โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประกันชีวิตแบบไหน…เหมาะกับเรา?

Wealth Me Up

เผยแพร่ 25 พ.ค. 2563 เวลา 03.59 น. • Wealth Me Up

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถให้ความคุ้มครองกับผู้เอาประกัน รวมถึงคนที่รักในยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด นอกจากนี้ ยังได้ประโยชน์ในเรื่องการออมเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจทำประกัน ต้องพิจารณาให้ละเอียด เพราะมีหลายรูปแบบและแต่ละแบบตอบโจทย์เป้าหมายการเงินที่ต่างกันไป

 

  • ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา

 

ขึ้นชื่อว่าชั่วระยะเวลา แสดงว่ามีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองชัดเจนแน่นอน ที่มักเห็นในท้องตลาด เช่น คุ้มครอง 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี เป็นต้น ประกันรูปแบบนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในหมู่คนไทย เนื่องจากเป็นเบี้ยจ่ายทิ้ง เพราะครบกำหนดอายุกรมธรรม์แล้วไม่มีเงินเหลือคืนแก่ผู้ถือกรมธรรม์ แต่ข้อดี คือ ให้ความคุ้มครองที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับประกันชีวิตรูปแบบอื่น

 

  • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

 

ให้ความคุ้มครองระยะยาวจนกระทั่งเสียชีวิตหรือเมื่อสูงอายุ เช่น 90 ปี หรือ 99 ปี เป็นต้น มักให้ทุนประกันคุ้มครองที่สูง มีทั้งแบบชำระเบี้ยระยะสั้นและระยะยาว ข้อดี คือ เบี้ยที่ส่งไปไม่ใช่เบี้ยจ่ายทิ้งทั้งหมด เห็นได้จากมูลค่าเงินสดของกรมธรรม์ที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลาความคุ้มครอง ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ผู้เอาประกันสามารถกู้เงินกรมธรรม์มาใช้ หรือเวนคืนกรมธรรม์เพื่อนำเงินมาใช้ได้

 

  • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

 

นอกจากความคุ้มครองที่ได้รับแล้ว ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ถือเป็นเครื่องมือออมเงินที่มีประสิทธิภาพอย่างมากในเรื่องของการสร้างวินัยการออมระยะยาว และให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการออมเงินในธนาคารแบบปกติ

 

  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ

 

เหมาะสำหรับการออมเงินเพื่อเป็นรายได้ในยามเกษียณ โดยผู้เอาประกันจะได้รับเงินคืนในลักษณะคล้ายกับเงินบำนาญเป็นรายงวดหลังอายุ 55 ปี หรือ 60 ปีเป็นต้นไป จนกระทั่งครบกำหนดสัญญาหรือจนกระทั่งเสียชีวิต แต่เนื่องจากเป็นประกันที่เน้นเรื่องการออมเงินเป็นหลัก จึงให้ความคุ้มครองน้อยเมื่อเทียบกับแบบประกันชีวิตอื่น

 

นอกจากนี้ ยังมีอนุสัญญาประกันสุขภาพและอุบัติเหตุที่สามารถเลือกทำเพิ่มเติมแนบกับตัวสัญญาประกันชีวิตหลักข้างต้นได้ โดยจะครอบคลุมถึงค่าห้องผู้ป่วย ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยรายวัน โรคร้ายแรง และอุบัติเหตุ เป็นต้น ซึ่งสามารถเลือกทำให้เหมาะสมกับสถานพยาบาลที่ใช้ประจำและสวัสดิการที่ตัวเองมีได้

จะเห็นได้ว่าประกันแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนั้นลองมาดูกันว่าหากเราอยู่ในช่วงวัยที่แตกต่างกัน ควรทำประกันรูปแบบใดถึงจะเหมาะสม

 

ช่วงสะสม (เริ่มทำงาน)

 

ในวัยเริ่มทำงานอายุ 20 – 25 ปี มักจะเป็นช่วงที่มีรายได้ค่อนข้างจำกัด แต่อยู่ในช่วงค้นหาตัวเองซึ่งทำให้คนในวัยนี้มีรายจ่ายค่อนข้างสูง ถ้าหากบริหารรายรับรายจ่ายได้ดีและเริ่มลงทุนได้ไว จะสามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากมีรายจ่ายเกิดขึ้นในช่วงนี้ เช่น เจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ อาจส่งผลให้เงินออมหมดไป หรือกระทั่งกลายเป็นหนี้สินก็เป็นได้

 

ดังนั้น ในวัยนี้ควรให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงที่จะทำให้ความมั่งคั่งลดลง เช่น การทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ ทั้งนี้ไม่ควรซื้ออนุสัญญาสุขภาพข้างต้นกับประกันชั่วระยะเวลาหรือแบบสะสมทรัพย์ แต่ควรทำคู่กับประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เพื่อให้อนุสัญญาสุขภาพยังคงคุ้มครองในระยะยาว

 

สำหรับทุนประกันชีวิต ควรพิจารณาทำในจำนวนที่เหมาะสมกับภาระที่ต้องดูแลคนข้างหลัง แต่โดยส่วนมากในวัยเริ่มทำงาน บิดามารดายังคงสามารถทำงานได้อยู่จึงยังไม่จำเป็นต้องทำทุนประกันสูงนัก แต่ให้เน้นเก็บออมและลงทุนจะเหมาะสมกว่า

 

ช่วงมั่นคง (มีครอบครัว)

 

ในวัย 30 – 40 ปี รายได้เริ่มสูงขึ้น มีหลายคนซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่ แต่ก็มาพร้อมกับหนี้สินก้อนโต นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่เริ่มสร้างครอบครัวและมีบุตร ทำให้มีความรับผิดชอบและภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ซึ่งหากคนใดคนหนึ่งของครอบครัวไม่สามารถทำงานได้ หรือจากไปก่อนวัยอันควร อาจส่งผลกระทบต่อครอบครัวอย่างรุนแรงได้

 

คนในวัยนี้จึงควรให้ความสำคัญกับการทำทุนประกันชีวิตให้ครอบคลุมภาระหนี้สินที่ก่อไว้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาระกับคนข้างหลัง ที่สำคัญผู้ที่เป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัว ควรพิจารณาทำทุนประกันให้พอเพียงกับค่าใช้จ่ายของครอบครัวและอนาคตการศึกษาของบุตรด้วย โดยอาจเลือกทำประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา เช่น ทำแบบชั่วระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปี หรือตลอดระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ หรือทำแบบชั่วระยะเวลาคุ้มครอง 20 ปี หรือแบบตลอดชีพให้คุ้มครองจนกระทั่งบุตรเรียนจบ

 

นอกจากนี้รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้มีภาระภาษีตามมา การวางแผนเก็บออมผ่านประกันชีวิตที่มีอายุสัญญาเกิน 10 ปีขึ้นไป หรืออนุสัญญาค่ารักษาพยาบาล สามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้ด้วย

 

ระยะอุทิศ (ก่อนเกษียณจนถึงหลังเกษียณอายุ)

 

ช่วงวัยนี้บุตรเริ่มเรียนจบ ภาระหนี้ก้อนใหญ่ก็เริ่มผ่อนหมด ในขณะที่รายได้อยู่ในระดับสูงทำให้มีเงินเหลือเก็บพอสมควร แต่ด้วยระยะเวลาทำงานเหลือน้อยลง ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมสำหรับการเกษียณอย่างการเก็บออมเป็นพิเศษ รวมถึงสุขภาพที่นับวันเริ่มจะถดถอยลงไป

 

ประกันชีวิตที่ตอบโจทย์ในวัยนี้จึงเน้นไปที่การออมเป็นหลัก เช่น ประกันสะสมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประกันชีวิตแบบบำนาญที่นอกจากจะเป็นเงินออมแล้วยังได้สิทธิลดหย่อนทางภาษีเพิ่มเติมอีก 15% ของเงินได้ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. SSF และ RMF สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท เพิ่มเติมจากสิทธิ์ของประกันชีวิตปกติ 100,000 บาทแรก

 

อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อแบบประกันในระยะอุทิศนี้ ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับระยะเวลาการทำงานที่เหลืออยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นภาระรายจ่ายในช่วงหลังเกษียณที่อาจจะไม่มีรายได้เข้ามาแล้ว ทั้งนี้หากสุขภาพยังปกติอยู่ควรพิจารณาทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม เพราะมีโอกาสที่จะเจ็บป่วยสูงขึ้นในวัยเกษียณ

 

จะเห็นว่าคนในแต่ละวัยต่างมีสถานะและความต้องการทางการเงินที่ต่างกัน จึงทำให้แบบประกันที่เหมาะสมแตกต่างกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อประกันชีวิตควรอยู่บนสถานภาพและภาระของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจต่างกันแม้จะอยู่ในช่วงวัยเดียวกันก็ตาม จึงควรพิจารณาให้เหมาะสมกับตัวเองทั้งในแง่ความจำเป็น ความเสี่ยง และความสามารถในการชำระด้วย

 

 

#WealthMeUp

 

ที่มาข้อมูล : https://www.set.or.th/set/education/knowledgedetail.do?contentId=6644&type=article

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...