นเชิง รายงานข่าวจาก ARTnews ระบุว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกที่พบว่าภาพวาดระดับโลกใช้เทคนิค spolvero และยังทำให้จินตนาการไปไกลกว่านั้นได้อีกว่า สมมติฐานเรื่องกระดาษที่วาด “โมนาลิซา” โดยฝีมือของดาวินชี มีตัวตนอยู่จริงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่าเดิม และพอจะเป็นอีกชุดข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ภาพร่างในกระดาษนั้นอาจวางตำแหน่งท่วงท่าแตกต่างกับภาพ “โมนาลิซา” ที่คนในปัจจุบันคุ้นเคย เนื่องจากข้อมูลที่พบในภาพสเกตช์ร่างนั้น บ่งชี้แล้วว่า ดาวินชี เปลี่ยนแปลงการวางองค์ประกอบภาพ (compose) กับชิ้นงานขั้นสุดท้าย

(คลิกชมภาพสแกนที่เปิดเผยรายละเอียดเส้นร่างข้างใต้ที่นี่)

นอกจากนี้ ภาพสแกนยังพบข้อมูลที่ยังไม่เคยถูกพูดถึงก่อนหน้านี้ จากผลการตรวจสอบภาพจะพบ “ที่หนีบผม” ชิ้นเล็กๆ อยู่ด้านบนศีรษะโมนาลิซา ซึ่งหากตีความตามสมมติฐานว่าชิ้นส่วนที่ปรากฏบนภาพสแกนเป็น “ที่หนีบผม” รายละเอียดนี้ขัดแย้งกับลักษณะของฟลอเรนซ์ในช่วงที่เชื่อว่าภาพโมนาลิซา ถูกเขียนขึ้น (นักวิชาการส่วนหนึ่งสันนิษฐานว่าภาพถูกเขียนขึ้นระหว่าง 1503-1519) โดยเขามองว่า ฟลอเรนซ์ในช่วงนั้นยังไม่ได้มีแฟชั่นลักษณะนี้ ผู้คนในช่วงเวลานั้นล้วนแต่งกายที่สะท้อนถึงวิชาชีพของตัวเอง

ค็อตเต วิเคราะห์ว่า “ที่หนีบผม” บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ว่า ผลงานของดาวินชี ไม่ได้เป็นภาพวาดบุคคล (portrait) แต่เป็นภาพวาดเชิงเปรียบเทียบ หรืออาจเป็นการตีความว่าด้วยผู้หญิงที่เหนือจินตนาการ ทำนอง “เทพธิดา” ก็เป็นได้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่**

อ้างอิง:

Cascone, Sarah. “A Hidden Drawing Lies Beneath the ‘Mona Lisa,’ New Ultra-High-Resolution Images Reveal”. Artnet. Online. Published 28 SEP 2020. Access 2 OCT 2020.

SAUNDERS, JOSH. “Leonardo da Vinci secret: Mona Lisa’s hidden detail discovered by high-tech camera”. Express. Online. Published 24 SEP 2020. Access 2 OCT 2020.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 ตุลาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...