โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เมื่อเยอรมันหยามศักดิ์ศรีฝรั่งเศส ประกาศรวมชาติ-ตั้งจักรวรรดิเยอรมนีกลางแวร์ซาย!!!

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 พ.ค. 2566 เวลา 02.55 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2566 เวลา 23.36 น.
ประมุขรัฐเยอรมันรวมตัวกันประกาศจัดตั้งจักรวรรดิเยอรมนี ยก

หากพูดถึงการรบในยุโรป สงครามฟรังโก-ปรัสเซีย (Franco-Prussian War) ช่วง ค.ศ. 1870-1871 คือสงครามครั้งสำคัญนับตั้งแต่สงครามนโปเลียนเมื่อตอนต้นศตวรรษ คู่สงครามคือฝ่ายจักรวรรดิฝรั่งเศสกับฝ่ายรัฐเยอรมันที่มีปรัสเซียเป็นผู้นำ ซึ่ง สงครามฟรังโก-ปรัสเซีย นี้ส่งผลสืบเนื่องมาถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 เลยทีเดียว

ความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายสะสมมาก่อนหน้านั้นตลอดหลายปี อันเนื่องมาจากการแข่งขันกันเป็นชาติมหาอำนาจในยุโรป ท้ายที่สุดฝ่ายรัฐเยอรมันได้รับชัยชนะ ทำให้ฝรั่งเศสต้องเสียศักดิ์ศรี และเก็บงำความแค้นรอวันเอาคืน

ภายหลังจาก “ปรัสเซีย” รัฐที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดารัฐเยอรมันเอาชนะจักรวรรดิออสเตรียในสงครามเจ็ดสัปดาห์ (Seven Weeks’ War) เมื่อ ค.ศ. 1866 ทำให้อำนาจของปรัสเซียเพิ่มสูงมาก แสดงให้เห็นว่าปรัสเซียก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือรัฐเยอรมันทั้งปวง และพร้อมที่จะเป็นคู่แข่งกับจักรวรรดิฝรั่งเศส

บิสมาร์ก เสนาบดีผู้คิดรวมรัฐเยอรมันเป็นหนึ่งเดียว

เวลานั้นปรัสเซียปกครองโดยพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 (Wilhelm I, King of Prussia) แห่งราชวงศ์โฮเฮนซอลเลิร์น (Hohenzollern) และมีเสนาบดีคนสำคัญคือ Otto Eduard Leopold von Bismarck-Schönhausen หรือที่รู้จักกันดีคือ “บิสมาร์ก”

บิสมาร์กมีความคิดที่จะรวมรัฐเยอรมันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ซึ่งในช่วงเวลานั้นดินแดนเยอรมันแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ปรัสเซีย, สมาพันธรัฐเยอรมันเหนือ (North German Confederation) ที่มีปรัสเซียเป็นประธาน และรัฐเยอรมันทางใต้ซึ่งประกอบไปด้วย Bavaria Württemberg และ Baden วิธีการหนึ่งที่บิสมาร์กต้องการรวมชาติเยอรมันคือการใช้สงครามเป็นเครื่องมือ แต่ไม่ใช่การก่อสงครามรบกันภายใน หากเป็นการก่อสงครามจากภายนอก แล้วดึงให้รัฐเยอรมันร่วมมือกัน โดยจะนำมาซึ่งความเป็นเอกภาพและจะรวมชาติได้สำเร็จ

แผนการที่บิสมาร์กวางไว้คือการยั่วยุฝรั่งเศสให้ก่อสงครามกับปรัสเซีย โอกาสเหมาะสมมาถึงใน ค.ศ. 1868 เมื่อเกิดการปฏิวัติในสเปนทำให้สมเด็จพระราชินีนาถอิซาเบลลาที่ 2 แห่งสเปน (Isabella II, Queen of Spain) ต้องเสด็จลี้ภัยไปฝรั่งเศส จนราชบัลลังก์สเปนว่างลง

บิสมาร์กจึงพยายามติดต่อกับฝ่ายสเปนให้เชิญเจ้าชายเลโอโปลด์ (Prince Leopold of Hohenzollern-Sigmaringen) ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ในสาขาหนึ่งของราชวงศ์โฮเฮนซอลเลิร์นขึ้นปกครองสเปน เรื่องนี้ทำให้ฝรั่งเศสไม่พอใจ เพราะหากเจ้าชายเลโอโปลด์ปกครองสเปน ฝรั่งเศสจะถูกล้อมด้วยชาติที่ปกครองด้วยราชวงศ์เดียวกัน ซึ่งจะเป็นภัยต่อฝรั่งเศสอย่างมาก

กระทั่งในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1870 รัฐบาลฝรั่งเศสภายใต้จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส (Napoleon III) ได้ประท้วงและขู่จะทำสงคราม โดยส่ง Count Vincent Benedetti เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้าพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 ที่เมืองเอมส์ (Ems) เพื่อเรียกร้องให้ทรงยกเลิกการสนับสนุนเจ้าชายเลโอโปลด์ให้ครองราชบัลลังก์สเปน ในท้ายที่สุดเจ้าชายเลโอโปลด์ก็ทรงตัดสินพระทัยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

ตัดแต่งโทรเลข

เรื่องดูจะจบลงด้วยดีเพราะแผนการของบิสมาร์กนั้นพังทลายลง มิหนำซ้ำยังทำให้ปรัสเซียล้มเหลวด้านการทูต แต่ฝ่ายจักรวรรดิฝรั่งเศสไม่ให้ยุติเพียงเท่านี้ Count Vincent Benedetti เข้าเฝ้าพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 เพื่อร้องขอให้พระองค์ทรงให้คำมั่นสัญญาว่าในอนาคตเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 หรือคนในราชวงศ์โฮเฮนซอลเลิร์นจะไม่อ้างสิทธิ์เหนือราชบัลลังก์สเปนอีก พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 ทรงปฏิเสธข้อเรียกร้องนี้ และมีพระราชโทรเลขถึงบิสมาร์กเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทราบเรื่อง

บิสมาร์กทำการตัดแต่งโทรเลขฉบับนี้เสียใหม่ โดยมีเนื้อความเชิงว่าเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสบีบบังคับและขมขู่พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 จากนั้นในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1870 ก็นำโทรเลขฉบับตัดต่อลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ

“โทรเลขจากเมืองเอมส์” (Ems Telegram) ก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างฝรั่งเศสกับปรัสเซียอย่างมาก ในวันเดียวกันนั้นฝ่ายฝรั่งเศสจึงเรียกระดมพล เช้าวันถัดมาฝ่ายปรัสเซียจึงเรียกระดมพลเช่นกัน และในที่สุด วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1870 จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 จึงประกาศสงครามต่อปรัสเซีย อีกหนึ่งวันต่อมารัฐเยอรมันทางใต้จึงเข้าร่วมสงครามกับปรัสเซียด้วย

สงคราม

จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศสชิงประกาศสงครามก่อน เพราะพระองค์ได้ฟังความเห็นจากบรรดานายพลว่า กองทัพฝรั่งเศสมีความพร้อมรบเต็มกำลังและจะมีชัยชนะเหนือปรัสเซียเพราะเพิ่งจะมีการปฏิรูปการทหารไปเมื่อ ค.ศ. 1866 ซึ่งได้พัฒนาอาวุธชนิดใหม่ ๆ โดยเฉพาะปืนไรเฟิลรุ่นใหม่ชื่อว่า Chassepot และ ปืนใหญ่ Mitrailleuse นอกจากนี้ พระองค์จะใช้สงครามครั้งนี้เป็นเครื่องมือเพิ่มความนิยมของพระองค์ในฝรั่งเศสอีกด้วย ทางด้านฝ่ายปรัสเซียก็รีบวางแผนการสงครามอย่างเร่งรีบแต่ก็เป็นไปอย่างรัดกุม การระดมพลของปรัสเซียเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ขณะที่ฝ่ายฝรั่งเศสนั้นล่าช้าและเต็มไปด้วยความสับสน

การปะทะของทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างดุเดือด แต่ฝ่ายฝรั่งเศสกลับเพลี่ยงพล้ำและต้องล่าถอยไปเรื่อย ๆ กองกำลังปีกขวาของฝรั่งเศสนำโดยนายพล Partice-Mac-Mahon ในการรบที่สมรภูมิเซดอง (Battle of Sedan) ฝ่ายฝรั่งเศสเสียท่าฝ่ายปรัสเซียทำให้สูญเสียทหารหลายหมื่นนาย ต่อมาในวันที่ 1 กันยายน จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เสด็จมาบัญชาการรบแต่ก็ไม่สามารถเอาชนะปรัสเซียได้ กองทัพฝรั่งเศสจึงยอมจำนน จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 พร้อมทหารอีกมากกว่า 83,000 นายถูกจับเป็นเชลย (ภายหลังจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ถูกเนรเทศและสิ้นพระชนม์ที่อังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1873)

พวกนิยมระบอบสาธารณรัฐในปารีสจึงลุกฮือประกาศปฏิวัติจัดตั้งสาธารณรัฐฝรั่งเศส นำโดย เลอง กองเบตา (Léon Gambetta) จัดตั้งรัฐบาลป้องกันชาติ (Government of National Defence) และดำเนินการสู้รบกับฝ่ายปรัสเซียต่อไป แต่ฝ่ายปรัสเซียก็รุกไล่จนสามารถปิดล้อมกรุงปารีส ฝ่ายรัฐบาลป้องกันชาติพยายามเจรจากับบิสมาร์กเพื่อสงบศึก ด้านปรัสเซียยื่นเงื่อนไขว่าฝรั่งเศสต้องยกแคว้นอัลซาซ-ลอร์แรน (Alsace-Lorraine) ให้ปรัสเซีย

ฝรั่งเศสไม่พอใจเงื่อนไขนี้ทำให้การเจรจาล้มเหลว จากนั้น เลอง กองเบตา ถึงกับต้องนั่งบอลลูนออกจากกรุงปารีสเพื่อไปดำเนินการรวบรวมทหารขึ้นมาใหม่แต่ก็ไม่สำเร็จผล ยิ่งไปกว่านั้นนายพลบาแซน (Bazaine) ที่ตั้งมั่นกองทัพฝรั่งเศสที่เมืองเมซ (Metz) พร้อมทหารอีกว่า 140,000 นาย ก็ประกาศยอมจำนนในวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1870

ชาวปารีสยังคงยืนหยัดต่อสู้ต่อไป ซึ่งการปิดล้อมดำเนินไปยาวนานกว่า 4 เดือน ที่สุดก็ไม่อาจอดทนกับสภาวะอดอยากจากการถูกปิดล้อมได้จึงตัดสินใจสงบศึกในวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1871 โดยก่อนหน้านั้น ในวันที่ 18 มกราคม บิสมาร์กได้จัดประชุมบรรดาประมุขจากรัฐเยอรมันต่าง ๆ ในห้องกระจก ที่พระราชวังแวร์ซาย (Château de Versailles) โดยที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งจักรวรรดิเยอรมนี ซึ่งมีรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ โดยมีพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 เป็นประมุขและเฉลิมพระนามใหม่ว่า “ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 1 แห่งจักรวรรดิเยอรมนี”

ในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1871 รัฐบาลฝรั่งเศสและเยอรมนีได้ทำสนธิสัญญาแฟรงก์เฟิร์ต (Treaty of Frankfurt) โดยฝรั่งเศสต้องยกแคว้นอัลซาซ-ลอร์แรน และเมซ ให้เยอรมนี ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวน 5,000 ล้านฟรังก์ และต้องให้ทหารเยอรมันยึดครองตอนเหนือของฝรั่งเศสไปจนกว่าจะจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามครบ ผลของสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย ค.ศ. 1870-1871 นั้นทำให้ฝ่ายเยอรมันรวมชาติได้สำเร็จตามแผนที่บิสมาร์กวางไว้

ขณะที่ฝ่ายฝรั่งเศสได้รับความอัปยศและเสื่อมเสียเกียรติอย่างมาก โดยเฉพาะการเสียดินแดนนำมาซึ่งความเจ็บแค้นในใจชาวฝรั่งเศส สนธิสัญญาแฟรงก์เฟิร์ตทำให้ช่วง ค.ศ. 1871-1914 นั้นไม่ได้เกิดความสงบแต่อย่างใด อีกไม่นานฝรั่งเศสจะเอาคืนเยอรมันและจะสู้ตายถวายหัวในสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อเอาดินแดนที่เสียไปกลับคืนมา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Encyclopedia Britannica. (2019). Franco-German War, from www.britannica.com/event/Franco-German-War.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...