คุยกับผู้จัด Bangkok Illustration Fair เทศกาลนักวาดไทยที่ไม่อยากให้นักวาดคนไหนเดียวดาย
Bangkok Illustration Fair
หลายคนคงจะเคยตั้งตารอพร้อมกับตั้งคำถามอยู่ในใจยามได้เห็นประเทศต่างๆ จัดงาน illustration fair กันอย่างยิ่งใหญ่อลังการว่าเมื่อไหร่กันนะ ประเทศไทยจะมีงานที่รวบรวมนักวาดสเกลใหญ่ยักษ์แบบนั้นเกิดขึ้นบ้าง
ตอนนี้ฝันของทุกคนกำลังจะเป็นจริงแล้วกับ Bangkok Illustration Fair!
Bangkok Illustration Fair หรือ BKKIF จะจัดขึ้นเป็นเทศกาลใหญ่โต มีทั้งงานออกบูทให้นักวาดไทยกว่า 150 ชีวิตได้มาพบปะ สร้างคอมมิวนิตี้ พบปะแฟนๆ และได้ขายของไปในตัว แถมยังมีงานทอล์กที่ชวน 10 นักวาดชั้นนำของไทยอย่าง ป่าน juli baker and summer, สะอาดหรือยูน ปัณพัทมาแชร์ประสบการณ์และการเริ่มต้นวันแรกของพวกเขา
เท่านั้นคงยังเล็กไป BKKIF เลยชวนผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะทั้งในไทยและจากต่างประเทศมาเป็น ‘รีวิวเวอร์’ ให้ฟีดแบ็กและทำหน้าที่เป็น ‘แมวมอง’ หากผลงานไปเข้าตามาสเตอร์คนไหนเข้าล่ะก็ ไม่แน่ว่างานของศิลปินไทยอาจได้ไปฉายแสงในนิทรรศการเดี่ยวที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ได้ (รางวัลของ Jeon Woo-chi บรรณาธิการบริหารจาก Eloquence Magazine), มีบทสัมภาษณ์ในเว็บไซต์ VisionTrack, เป็นตัวแทนศิลปินภาพประกอบในญี่ปุ่นเพื่อปูทางสู่การทำงานในแดนอาทิตย์อุทัย (รางวัลของ Hiroaki Shono ซีอีโอของ VisionTrack และ ubies ประเทศญี่ปุ่น) หรือได้รับโอกาสดีๆ อีกมากมาย
แต่อย่างที่โควิด-19 เปลี่ยนแผนของใครหลายคน BKKIF ก็ต้องปรับรูปแบบเช่นเดียวกัน โดยทั้งหมดที่เราว่ามาจะกลายเป็นเทศกาลรูปแบบออนไลน์ในเดือนมีนาคมนี้บนหน้าเว็บไซต์ bangkokillustrationfair.com ให้แฟนๆ ได้พบปะศิลปินและช้อปปิ้งงานผ่านช่องทางนี้แทน รวมถึงไปเพิ่มกิจกรรมบนเฟซบุ๊กของ Bangkok Illustration Fair ทั้งไลฟ์สตรีมมิงหรือป๊อปปูลาร์โหวต เพื่อให้วงการยังคึกคักให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ในวันที่วงการนักวาดไทยกำลังจะเดินหน้าไปอีกหนึ่งก้าวใหญ่ๆ (แม้จะโดนโควิด-19 พยายามสกัดแข้งขาก็ตาม) เราเลยชวน 3 เบื้องหลังทีม BKKIF จาก 3 วงการอย่าง วิภว์ บูรพาเดชะบรรณาธิการสื่อศิลปะ happening, โบว์–ชลธิชา หอมกลิ่นแก้ว senior project manager จากบริษัท What If และ เบล–กนกนุช ศิลปวิศวกุลศิลปินและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Practical Design Studio มาพูดคุยถึงงานที่กำลังจะเกิดขึ้น แวดวงนักวาดภาพประกอบไทยในตอนนี้ และหน้าตาของวงการนักวาดที่พวกเขาใฝ่ฝันถึง
เล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณ 3 คนมารวมตัวกันได้ยังไง
โบว์ : เราทำบริษัทอีเวนต์ออร์แกไนเซอร์ เคยจัดงานมาหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานเกี่ยวกับประเด็นสังคมสนุกๆ เช่น Bodhi Theaterและจัดงาน Toy Expo มาหลายปี จนพอเริ่มเห็นความเป็นไปได้ในงานภาพประกอบก็ได้มาเจอพี่วิภว์กับพี่เบลพอดี
วิภว์ : ด้าน happening เราทำสื่อ ทำอีเวนต์ และมีช็อปขายผลงานของศิลปินอยู่สองที่ เวลาอยู่ที่ร้านเราจะเจอน้องๆ ศิลปินเอาของมาฝากขาย บางคนฝีมือดีมากแต่เราก็เห็นเขาทำแค่โปสต์การ์ด สติ๊กเกอร์ไปเรื่อยๆ พอทำหมดก็ทำลายใหม่ หรือบางคนเลิกทำไปเลยก็มี พอเห็นงานประเภทนี้เยอะๆ เราก็เริ่มคิดว่ามันน่าจะไปต่อได้มากกว่านี้นะ
เบล : ส่วนเราทำสตูดิโอออกแบบ Practical Design Studio มา 16 ปีแล้ว เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยมา 14 ปี เคยจัดแสดงงานในไทยและต่างประเทศ เป็นคิวเรเตอร์และเป็นกรรมการตัดสินงานศิลปะด้วย เราอยู่ในแวดวงนี้มานาน ได้เจอศิลปินทั้งไทยและต่างชาติ เราเห็นว่าคนไทยมีศักยภาพ แต่งานในประเทศที่ศิลปินจะได้มารวมกันหรือมาแลกเปลี่ยนกันยังไม่ค่อยมี ยิ่งไปร่วมงานกับต่างประเทศยิ่งน้อย จนได้ลองมาคุยกับสองคนนี้เราก็เริ่มเห็นความเป็นไปได้ของงานนี้
วิภว์ : เบลมีเครือข่าย เคยทำงานกับต่างประเทศ เราเองก็มีเครือข่ายในไทย ได้ทำงานร่วมกับศิลปินไทยอยู่บ่อยๆ ส่วนโบว์เป็นออร์แกไนเซอร์ เคยทำงานใหญ่ๆ มาเยอะ พอได้มาลองคุยกันอย่างจริงจังเลยคิดว่านี่แหละคือจิ๊กซอว์ที่ลงตัวสำหรับการจัดงานนี้จริงๆ
BKKIF เป็นเทศกาลภาพประกอบแบบที่ไม่มีมาก่อนในไทย คุณทำการบ้านก่อนจัดงานนี้ยังไงบ้าง
เบล : เราไม่ได้มองว่านี่เป็นแค่งานในประเทศแต่คิดว่ามันคืองานระดับสากล ก่อนหน้านี้เราเลยไปดูว่าประเทศไหนจัดงานแฟร์แบบนี้บ้าง ก็ไปเจอที่ไทเป โซล ลอนดอน เราใช้วิธีการศึกษาว่าพวกเขาทำยังไง อย่างที่โซลเขาจะเน้นไปที่ฐานแฟนคลับ เน้นงานใหญ่และนักวาดเยอะ ที่ลอนดอนจะเป็นสาย fine art ส่วนเราก็มีรูปแบบของเรา
ที่บอกว่า BKKIF มีรูปแบบของตัวเอง มันคืออะไร
วิภว์ : สถานการณ์โควิด-19 ทำให้งานของเราต้องปรับมาเป็นออนไลน์แทบทั้งหมด หนึ่งคือเรามีเว็บไซต์ที่ให้ศิลปินสมัครเข้ามาโชว์งานแบบไม่มีข้อจำกัดเลย จะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติก็ได้ ล่าสุดก็มีศิลปินไต้หวันสมัครเข้ามาเหมือนกัน
สิ่งที่เขาต้องทำคือส่งผลงาน 10 ชิ้นเข้ามาในระบบของเรา มีค่าสมัคร 300 บาท ถ้าไม่มีอะไรผิดกติกาเขาจะได้อยู่ในหน้าเว็บไซต์ของเราไปตลอด หลังจากนั้นเราจะคัดเลือกมา 150 คน โดยดูจากทักษะ เอกลักษณ์ แล้วก็คอนเทนต์ ศิลปิน 150 คนนี้จะได้พื้นที่จัดแสดงงานเป็นเพจเฉพาะเพิ่มในเว็บไซต์ และได้ทำกิจกรรมร่วมกันต่อไป
อีกอย่างคือเราจะเชิญรีวิวเวอร์ที่ตอนนี้มีคร่าวๆ 30 คนจากหลากหลายสาขามาดูงานของศิลปินเหล่านี้ มี portfolio review day วันที่ 7 มีนาคม ให้รีวิวเวอร์และแขกส่วนหนึ่งของเราเลือกศิลปินที่ถูกใจ 3-5 คนมาพบปะพูดคุยกันโดยตรง ขั้นตอนนี้รีวิวเวอร์จะแนะนำ คอมเมนต์ หรือดีลงานกันเลยก็ได้
ฟังดูแล้วรีวิวเวอร์คือส่วนที่พิเศษมากๆ ของงานนี้ ทำไมถึงมีไอเดียนี้ขึ้นมา
วิภว์ : เวลาเราไปต่างประเทศจะพบว่าเขาจัดการวงการศิลปะกันดีมาก แต่พอมองกลับมาที่ไทยโครงสร้างในวงการนี้ยังไม่ค่อยแข็งแรง เด็กบางคนฝีมือดีมาก แต่ถ้าอยากขายคอนเทนต์บางทีก็ต้องเริ่มจากการทำแฟนอาร์ตก่อนถึงจะเริ่มสร้างคาแร็กเตอร์ได้ แล้วยังไงต่อล่ะ จะทำโปรดักต์ไหม ถ้าทำก็อาจจะเป็นแค่สติ๊กเกอร์หรือโปสต์การ์ด แล้วจะขยับไปเป็นงานนิทรรศการของตัวเองได้ไหม กว่าจะไปถึงระดับที่มีคนรู้จักเยอะๆ ระดับที่มีลูกค้ามาจ้างงาน เส้นทางมันยาวไกลมากเลยนะ แต่เราก็อยากทำให้ศิลปินเห็นว่ามันเป็นไปได้
ดังนั้นงานนี้เราจึงไม่ได้โฟกัสไปที่การขายของ เราอยากให้เขาก้าวผ่านเรื่องการขายของไปสู่การสร้างงานใหม่ๆ การร่วมงานกับคนอื่นๆ การได้แสดงนิทรรศการ รวมทั้งการจ้างงานกันต่อไปด้วย
ยกตัวอย่างรีวิวเวอร์ในงานได้ไหม
เบล : งานนี้เหมือนทางลัดที่ช่วยให้ศิลปินและคนที่มาร่วมงานเห็นว่างานศิลปะจะต่อยอดไปเป็นอะไรได้อีก เราเลยพยายามคิดกันเยอะมากว่าจะเชิญรีวิวเวอร์มายังไงให้ครอบคลุม ตอนนี้เลยมีทั้งคนทำมิวสิกวิดีโอ คนออกแบบปกหนังสือ คนเขียนการ์ตูน นี่ก็เพิ่งไปทาบทามหมอมา (หัวเราะ)
วิภว์ : คร่าวๆ ตอนนี้มี Rats Records ที่จะเลือกศิลปินหนึ่งคนมาทำแอนิเมชั่นกับเขา สำนักพิมพ์ Fullstop จะให้หนังสือของสำนักพิมพ์กับศิลปินที่เขาชื่นชอบไปอ่านตลอดชีวิต แล้วก็มีเอเจนซีภาพประกอบชื่อ VisionTrack จากญี่ปุ่นจะมาเลือกงานของศิลปินหนึ่งคนไปแสดงที่หน้าเว็บไซต์ของเขาเพื่อเปิดโอกาสการทำงานในตลาดญี่ปุ่น
เบล : ขอโฆษณาหน่อย (หัวเราะ) PRACTICAL School of Design ของเราจะมีคอร์ส Check Shift Change โดยเลือกคนที่ถูกใจมาหนึ่งคนเพื่อเทรนโดยเฉพาะ และนอกจากญี่ปุ่นแล้วเราก็ดีลรีวิวเวอร์จากประเทศอื่นๆ มาด้วย ที่คอนเฟิร์มมาตอนนี้มีเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และจีน เขาจะมาคัดเลือกศิลปินที่ถูกใจไปจัดนิทรรศการในประเทศเขา
วิภว์ : ในกรณีที่ศิลปินไม่มีใครเลือกเลย อย่างน้อยๆ เขาจะได้รู้จักกับเราและรีวิวเวอร์ การรู้จักกันสำคัญมากนะเพราะมันจะทำให้เกิดการจำกันได้ วันนี้อาจจะยังไม่มีโอกาสที่เหมาะสม แต่ต่อไปมันจะมีทางของคุณแน่นอน
กับศิลปินทั้ง 150 คนเราจะให้คอลเลกชั่นบุ๊กซึ่งเป็นหนังสือที่ขายในงาน หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือรุ่นของพวกเขา คนที่เข้ามาดูงานแล้วถูกใจศิลปินทุกคน หรือเอเจนซีไหนที่ไม่รู้จะเลือกนักวาดภาพประกอบคนไหนไปทำงานก็สามารถซื้อหนังสือเล่มนี้ไปเปิดเลือกได้เลย
ศิลปินได้มาเจอรีวิวเวอร์แล้วคนทั่วไปที่มาร่วมงานจะได้เจออะไรบ้าง
วิภว์ : เนื่องจากตอนนี้เราไม่สามารถให้ศิลปินไปออกบูทได้แล้ว (ตอนแรกเทศกาลจะจัดที่หอศิลปกรุงเทพฯ) ดังนั้นหน้าเพจของศิลปินทั้ง 150 คนในเว็บไซต์ BKKIF จึงเป็นเหมือนบ้านของเขา ทุกคนสามารถเข้าไปชมผลงานหรือติดต่อกับพวกเขาโดยตรงได้เลย ในวันที่ 2-7 มีนาคมซึ่งเป็นวันงานเราจะมีกิจกรรมให้ทุกคนเข้าไปร่วมโหวตป๊อปปูลาร์โหวตด้วย ศิลปินที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดจะได้รับรางวัลไป ส่วนคนโหวตก็จะได้ร่วมลุ้นรับคอลเลกชั่นบุ๊กและผลงานจากนักวาดในงานนี้
นอกจากนี้เรายังมีงานออฟไลน์หนึ่งวัน ในวันที่ 6 มีนาคมที่หอศิลปฯ เป็นงานทอล์กในธีม ‘BEGINS’ เราได้เชิญศิลปินมาประมาณ 10 คน เช่น ป่าน julie baker and summer, นัดดาว, จิรณรงค์ และสะอาด การที่เรานำศิลปินเหล่านี้มารวมกันได้ก็เหมือนการได้เห็นยอดฝีมือมารวมกัน ซึ่งเราว่ามันดีมากเลยนะ แต่ที่เราตื่นเต้นกว่าคือมันมีคนที่เราไม่รู้จักอีกเยอะมากแล้วฝีมือเขาก็ดีมากๆ เลย
juli baker and summer
ปัณพัท เตชเมธากุล
Nut.Dao
งานนี้เรียกว่าออกแบบมาสำหรับคนที่สนใจภาพประกอบโดยเฉพาะเลยไหม
วิภว์ : ไม่นะ สำหรับคนในสายงานอื่นๆ ถ้าเข้ามาดูงาน BKKIF จะได้เห็นความเป็นไปได้ว่างานศิลปะพวกนี้สามารถต่อยอดไปเป็นอะไรที่มีประโยชน์ได้อีก แล้วเขาจะให้โอกาสศิลปินเหล่านี้ยังไงได้บ้าง เช่น ถ้าเขาทำร้านอาหาร ลองชวนศิลปินไปวาดเมนูไหม และที่สำคัญคนไทยจะได้เห็นงานจากศิลปินต่างประเทศแล้วจะได้กลับมามองดูว่าศิลปินไทยสู้ได้แค่ไหน ซึ่งเราว่าพวกเขาสู้ได้เลยล่ะ (ยิ้ม)
โบว์ : เราคิดว่ามันควรจะเกิดการต่อยอด ไม่ใช่แค่ในแง่ธุรกิจ แต่คนที่มาดูอาจจุดประกายอยากกลับไปทำอะไรบางอย่าง หรือคนที่มีความรู้เป็นศูนย์บังเอิญมาเจองานนี้อาจจะอยากลองกลับไปทำความเข้าใจวงการศิลปะสักหน่อยก็คุ้มแล้ว ความที่งานนี้เพิ่งจัดเป็นปีแรก เราคงตอบไม่ได้หรอกว่าคนไทยจะให้คุณค่ากับสิ่งนี้ในแบบไหน แต่สมมติปีนี้เราเป็นศิลปินมือใหม่ที่ยังไม่ถูกคัดเลือก เราก็อยากให้งานนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากลองใหม่ในปีหน้า
แล้วสำหรับพวกคุณเอง เห็นปัญหาอะไรในแวดวงนักวาดและคาดหวังอะไรจากงานนี้
โบว์ : ตอนเราไปคุยกับครูโตเพื่อทำงานนี้ ท่านพูดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า “ประเทศไทยไม่ค่อยมีพื้นที่ให้คนได้แสดงงานศิลปะเลย ถึงมีคนก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญ ไม่เหมือนเมืองนอกเลยเนอะ” เราเลยคิดว่าการที่เรากำลังพยายามสร้างสังคมตรงนี้จะทำให้เกิดแรงผลักดันกับศิลปินตัวเล็กตัวน้อยแน่นอน
วิภว์ : สิ่งที่เราคาดหวังจากงานนี้คือมิตรภาพและความสัมพันธ์ แค่ศิลปินได้มารู้จักกัน ได้มาเห็นงานของกันและกันมันก็เกิดมิตรภาพที่ดีแล้ว วันหนึ่งเขาอาจจะได้เจอกับจิ๊กซอว์ที่พอดีกับเขา แล้วชวนกันไปต่อยอดทำงานอื่นๆ ด้วยกันก็ได้ นี่จะเป็นแรงผลักดันให้ศิลปินในวงการสู้ต่อไปอย่างไม่โดดเดี่ยว
ความโดดเดี่ยวของศิลปินหมายถึงอะไร
เบล : คนไทยศักยภาพสูงมากแต่นักวาดหลายคนไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาวาดมันสำคัญกับโลกนี้ยังไง หรือภาพของเขาจะไปทำอะไรต่อได้อีก ที่สำคัญเขาไม่มีพื้นที่ในการแสดงออกมากพอ แต่ถ้าเราให้พื้นที่ตรงนี้ ช่วยสาดแสงให้เขาได้เฉิดฉายขึ้นมา มันน่าจะเป็นประโยชน์มากๆ
โบว์ : พี่เบลเคยพูดว่าในไทยมีงานศิลปะเล็กๆ เยอะมาก ซึ่งเรามองว่างานเหล่านี้เป็นงานที่จุดประกายให้คนได้เยอะมาก อย่างงานขายสติ๊กเกอร์เด็กๆ ก็ทำได้ดีมากแล้ว เราจะไม่ไปรบกวนตรงนั้นเลย แต่ตอนนี้แต่ละกลุ่มแยกกันเติบโตโดยไม่ได้มีความรู้จากกลุ่มอื่นๆ มาเสริมกัน เช่น จากสติ๊กเกอร์ 50 บาทจะสามารถพัฒนาเป็นงาน 5,000 บาทได้ไหม เราอยากช่วยทำให้ตลาดตรงนี้ใหญ่ขึ้น
เบล : เราคิดว่าจะทำงานนี้ต่อไปทุกปี เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาศิลปินเหล่านี้ ถ้าในอนาคตกลุ่มศิลปินเล็กๆ เหล่านี้อยากมาทำงานร่วมกันเราก็ยินดีนะ เพราะเราเชื่อว่ามันจะเป็นการสร้างเครือข่ายที่ดีเลย
โบว์ : ใช่ เหมือนงานทอล์กเราก็เชิญ Caracasan มา (กลุ่มศิลปินที่เคยจัดตลาดนัดภาพประกอบมาแล้ว) เพราะเราก็อยากรู้กระบวนการคิดของพวกเขาเหมือนกัน เราก็แก่แล้วเนอะ (หัวเราะ) ก็อยากรู้ว่านอกจากแฟนอาร์ตแล้วเด็กๆ เขาทำอะไรกันอีก
เบล : นอกจากเราเรียนรู้จากเขาแล้ว เขาก็จะได้เรียนรู้จากเราด้วย เราอยากให้ทุกคนในวงการนี้พัฒนาไปด้วยกัน
ทีมงานแต่ละคนเกี่ยวข้องกับวงการศิลปะไทยในคนละด้าน แต่ละคนคิดว่าวงการศิลปะไทยในตอนนี้เป็นยังไง
วิภว์ : ถ้าเทียบกับเมื่อสิบปีก่อน เราคิดว่าตอนนี้วงการศิลปะไทยเรียกว่าแมสได้แล้ว แต่หลายภาคส่วนก็ยังไม่เข้าใจ ภาครัฐเองก็มีส่วนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ภาคเอกชนหลายส่วนก็ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ
เราเคยไปดูงานที่ญี่ปุ่น ประเทศนี้เขาใช้ศิลปะในการโปรโมตเมืองอย่างสุดขั้วจนเป็นจุดขายไปแล้ว ซึ่งเขาใช้เวลาพัฒนาตรงนี้เกือบ 30 ปี แต่เมืองไทยตอนนี้หอศิลป์ยังลำบากอยู่ ต่างจังหวัดก็ยังไม่มีหอศิลป์เลย กลับกันนักวาดมีมากขึ้นเรื่อยๆ ดูแล้วไม่ตอบโจทย์กันเท่าไหร่ แต่ถ้าเราไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ เราคิดว่าวงการนี้จะเติบโตแน่นอน
โบว์ : ในมุมที่เราไม่ใช่ครีเอเตอร์แต่ก็ทำงานด้านนี้มาหลายปี เราไม่ได้มองว่าวงการนี้มีปัญหานะ เราว่ามันแค่ขาดความคิดของคนรุ่นใหม่ที่จะมาช่วยเติมให้วงการนี้แข็งแรงมากขึ้น อย่างเราอยู่มา 30 ปีไม่เคยคิดเลยว่าต่างจังหวัดก็ควรมีหอศิลป์ พอได้ยินเด็กๆ พูดแบบนี้แล้วรู้สึกว่ามันเจ๋งมากเลย เราคิดว่าตอนนี้เรากำลังรอเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ พวกนี้เติบโตขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนวงการศิลปะ
วิภว์ : เสริมจากโบว์ว่า แล้วคนวัยกลางๆ อย่างเราจะทำอะไรได้บ้าง เราคิดว่าเราสามารถช่วยเชื่อมเด็กเหล่านี้กับคนในแวดวงอื่นๆ หรือกับเพื่อนๆ เราได้ เราเชื่อว่าเพื่อนๆ ของเราจะมีโอกาสส่งต่อประสบการณ์หรือความรู้ให้พวกเขาได้
ฟังดูมีหวัง เหมือนวงการนี้กำลังเติบโต
เบล : เราคิดว่าตอนนี้ทุกคนกำลังแยกกันโต คือต่างฝ่ายต่างทำอะไรบางอย่างอยู่ แต่ถ้าเราไปช่วยรวบรวมฝ่ายต่างๆ เข้าด้วยกัน ไปทำความรู้จักเขา ไปช่วยใส่ปุ๋ย เปลี่ยนแสง กางร่มให้ พวกเขาก็น่าจะเติบโตได้ดีขึ้น เหมือนกับเรากำลังทำฟาร์ม
คนนอกวงการให้ความสำคัญกับงานศิลปะมากขึ้นไหม
วิภว์ : เราว่าศิลปะแมสขึ้นอย่างที่บอก เมื่อก่อนคำว่าอาร์ตฟังดูไกลตัวมาก แต่ตอนนี้เราว่ามันใกล้ตัวเราขึ้นเยอะ สังเกตง่ายๆ เดี๋ยวนี้คนที่มาซื้อของใน happening shop ก็ไม่ได้มีแค่คนในวงการอาร์ตแล้ว
โบว์ : อย่างช่วงการเมืองที่ผ่านมา ภาพสามารถเล่าเรื่องได้ดีกว่าข้อความมาก อาจเป็นเพราะเด็กรุ่นนี้มีความสามารถ เขาเลยทำโลโก้ ทำอินโฟกราฟิก ทำข้อมูลเป็นภาพกันเต็มไปหมด มันโชว์ให้เราเห็นชัดเลยว่าบางครั้งภาพอาจจะตอบโจทย์มากกว่าข้อความจริงๆ แล้วคนก็สนใจภาพพวกนี้มากๆ ด้วยเช่นกัน
วิภว์ : ใช่ นอกจากด้านสุนทรียะงานศิลปะกำลังตอบโจทย์มิติทางสังคมมากขึ้น นักวาดไปทำงานกับ สสส.หรือกรีนพีซก็ได้ หลังจากปิดรับสมัครงานนี้เรายังคิดว่าจะเอาผลงานของศิลปินทั้งเว็บไซต์ไปส่งให้ สสส.คัดเลือกเลย
สะอาด
nutthapon.au
เมื่องานอาร์ตใกล้ตัวและแมสขึ้น วงการศิลปะตอนนี้มีการแข่งขันที่สูงขึ้นไหม
วิภว์ : ตอบยากนะ (นิ่งคิด) ตอบหลายๆ แบบแล้วกัน ถ้าเป็นงานอาร์ตในหอศิลป์มันก็มีมูลค่า มีการแข่งขันสูงอยู่แล้วล่ะ เพราะมันอยู่ในขนบแบบนั้น แต่ถ้าลบคำว่าขนบออกไปแล้วพูดถึงงานอาร์ตที่เราบอกว่าแมสขึ้น เราว่าแต่ละคนก็มีช่องทางทำกินมากขึ้นนะ ลองดูในอินสตาแกรมสิ มีแอ็กเคานต์งานอาร์ตเยอะมากเลย หรือเดี๋ยวนี้อีเวนต์เกี่ยวกับศิลปะก็เยอะ อย่างภาครัฐก็มีงาน Biennale ของตัวเอง
เราคิดว่าช่องทางการแสดงออกมันเยอะขึ้นแต่ในทางกลับกันศิลปินรุ่นใหม่ก็เยอะขึ้นมากเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้คำว่าศิลปินมันเบลอ คนที่แต่งเพลงลงยูทูบก็เป็นศิลปินได้ คนที่วาดรูปด้วยไอแพดก็เป็นศิลปินได้ ดังนั้นทะเลของศิลปินจึงกว้างขึ้นจนทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นตามไปด้วย
ความเบลอตรงนี้เป็นเรื่องดีไหม
วิภว์ : เราไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีเพราะมันก็เหมือนการ disrupt อย่างหนึ่ง มันอาจจะทำให้ขนบศิลปะเดิมสั่นสะเทือน แต่เราว่าวงการศิลปะทั้งวงการจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้มากขึ้นเช่นกัน เพราะมีโอกาสให้คนพรีเซนต์ตัวเองเยอะขึ้น วิธีการก็สนุกและหลากหลายขึ้นด้วย
เบล : เราคิดว่าวงการนี้มีคนเยอะและหลากหลายอยู่แล้ว แต่บางคนพอทำอะไรที่โดดเด่นขึ้นมาสักชิ้นเขาก็จะถูกให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ทีนี้ศิลปินคนอื่นเลยไม่ถูกพูดถึง สมมติลูกค้าอยากทำงานชุดหนึ่ง แล้วมีศิลปินที่ทำงานนี้ได้ 5 คน ลูกค้าจะรู้จักแค่คนที่ดังๆ 2 คนเท่านั้น คนเหล่านี้จึงถูกใช้งานซ้ำไปซ้ำมา ดังนั้นถ้าเราเปิดให้สังคมได้เห็นว่าทั้ง 5 คน แตกต่างกันแบบไหน สไตล์เป็นยังไง ศิลปินและคนนอกวงการก็จะมีตัวเลือกมากขึ้น
วิภว์ : อีกด้านศิลปินก็ต้องพัฒนาตัวเองด้วย ใช่ว่าแสงมันจะสาดมาหาเขาตรงๆ เท่านั้น เขาก็ต้องวิ่งไปหาแสงเหมือนกัน หรือถ้าเขาโดนแสงนั้นสาดแล้วเขาจะเติบโตเป็นมืออาชีพที่ดีได้ไหม ศิลปินที่ไม่ผ่านตรงนี้ก็มีไม่น้อยนะ
เบล : ดังนั้นหลังจากงานนี้เราเลยคิดว่าจะทำการคิวเรตคอนเทนต์ลงเว็บไซต์ต่อไปเพื่อจะได้ส่งต่อความรู้และเรื่องราวของคนในแวดวงศิลปะออกไป นี่ก็เป็นเหมือนการช่วยสาดแสงให้เครือข่ายของเราขยายไปได้กว้างขึ้น
สุดท้ายแล้วอยากให้ BKKIF สร้างอะไรให้วงการนักวาดไทย
เบล : เฉิดฉายในวงการโลกเลย (ตอบทันที) ตอนนี้เราเริ่มสร้างเครือข่ายในเอเชียได้แล้ว แต่เราก็อยากพาพวกเขาไปยุโรปหรืออเมริกาบ้าง ตอนนี้เราได้ร่วมงานกับไทเปและโซลแล้วใช่ไหม ต่อไปเราก็อยากไปลอนดอนให้ได้เลย เราอยากพาทุกคนไปในระดับนั้น
วิภว์ : เหมือนกันครับ (หัวเราะ) จริงๆ ศิลปินไทยโกอินเตอร์ด้วยตัวเองได้อยู่แล้วนะ เช่น แสตมป์ไปออกอัลบั้มที่ญี่ปุ่น พี่เจ้ยไปเมืองคานส์ แต่นั่นเป็นส่วนน้อยมาก ในภาพรวมยังมีคนอีกเยอะที่มีฝีมือแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อให้งอกงาม ไม่ว่าจะงอกในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม เราเลยคาดหวังว่างานนี้จะเป็นดินเป็นปุ๋ยให้เขาเติบโตต่อไป
เบล : เราจะเป็นคนช่วยผลักดันให้ศิลปินไทยได้รู้ว่าเขาไม่ได้สู้เพียงลำพัง โดดเดี่ยว อ้างว้าง เคว้งคว้าง และเขาจะเติบโตได้ เพราะความสามารถศิลปินประเทศเราไม่แพ้ใคร
Highlights
- Bangkok Illustration Fair 2021 (BKKIF) คือเทศกาลที่รวมนักวาดภาพประกอบไทยกว่าร้อยชีวิต จัดขึ้นในเว็บไซต์ bangkokillustrationfair.com ในเดือนมีนาคม 2021
- เว็บไซต์นี้เป็นพื้นที่โชว์เคสงานของศิลปินนักวาดชาวไทยเพื่อให้นักวาดถูกมองเห็นมากขึ้น มีงานทอล์กที่พูดถึงจุดเริ่มต้นของนักวาดชื่อดัง และทีม BKKIF ยังเชิญผู้เชี่ยวชาญจากวงการศิลปะด้านต่างๆ ทั้งไทยและเทศมาเป็น ‘รีวิวเวอร์’ ให้คอมเมนต์นักวาดที่เข้าตา หรือจะชวนไปร่วมงานและทำนิทรรศการก็ได้
- ความตั้งใจของ BKKIF คือการเปิดพื้นที่ให้นักวาดแต่ละคนได้เฉิดฉายมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็อยากสร้างคอมมิวนิตี้ของนักวาดให้ได้มาแลกเปลี่ยนความรู้และเติบโตอย่างไม่โดดเดี่ยว ส่วนฝันที่ใหญ่กว่านั้นคือการพานักวาดที่มีความสามารถเหล่านี้ไปเติบโตในระดับสากล