โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

TTA เรือกำลังจะพุ่ง อะไรก็ขวางไม่อยู่

ทันหุ้น

อัพเดต 25 ธ.ค. 2563 เวลา 02.49 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 02.49 น.

ทันหุ้น - บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินราคาหุ้นของ TTA ยังถูกเกินไป เมื่อเทียบกับผลประกอบการทุกธุรกิจที่กำลังเข้าสู่โหมด Turnaround และเมื่อเทียบกับ Valuation ในอดีตหรือคู่แข่งในอุตสาหกรรม โดยจากการประเมินเบื้องต้น คาดว่ากำไรปกติ 4Q63 จะโตได้ทั้ง QoQ และ YoY และคาดว่าจะพลิกมามีกำไรปกติในปี 2564 ราว 600-800 ล้านบาท จากที่คาดขาดทุนปกติปีนี้ 365 ล้านบาท PER2564 ยังต่ำเพียง 12-15 เท่า ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเรือเทกองช่วงที่มีกำไรจะซื้อขายกันที่ 20-25 เท่า ขณะที่ PBV ต่ำเพียง 0.53 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 1.4 เท่า และฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง Net D/E Ratio เพียง 0.05 เท่า ประเมินราคาเหมาะสมที่ 9.00 บาท แนะนำ ซื้อ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน โดยมีแนวรับที่ 4.90-5.00 บาท ตัดขาดทุนเมื่อต่ำกว่า 4.50 บาท    

ลักษณะการประกอบธุรกิจ 

TTA เป็น Holding Company ที่ลงทุนใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ (1) กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ โดยเน้นที่เรือเทกองสำหรับการขนส่งสินค้าขั้นต้น-กลาง (2) กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง (3) กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร และ (4) กลุ่มการลงทุนอื่น เช่น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Pizza Hut, Taco Bell), ธุรกิจบริหารจัดการน้ำผ่าน aim, ธุรกิจโลจิสติกส์ถ่านหินผ่าน UMS, และธุรกิจจัดหาอุปกรณ์ คลังสินค้า และบริหารท่าเรือ 

โครงสร้างรายได้ 3Q63 ประกอบไปด้วย ธุรกิจเรือเทกอง 36%, ธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง 21%, ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร 24%, และธุรกิจอื่นๆ 16% 

ผลประกอบการพลิกมามีกำไรสุทธิต่อเนื่องใน 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ 9M63 เป็นขาดทุนสุทธิ -2,055 ล้านบาท เพราะมีขาดทุนจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม 1,355 ล้านบาท ถ้าหักรายการพิเศษทั้งหมดออก จะมีกำไรปกติใน 9M63 ราว 114 ล้านบาท   

แนวโน้มผลประกอบการ 4Q63 มีโอกาสโตทั้ง QoQ และ YoY 

 โดยปกติไตรมาส 4 จะเป็น Low Season เพราะมีวันหยุดมากและมีการเร่งขนส่งไปในช่วงไตรมาส 3 เพื่อรองรับการผลิตในไตรมาส 4 ที่เป็น High Season ของการจับจ่ายใช้สอย แต่เพราะโครงสร้างตลาดรอบนี้อยู่ในภาวะขาดแคลนเรือขนส่ง ทั้งเรือคอนเทนเนอร์และเรือเทกอง ทำให้อัตราการให้บริการเรือทั้ง 22 ลำที่เป็นขนาด Supramax ของ TTA ยังอยู่ในระดับ 100% ขณะที่ TC Rate เฉลี่ยอยู่ที่ $12,000/ลำ/วัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 3Q63 ที่ $11,444/ลำ/วัน อยู่ราว 5% และสูงกว่าต้นทุนรวมที่ราว $7,500-7,800/ลำ/วัน 

อีกทั้ง จะไม่มีผลขาดทุนจากบริษัทร่วมมาถ่วงราว 40-60 ลบ./ไตรมาสเหมือน 3Q63 เพราะเรือให้บริการนอกชายฝั่งสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้เต็ม 100% พร้อมกัน โดยมีงานในมือที่รอส่งมอบ $179 ล้าน หรือราว 5.4 พันล้านบาท ส่วนธุรกิจปุ๋ยและธุรกิจอาหารคาดว่าจะมีกำไรใกล้เคียง 3Q63

ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลการดำเนินงานของ TTA ใน 4Q63 จะมีกำไรปกติราว 300+/- ล้านบาท ดีกว่า 3Q63 ที่ทำได้เพียง 51 ล้านบาท และดีกว่า 4Q62 ที่ทำได้ 271 ล้านบาท  

คาดโมเมนตัมเชิงบวกของอุตสาหกรรมเรือเทกองยังต่อเนื่องถึง 1H64

ทั้งนี้คาดว่าค่าระวางเรือเฉลี่ย (Baltic Dry Index: BDI) จะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึง 1H64 เป็นอย่างน้อย เพราะ 

(1) ความต้องการนำเข้าวัตถุดิบต้นน้ำจากจีน เช่น เหล็ก เร่งตัวขึ้น โดยยอดนำเข้าเดือน พ.ย. 63 ของจีน +4.5% YoY เป็นการนำเข้าสินแร่เหล็ก +8.3% YoY และผลิตภัณฑ์เหล็ก +78.3% YoY

(2) โครงสร้างตลาดมีแนวโน้มเป็นอุปสงค์ส่วนเกินจาก 3 เหตุผล (2.1) Clarksons Research คาดการณ์อุปสงค์เรือเทกองในปี 2021 จะเพิ่มขึ้น 4.4% YoY มากกว่าอุปทานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.5% YoY (2.2) ปริมาณการสั่งต่อเรือใหม่อยู่ที่ 7% ของปริมาณกองเรือทั่วโลก ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ เม.ย. 45 (2.3) ราคา Scrap เรือปรับตัวขึ้นเร็วในเดือน ธ.ค. 63 ทำให้มีเรือจากเอเชียใต้ที่ผู้ประกอบการประสบปัญหาสภาพคล่องจากผลของ COVID-19 นำเรือไป Scarp มากขึ้น ส่งผลให้อุปทานตึงตัวชั่วคราว 

(3) การค้าในภูมิภาคเอเชียจะกลับมาคึกคักจาก RCEP ข้อตกลงอย่างเป็นทางการยังต้องใช้เวลาเพื่อพิจารณาในด้านกฎระเบียบของแต่ละประเทศ แต่เราคาดว่าการปรับเปลี่ยน Supply chain มาอยู่ในกลุ่ม RCEP จะเริ่มตั้งแต่ 1H64 โดยเฉพาะจีนที่ต้องการลดข้อขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้การขนส่งในภูมิภาคกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลดีต่อ TC Rate ของ TTA

(4) ผลบวกทางอ้อมจากค่าเช่าเรือคอนเทนเนอร์ที่ตึงตัว แม้เรือเทกองจะเป็นการขนส่งสินค้าที่เป็นวัตถุดิบต้น-กลางน้ำ ซึ่งไม่สามารถใช้ทดแทนเรือคอนเทนเนอร์ที่เป็นการขนส่งสินค้าสำเร็จรูปได้ แต่จากสถิติที่ผ่านมา เราพบว่าค่าระวางเรือเทกองจะเคลื่อนไหวตามเรือคอนเทนเนอร์ โดยมี Lag time อยู่ราว 3-4 สัปดาห์ ซึ่งเรือคอนเทนเนอร์กำลังทำสถิติสูงสุดใหม่อยู่ในปัจจุบัน   

(5) ในส่วนของ TTA จะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้น เมื่อ 16 ธ.ค. 63 TTA รายงานการซื้อเรือเทกองมือสอง จำนวน 1 ลำ โดยเป็นเรือขนาด Ultrmax ระวางบรรทุก 61,171 เดทเวทตัน ทำให้กองเรือในปัจจุบันมีทั้งสิ้น 23 ลำ ขนาดระวางบรรทุกเฉลี่ย 55,686 เดทเวทตัน และอายุเฉลี่ย 12.99 ปี 

ธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง (Offshore Service) จะกลับมา Break even ในปี 2564   

หลังจากบริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (มหาชน) (TTA ถือหุ้น 58.2%) มีการปรับโครงสร้างธุรกิจโดยขายหุ้นในบริษัทร่วม เอเชีย ออฟชอร์ ดริลลิ่งค์ จำกัด (AOD) ที่ถือหุ้นอยู่ 33.76% ออกไปทั้งหมด ในราคา 965.56 ล้านบาท และมีการบันทึกขาดทุนจากการขายเงินลงทุน 1,406 ล้านบาทใน 3Q63 

ทำให้แนวโน้มผลประกอบการของเมอร์เมดหลังจากนี้ มีแนวโน้มกลับมามีกำไรสุทธิเร็วขึ้น เพราะธุรกิจบริการเรือขุดเจาะน้ำมันที่ขายออกไป 3 ลำมีผลขาดทุนต่อเนื่องจากภาวะอุตสาหกรรมที่เป็นขาลง 

ส่วนธุรกิจที่บริการนอกชายฝั่งที่เหลืออยู่ 3 ลำ มีงานในมือ ณ 3Q63 มีอยู่ 5.4 พันล้านบาท TTA คาดว่าผลประกอบการจะขาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญใน 4Q63 และมีโอกาสพลิกมามีกำไรในปี 2564 เนื่องจากปีนี้มีเรือ 2 ใน 3 ลำทยอยเข้าอู่แห้งตั้งแต่ เม.ย. 63 และ ส.ค. 63 ตามลำดับ ทำให้ไม่สามารถรับรู้รายได้และกำไรได้เต็มที่ จึงยังมีผลขาดทุนที่ส่งผ่านมายัง TTA ในปีนี้อยู่ราว 200 ล้านบาท

ธุรกิจใหม่ที่แจ้งตลท.ในปีนี้มีโอกาสยกระดับการเติบโตให้ TTA เมื่อ COVID-19 คลายตัว 

เมื่อ 16 ก.ย. 63 TTA แจ้ง ตลท. ว่าเมอร์เมดได้จัดตั้งบริษัท ซีเควสต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับบริษัทย่อยของ PTTEP เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ สำหรับให้บริการงานวิศวกรรมใต้ทะเลและบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ภายใต้ทุนจดทะเบียน 155 ล้านบาท ถือหุ้นฝ่ายละ 50% ซึ่งเมอร์เมดได้ดำเนินการวางระบบร่วมกับ PTTEP มาแล้วกว่า 2 ปี จึงเป็นไปได้ที่จะเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ทันทีในปี 2564 เพื่อรองรับการเข้าบริหารโครงการเอรวัณและบงกชในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ แม้รายได้รวมในช่วงแรกยังไม่สูง แต่เราคาดว่าเทคโนโลยีใหม่จะช่วยยกระดับการให้บริการในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะเป็นการยกระดับ New S-Curve ให้กับเมอร์เมดเพื่อลดการพึ่งพิงรายได้จากการประมูลงานในระยะยาว

เมื่อ 23 ก.ย. 64 แจ้ง ตลท. ว่าเมอร์เมดได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ Mermaid-MOE JV Co.,Ltd. ร่วมกับ PT Meindo Elang Indah ในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อให้บริการแก้ปัญหาอย่างครบวงจรในงานออกแบบด้านวิศวกรรม งานจัดซื้อ งานก่อสร้างและติดตั้ง (EPCI) สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลังงาน รวมถึงปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ธุรกรรมดังกล่าวเป็นไปเพื่อขยายตลาดไปยังประเทศอื่นในเอเชีย ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการทำตลาดอีกระยะหนึ่ง

จุดแข็งของ TTA คือ ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง 

ณ 3Q63 มี Net D/E Ratio เพียง 0.05 เท่า โดยมีเงินสดในมือสูงถึง 7,085 ล้านบาท ขณะที่ การควบคุมต้นทุนในการทุกธุรกิจยังทำได้ดีแม้ในสถานการณ์ COVID-19 ระบาด จึงยังสามารถสร้างกำไรได้ใน 3Q63 สวนทางอุตสาหกรรมที่ขาดทุนต่อเนื่องจาก 2Q63

ด้วยฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง และสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง เราคาดว่าจะเห็นการขยายธุรกิจในลักษณะบริษัทร่วมทุนแบบเชิงรุกมากขึ้นในปี 2564-2565   

ราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่ตอบสนองต่อผลประกอบการที่จะ Turnaround เท่าที่ควร  

เบื้องต้น เราคาดผลประกอบการปี 2563 จะเป็นขาดทุนสุทธิ 1,755 ล้านบาท และขาดทุนปกติ 365 ล้านบาท จากผลของการขนส่งที่ชะลอตัวไปมากใน 1H63 เพราะการระบาดของ COVID-19 

สำหรับปี 2564 คาดว่าจะพลิกมามีกำไรปกติราว 600-800 ล้านบาท (ยังไม่รวมรายได้จากธุรกิจใหม่ และงานบริหารจัดการน้ำของ aim ที่มีงานในมืออยู่ราว 1 พันล้านบาท) เพราะ (1) โมเมนตัมธุรกิจเรือเทกองยังดีต่อเนื่องถึง 1H64 เป็นอย่างน้อย (2) ธุรกิจบริการนอกชายฝั่งจะเข้าสู่จุดคุ้มทุนและมีโอกาสพลิกมามีกำไร (จากที่ส่งผลขาดทุนมายัง TTA ปีละ 200-400 ล้านบาท) เนื่องจากไม่มีเรือเข้าอู่แห้งเหมือนปี 2563 และราคาน้ำมันที่เป็นรายได้ของกลุ่มลูกค้าหลักเริ่มมีการฟื้นตัว (3) รับรู้รายได้จากธุรกิจเรือเทกอง 23 ลำเต็มปี หลังจากที่รับมอบเรือ 1 ลำในเม.ย. 63 และอีก 1 ลำใน ธ.ค. 63

หากกำไรปกติเป็นไปตามที่เราคาด จะได้กำไรต่อหุ้นปี 2564 ที่ 0.33-0.44 บาท ราคาปัจจุบัน 5.05 บาท คิดเป็น PER2564 ที่ 15 และ 12 เท่าตามลำดับ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเรือเทกองในช่วงที่มีกำไร ซึ่งมักจะซื้อขายที่ PER 20-25 เท่า 

เมื่อพิจารณา Current PBV ของ TTA ที่ 0.53 เท่า ถือว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทเรือเทกองในเอเชียที่ 1.4 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ 

โดยถ้าประเมินจากรอบวัฏจักรขาขึ้นที่ TTA สามารถสร้างกำไรได้ในระดับ 600-800 ล้านบาท/ปี เหมือนกัน ราคาหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 9-16 บาท ที่ระดับราคาหุ้นปัจจุบันจึงยังไม่สะท้อนการ Turnaround ของทุกธุรกิจเท่าที่ควร

ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมปี 2564 ในเบื้องต้นได้เท่ากับ 9.00 บาท อิง PER ที่ 23 เท่า บนคาดการณ์กำไรสุทธิที่ 700 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.38 บาท จึงแนะนำ ซื้อ ในเชิงของกลยุทธ์ โดยมีแนวรับที่ 4.90-5.00 บาท ตัดขาดทุนเมื่อต่ำกว่า 4.50 บาท   

ปัจจัยเสี่ยง  การชะลอตัวเศรษฐกิจโลก และความผันผวนของค่าระวางเรือเทกอง

อยากลงทุนสำเร็จ เป็นเพื่อนกับเรา พร้อมรับข่าวสารได้ทุกช่องทางที่
APP ทันหุ้น ANDROID คลิ๊ก
https://qrgo.page.link/US6SAAPP ทันหุ้น IOS คลิ๊ก https://qrgo.page.link/QJKT7LINE@ คลิ๊ก https://lin.ee/uFms4n5FACEBOOK คลิ๊ก https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/YOUTUBE คลิ๊ก https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNATELEGRAM คลิ๊ก https://t.me/thunhoon_newsTwitter คลิ๊ก https://twitter.com/thunhoon1

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...