โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“กองหุ้นจีน” แชมป์ผลงานแย่สุดปีฉลูเฉลี่ย -12.85%...ปีเสือแนะลุยหุ้นคุณภาพในตลาด “สหรัฐ-ยุโรป-เวียดนาม’ !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 04 ส.ค. 2566 เวลา 21.07 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 10.04 น. • สรวิศ อิ่มบำรุง

เคยพาไปดูที่สุด “กองทุนที่มีผลงานดีสุด” ในแต่ละกลุ่มของปี21 กันมาแล้ว ในครั้งนี้จะพามาดู 10 ที่สุด “กองทุนที่มีผลงานแย่สุด” ในแต่ละกลุ่ม (Worst in Class) ในปีที่ผ่านมากันบ้าง
มี “กองทุนไทย” ติดอันดับมาด้วย 1 ในกลุ่ม ‘Aggressive Allocation’ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่ติดอยู่ในกองทุนที่มีผลงานดีสุดเช่นเดียวกัน
ที่เหลืออีก 9 ประเภท เป็น “กองทุนต่างประเทศ” ทั้งหมด โดยกองทุนที่มีผลงานแย่สุดในปี21 ที่ผ่านมา อยู่ในกลุ่ม ‘กองหุ้นจีน’ มีผลตอบแทน -37.57% เลยทีเดียว
ถ้าเลือกกองทุนผิด โอกาสที่การลงทุนระยะสั้นจะได้ผลลัพธ์ที่ “ติดลบ” ก็มีเช่นเดียวกัน ขึ้นกับภาวะตลาดการลงทุนของสินทรัพย์นั้นๆ เป็นสำคัญ
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีบทสรุปของ 10 ที่สุด “กองทุนที่มีผลงานแย่สุด” ในปีฉลูมาฝากกัน

“กองหุ้นจีน” ผลตอบแทนเฉลี่ยแย่สุดในปี21 ติดลบ -12.85%

จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสาร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า ในปี21 ที่ผ่านมานั้น กลุ่มกองทุนที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบมีทั้งหมด 8 ประเภทด้วยกัน ประกอบด้วย ‘กองหุ้น’ 3 ประเภท, ‘กองสินทรัพย์ทางเลือก’ 2 ประเภท, ‘กองตราสารหนี้’2 ประเภท และ ‘Capital Protection’อีก 1 ประเภท

โดย “กองหุ้นจีน” ผลตอบแทนเฉลี่ยแย่สุด -12.85% ตามมาด้วย “กองทริกเกอร์ฟันด์-หุ้นต่างประเทศ” -7.70%ถัดมาเป็น “กองตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” ผลตอบแทนเฉลี่ย -4.60%, “กองเทอร์มฟันด์ต่างประเทศ” -3.73%
“กองหุ้นตลาดเกิดใหม่” -3.39%, “กองทุนทองคำ” -2.30%, “Capital Protection” -0.43% และสุดท้าย “Property Indirect” -0.22%

BCAP-CTECH” แชมป์กองทุนผลงานแย่สุดในปี21…ผลตอบแทนติดลบ -37.57%

จากการสำรวจ 10 “กองทุนที่มีผลงานแย่สุด” ในแต่ละกลุ่มของปี21 นั้น พบว่า เป็นกลุ่ม “กองทุนไทย” 1 กอง ได้แก่ ‘Aggressive Allocation’ และ “กองทุนต่างประเทศ” 9 กอง ประกอบไปด้วย ‘กองสินทรัพย์ทางเลือก’ 1 กอง ได้แก่ กองทุนทองคำ ‘กองหุ้น’ มีทั้งที่ลงทุนในภูมิภาค, ประเทศ, Thematic และ Asset Allocation
โดย 6 กองทุนที่มีผลงานแย่สุดในปี21 มีผลงานติดลบมากกว่า -16% ทุกกอง นำมาโดย
อันดับ1 “กองทุนเปิดบีแคป ไชน่า เทคโนโลยี (BCAP-CTECH)” ของ ‘บลจ.บางกอก แคปปิตอล’ ในกลุ่มกองหุ้นจีน ทำผลตอบแทนในปี21ติดลบไปมากสุด -37.57%
“กองทุนมีนโยบายเน้นเน้นลงทุนในหุ้นบริษัทจีนที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมข้างต้น ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป เพื่อให้มี net exposure โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80%ของ NAV”
อันดับ2 “กองทุนเปิด วี ออนไลน์ ช้อปปิ้ง แอนด์ เพย์เม้นท์ (WE-OSHOP)” ของ ‘บลจ.วี’ เป็น Thematic Fund ในกลุ่มกองหุ้นโลก ผลตอบแทนปี21 ติดลบ -27.76%“กองทุนมีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหรือได้รับประโยชน์จากการเติบโตจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในด้านการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซื้อของผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิเช่น อีคอมเมิร์ซ (e-commerce) ทั้งทางตรงและทางอ้อมหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมข้างต้น ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป เพื่อให้มี net exposure โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80%ของ NAV”

อันดับ3กองทุนเปิดเค เอเชีย คอนโทรล โวลาติลิตี้ (K-ASIACV)” ของ ‘บลจ.กสิกรไทย’ อยู่ในกลุ่มกองหุ้นเอเชีย ทำผลตอบแทนในปี21 ติดลบไป -20.08%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุนต่างประเทศตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยกองทุนต่างประเทศมีนโยบายนลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ และหลักทรัพย์อื่นๆ ที่จดทะเบียนหรือซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย หรือผู้ออกตราสารดังกล่าวมีการดำเนินธุรกิจหรือตั้งถิ่นฐานหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในภูมิภาคเอเชีย มีการควบคุมความผันผวนของกองทุนโดยจะปรับสัดส่วนการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน”
อันดับ4 “กองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล ดิจิตอล เฮลธ์ อิควิตี้ (TGHDIGI)” ของ ‘บลจ.ทิสโก้’ เป็น Thematic Fund ในกลุ่มกองหุ้นสุขภาพโลก ผลตอบแทนปี21 ติดลบ -19.52%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก ‘CS (Lux) Global Digital Health Equity’ ชนิดหน่วยลงทุน IB USD (กองทุนหลัก) ซึ่งมีนโยบายการลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนในตราสารทุน หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน และใบแสดงสิทธิต่างๆ ที่ออกโดยบริษัทที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการแพทย์ (Digital Health) ทั่วโลก”
อันดับ5 “กองทุนเปิด บริค (BRIC)” ของ ‘บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)’ อยู่ในกลุ่มกองหุ้นตลาดเกิดใหม่ ทำผลตอบแทนในปี21 ติดลบ-16.87%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนใน ‘iShares BRIC 50 UCITS ETF’ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยกองทุนหลักมุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี FTSE BRIC 50 Net of Tax Index (ดัชนีอ้างอิง) โดยลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นตามดัชนีอ้างอิง ซึ่งเป็นดัชนีที่วัดผลการดำเนินงานของหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากที่สุด 50 ตัวแรกในกลุ่มประเทศ BRIC ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศที่น่าจับตามอง ได้แก่ ประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน”
และอันดับ6 “กองทุนเปิดทิสโก้Next Generation Internet-ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป (TNEXTGEN-A)” ของ ‘บลจ.ทิสโก้’ อยู่ในกลุ่มกองหุ้นเทคโนโลยี ผลตอบแทนในปี21 ติดลบ -16.52%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุน ‘ARK Next Generation Internet ETF’ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV โดยกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนอย่างน้อย 80% ของ NAV ในตราสารทุนทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ของบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับธีม Next Generation Internet”

SCB CIO” แนะลงทุนหุ้น “Quality growth” ในตลาด ‘ยุโรป-สหรัฐ-เวียดนาม’

ในขณะที่ ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ” ผู้อำนวยการอาวุโส SCB Chief Investment Office (SCB CIO) แนะนำว่า ในช่วงที่ตลาดอาจผันผวนสูงหลัง “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” มีแนวโน้มประกาศทำ Quantitative Tightening: QT” ในการประชุมปลายเดือนมกราคม และเริ่มทำจริงกลางปี 2022โดยมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่ไปกับการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในช่วง 2ปีข้างหน้า แนะนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ให้ลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 2 ปี ส่วนนักลงทุนที่รับความผันผวนได้แนะทยอยสะสมหุ้นที่มีการปรับตัวลง เน้นหุ้นQuality growthในตลาดยุโรป สหรัฐ และเวียดนาม มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ

(ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ)

“สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้น แนะนำใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมในช่วงที่ตลาดหุ้นมีการปรับตัวลดลง (buy on dip) 1) แม้ตลาดหุ้นและหุ้นในแทบทุกสไตล์ จะได้รับผลกระทบจากการทำ QT แต่หุ้น Quality growth ในตลาดยุโรป และสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวได้เร็วกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ”
และ 2) การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นอีกแรงกดดันต่อตลาดหุ้น “ตลาดเกิดใหม่(EM)”อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประเทศ EM ที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลต่อเนื่อง เช่น ตลาดหุ้นเวียดนามน่าจะได้รับผลกระทบในระดับที่จัดการได้ 3) ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่มี Valuation ที่ค่อนข้างแพง และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ใน megatrends เช่น Digital disruption, Energy transition, และ Shifting lifestyle รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์ในช่วงที่ Yield Curve ปรับชันเพิ่มขึ้น เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร (โดยเฉพาะธนาคารในยุโรป)
นอกจากนี้ สำหรับนักลงทุนในกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) การลงทุนใน Private Asset”เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและลดความผันผวนแก่พอร์ตโดยรวมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ เช่น “ตลาดหุ้นไทย” การลงทุนใน Structure Note KIKO (ตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถสร้างผลตอบแทนเป็นที่ดีได้
ทั้งหมดนี้เป็นบทสรุปของ “กองทุนที่มีผลงานแย่สุด” ในปี21 ที่ผ่านมา และกลยุทธ์การลงทุนแบบ Asset Allocation ยังจะช่วยคุณได้ แม้ในยามที่ตลาดไม่เป็นใจก็ตาม มองไปในปี22 นี้กลยุทธ์นี้ก็ยังจะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนอยู่นั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...