โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รีวิวเรียนสถาบันภาษาเกาหลี 'Yonsei KLI' สู่การเป็นเด็กทุนรัฐบาลเกาหลีในรั้ว ม.ยอนเซ

Dek-D.com

เผยแพร่ 20 ก.ย 2564 เวลา 02.36 น. • DEK-D.com
เล่าชีวิตเด็กสถาบันภาษา Yonsei University Korean Language Institute (YSKLI) // โปรแกรมที่เน้น Academic เตรียมพร้อมสู่มหาลัย

อันยองค่ะชาว Dek-D~ นับวันกระแสเรียนภาษาเกาหลีจะยิ่งมาแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากโรงเรียนกับมหาวิทยาลัยในไทยจะเปิดสอนแผนนี้โดยเฉพาะแล้ว เดี๋ยวนี้ยังมีช่อง YouTube และคอร์สออนไลน์ให้เข้าถึงได้ฟรีๆ เยอะมากกก หรืออีกทางเลือกนึงคือมีหลายคนไป take course ของสถาบันภาษาที่มหาลัยในเกาหลีเปิดสอนเพื่อให้ได้ซึมซับภาษาและวัฒนธรรมเต็มๆ

และหนึ่งในนั้นคือ‘น้องขิม’ ณัฐมนต์ ครูส่ง ที่หลังจากเรียนจบม.ปลายแผนศิลป์-คำนวณเน้นภาษาอังกฤษ ก็ตัดสินใจไปค้นหาตัวเองโดยการลงเรียนภาษาเกาหลีที่ Yonsei University Korean Language Institute (YSKLI) จากเลเวล 2 จนจบเลเวล 6 ปัจจุบันเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ป.ตรีที่Yonsei Universityที่เดียวกับที่เรียนภาษาเลยค่ะ ในนี้จะเล่าตั้งแต่การเรียนคลาสภาษา สภาพแวดล้อม บรรยากาศ สภาพแวดล้อม รวมถึงการปรับตัวจากเด็กสถาบันภาษาสู่เด็กปี 1 ในรั้วม.ยอนเซด้วย // ใครอยากเรียนต่อเกาหลีห้ามพลาด เพราะเด็กที่เรียนสถาบันภาษามีโอกาสได้รับการแนะนำให้กับทางคณะของมหาลัยยอนเซด้วยนะคะ

เพราะสื่อบันเทิงมีคุณภาพ

เลยเริ่มอยากเรียนรู้ภาษา

“หนูเป็นคนนึงที่เริ่มเรียนภาษาเกาหลีเพราะซีรีส์กับรายการวาไรตี้ของเค้าค่ะ เพราะไม่ใช่แค่คอนเทนต์สนุก แต่ยังมีซับไตเติลให้เราซึมซับภาษากับวัฒนธรรมของเค้าแบบอ้อมๆ ได้อีก หลังจากเรียนจบมัธยมก็เลยอยากค้นหาตัวเองก่อน เลยขอที่บ้านไปเรียนสถาบันภาษาของ ม.ยอนเซ (YSKLI) การสมัครง่ายมากๆ ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอะไรมากมาย แค่ต้องเช็กว่าจะสมัครโปรแกรมไหน เน้นเตรียมเอกสารให้ครบ จากนั้นเค้าจะมี Placement Test ดูเลเวลภาษาของเราก่อน ถ้าเกิดไม่ได้ภาษาเกาหลีเลยก็เริ่มต้นที่ 1 ค่ะ”

โปรแกรมทั้งหมดมีดังนี้

(อ้างอิง: https://www.yskli.com/hp/main/main.do)

  • Regular Program
  • The University Korean Program
  • Evening Program
  • Advanced Program
  • Summer Special Program
  • 3-Week Program
  • Request Program

“ส่วนหนูเริ่มมาเรียนตอนเลเวล 2 โปรแกรม Regular Programที่จะเน้นการสื่อสารในชีวิตประจำวัน พอจบเลเวลนึงรู้สึกอยากให้ท้าทายขึ้น เลยย้ายมาเป็น The University Korean Programตอนเลเวล 3 (ตอนจะย้ายก็แค่ลงทะเบียนง่ายๆ แล้วทำ Placement Test เพราะข้อสอบคนละชุดกัน)”

โปรแกรม Regular vs. The University Korean Program

ข้อแตกต่างของ 2 โปรแกรมนี้ (*จากประสบการณ์ส่วนตัว)

  • เกณฑ์การ pass ชั้น ถ้าเป็น Regular ต้องทำคะแนนรวม 4 ทักษะ = 60% ขึ้นไป แต่ The University Korean Program จะต้อง 70% และมีคะแนนการเข้าชั้นเรียน (Attendance) เช่น ปกติเรียน 200 ชั่วโมงต่อเทอม ต้องเข้าคลาส 80% หรือ 160 ชั่วโมงขึ้นไปด้วย

  • Regular Program จะเน้นสื่อสารในชีวิตประจำวันมากกว่า แต่เนื้อหาของ The University Korean Program จะค่อนข้างเป็นเชิง Academic ที่ใช้กันในระดับมหาลัยเลย มีทั้งแนวมนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ เข้มข้นมากก แล้วยังมีสอนนำเสนองานกับโต้วาทีด้วย *มีพี่คนนึงตั้งใจจะมาเรียนต่อแพทย์ เค้าก็มาเรียนโปรแกรมนี้ก่อนเพื่อเตรียมความพร้อม นอกจากนี้หนูเห็นว่าเพื่อนที่เรียน Regular ได้ทำรายงานตอนเลเวล 5 แต่โปรแกรมของเราจะได้ทำตั้งแต่เลเวล 4 การดีเบตก็เริ่มเร็วกว่าค่ะ

บรรยากาศในคลาส & วิธีเรียน

"ถ้าเป็นเลเวลแรกๆ ระดับ Beginner คลาสนึงน่าจะมีนักเรียนไม่เกิน 13 คน แต่จำนวนห้องเยอะมากกก ตอนนั้นเห็นเลเวล 2 มี 13 คลาส แต่พอเลเวลสูงขึ้นอาจเหลือแค่ 1 คลาส ส่วนใหญ่คนจีนกับญี่ปุ่นจะมาเรียนเยอะ แต่ละคนที่เรียนมี background ต่างกัน เช่น ตอนเรียนเลเวล 6 มี Visiting Professor ที่สอนวิชาประวัติศาสตร์เกาหลีชาวอเมริกันมานั่งเรียนด้วยกันอีกด้วย"

"ปกติแล้วใน 1 ปีจะได้เรียน 4 เทอม / เลเวลละ 2 เดือนครึ่ง / แล้วหยุด 2 สัปดาห์ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยใน 1 วันจะแบ่งเป็น 4 คาบ คาบละ 50 นาที ซึ่งใน 1 วันเค้าจะจัดให้เรียนประมาณ 2-3 ทักษะ

ยกตัวอย่างเช่นListeningตอนแรกจะให้ฝึกฟัง Passage สั้นๆ แล้วตอบคำถาม แต่พอเลเวลสูงขึ้นก็จะยาวเป็นหน้าๆ ส่วน Speaking อาจารย์จะให้โต้วาทีหรือกำหนดหัวข้อให้นั่งดิสคัสกันในคลาส หรืออย่าง Writing นอกจาก Essay สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็ยังมีให้แต่งประโยคทุกวันด้วยค่ะ หนูว่าเนี่ยยากสุดเพราะเป็นคนแต่งประโยคไม่เก่งเลยยย

ส่วนตัวคิดว่ายากสุดคือช่วงเปลี่ยนผ่านจากกึบ 3 ไปกึบ 4 เพราะทั้งภาษาและศัพท์แอดวานซ์ขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยค่ะ จะไม่ใช่ศัพท์ในชีวิตประจำวันเหมือนก่อนหน้านี้ที่อาจคุ้นจากในทีวีบ้าง ส่วนแกรมมาร์ก็ค่อยๆ ไต่เลเวลขึ้นมา แต่จะยากตรงที่ต้องมาประกอบกับคำศัพท์"

"จริงๆ แล้วแทบไม่รู้สึกว่าเพื่อนแข่งกันเรียน แต่กลายเป็นเราเองที่อยากรักษามาตรฐานให้ได้พอๆ กับคนอื่นมากกว่า ความรู้สึกเลยขึ้นๆ ลงๆ ยิ่งตอนสอบคือเครียดมาก เพราะทั้งเนื้อหาเยอะ แล้วตัดเกรดโหด อย่างที่บอกคือถ้าจะ pass ชั้นต้องได้ 70% ขึ้นไป (ถ้า 69 คือ F) และคะแนนแต่ละสกิลต้องไม่ต่ำกว่า 70 ด้วย"

ว่าด้วยเรื่องทัศนศึกษา

"ปกติถ้าไม่มีโควิดเค้าจะมีทัศนศึกษาด้วยเทอมละ 1 ครั้ง อย่างหนูมีโอกาสได้ไปสถานีโทรทัศน์ MBCไปกันยกคลาส ไม่มีการบ้าน ทางสถานีเค้าจะมีเปิดโซนนึงของสถานีให้นักท่องเที่ยวเข้าชมโดยเฉพาะ ให้เราได้เห็นระบบการทำงาน มีบทละครให้อ่านได้ มีห้องถ่ายทำเป็นจอเลื่อนๆ ให้ลองเล่นเหมือนในห้องประกาศข่าว ปกติน่าจะมีนักท่องเที่ยวมากันเยอะแยะเลยค่ะ

แต่ที่น่าเสียดายอีกอย่างคือปกติตอนจบเลเวล 6 มีทริปจบไปต่างจังหวัด แล้วในวันมอบใบประกาศฯ ทุกคนจะได้แต่งชุดฮันบกแบบ formal เข้าไปรับ แต่ของหนูดันเป็นออนไลน์แทนค่ะ TT"

เมื่อมองย้อนกลับไปตอนเลเวล 2

"หนูว่ามันเหมือนกับมุมมองของเราเปลี่ยนไปเลย อย่างเช่นตอนเลเวล 2 เรียนภาษานึงได้ประมาณนึงแล้ว ก็จะแบบ เฮ้ยยย เราได้เยอะแล้วนะเนี่ยเรียนแป๊บๆ ก็น่าจะจบแล้วแหละ แต่พอจบเลเวล 6 มาปุ๊บ โห เรายังไม่รู้อะไรอีกเยอะเลย ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้อีก มีศัพท์ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน"

เมื่อรีเสิร์ชก่อนจบของสถาบันภาษา

พาไปเจอเป้าหมายเรียนต่อมหาลัย

"หลักๆ แล้วเป้าหมายที่สถาบันภาษาให้เราทำวิจัย (Research) คืออยากให้คือเรารู้ว่าจะเข้าถึงข้อมูลได้จากแหล่งไหนและด้วยวิธีไหนบ้าง โดยเราต้องทำ Presentation นำเสนออาจารย์ 2-3 ครั้งว่าจะทำเรื่องนี้ + คอยอัปเดตเรื่อยๆ + นำเสนอผลหลังวิจัยเสร็จสิ้น **หนูใช้เวลาทำทั้งเทอม แต่พอเข้ามหาลัยจริง งานสเกลนี้ใช้เวลาแค่สัปดาห์เดียว แล้วยังเข้มข้นกว่าเดิมอีกกก เพราะเรียนออนไลน์แล้วเค้าจะสั่งงานลักษณะนี้แทนการสอบกลางภาคและปลายภาคค่ะ

หนูเลือกทำวิจัยหัวข้อ “โฆษณาแฝงในสื่อเกาหลีและการยอมรับของผู้บริโภค” ความท้าทายคือเราเองยังไม่ค่อยรู้จักเพื่อนที่เป็นคนเกาหลี การจะเจาะอินไซต์เลยไม่ง่ายขนาดนั้น อิงจากรีเสิร์ชที่เค้าเผยแพร่บนเว็บ ระหว่างเก็บข้อมูลเราได้ค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจว่าปกติแล้ว TV หรือ YouTube ของเกาหลี ถ้ามีโฆษณาแฝงจะต้องเขียนไว้ชัดเจนด้วย ส่วนความถี่ของโฆษณา ส่วนใหญ่จะมีครั้งเดียวคั่นระหว่าง 2 รายการ แล้วถ้าเป็นเมื่อก่อน ละครตั้งแต่ต้นจนจบแทบไม่มีโฆษณาเลย

แล้ววิจัยนี้ทำให้เป้าหมายเราชัดเจนขึ้น ตอนแรกลังเลว่าจะยื่นสมัครเรียนแนวนิเทศฯ หรือธุรกิจดี ซึ่งเรื่องนี้อยู่ก้ำกึ่งระหว่าง 2 ฝั่ง พอได้ชั่งน้ำหนักก็รู้สึกตัวเองจะเหมาะกับทาง Marketing มากกว่า เลยเลือกไปทั้ง 3 อันดับเลยค่ะ

อันดับ 1 :คณะ Business Administration ที่ Yonsei University (*ได้อันดับนี้)

อันดับ 2 :คณะ Liberal Arts & Social Science Business Administration ที่ Hanyang University

อันดับ 3 :คณะ College of Business Administration ที่ Hannam University

อ่านรีวิวขอทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ (ป.ตรี)

"ส่วนที่เลือก ม.ยอนเซเพราะจากที่ได้เรียนภาษามา เราเห็นว่าเค้าจัดสภาพแวดล้อมสำหรับนักศึกษาดีมาก เน้นทั้งเรื่องเรียน+ชีวิตมหาวิทยาลัย มีครบทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก ชมรม กิจกรรม แล้วยังมีงานแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ระหว่าง ม.ยอนเซกับ ม.โคเรีย (연고전) แล้วยังมีเทศกาล Akaraka (아카라카)ที่จะมีนักร้องไอดอลต่างๆ มากันเยอะมาก น่าเสียดายปีนี้อดเพราะโควิด (ช่วงปี 1 มหาลัยจะมีแบ่งเป็นบ้านๆ ในหอของ International Campus ให้ฟีลเหมือนใน Harry Potter ด้วยนะคะ มีรุ่นพี่ดูแลและจัดกิจกรรมให้)

อยากแนะนำคนที่อยากเรียนต่อมหาลัยที่เกาหลีว่า การเรียนสถาบันภาษา YSKLI เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าเรียนที่ ม.ยอนเซด้วยเพราะเค้าจะมีให้อาจารย์ช่วยเสนอนักเรียนในห้องที่เรียนดีให้อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนสอนภาษาพิจารณา ถ้าผ่านโรงเรียนก็จะแนะนำให้ทางคณะของ ม.ยอนเซโดยตรงอีกทีนึงค่ะ"

รีวิวชีวิตเด็ก ม.ยอนเซ

ประเดิมด้วยการเรียนออนไลน์

ด้วยความที่เรียนภาษาจบเลเวล 6 แล้ว พอสมัครเรียน ม.ยอนเซต่อเค้าก็ตัดให้เราเป็น TOPIK 6 เลยค่ะ (เงื่อนไขทุนนี้คือถ้าได้ TOPIK 5 ขึ้นไป = ไม่ต้องเรียนคอร์สภาษาแล้ว) ดังนั้นตอนนี้เรากำลังเรียนปี 1 ที่ ม.ยอนเซ รายวิชาเป็นแบบ GenED คณะเราจะมี require ให้เก็บวิชาสถิติ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ วิชาคณะจะค่อนข้างโหดอยู่ (ขนาดรุ่นพี่คนเกาหลียังบอกว่ากว่าจะรอดมาได้ก็แทบตาย)"

แล้วยิ่งตอนเรียนต้องพยายามรักษามาตรฐานให้เทียบเท่า เพราะเรียนหลักสูตรภาษาเกาหลี ก็คือเรียนกับคนเกาหลี 100% อาจจะมีนักเรียนต่างชาตินิดหน่อยแต่อย่างที่รู้กันว่าเรียนออนไลน์ไม่ได้เอื้อกับการหาเพื่อน ทุกคนไม่ยอมเปิดกล้องจนจบเทอมยังแทบไม่เคยเห็นหน้ากันเลยค่ะ 555"

เลือกเรียนได้อิสระสุดๆ

"ข้อดีของการเรียนที่ ม.ยอนเซ คือเด็กมีอิสระในการเลือกเรียนสนใจวิชาไหนก็ลงได้เลย น้อยมากที่จะจำกัดว่าต้องเป็นเด็กคณะไหนถึงจะลงวิชานี้ได้ นอกจากนี้เราสามารถเรียนเป็นเมเจอร์เดี่ยว / ดับเบิลเมเจอร์ / หรือไมโครเมเจอร์ก็ได้ แต่ละแบบจะมีกำหนดหน่วยกิตที่บังคับลงเรียนต่างกัน พอเรียนจนปี 3 ก็สามารถย้ายคณะได้ และมีเลือกเรียนแบบตรีควบโทได้ด้วย เปิดกว้างมากจริงๆ"

คอร์สภาษาระดับ 6 VS. ชีวิตมหาลัยปี 1

"เรื่องเนื้อหาความยากคือเหมือนเป็นภาคต่อ (Next Level) ของสถาบันภาษาเลยค่ะ ตอนเรียนภาษาจบกึบ 6 ก็ยังมั่นใจว่าพอได้แล้วแหละ เพื่อนหลายคนที่จบกึบ 6 ก็คิดแบบนั้น แต่พอเข้ามาจริงๆ มีอะไรมากกว่านั้นอีกเยอะเลย

โปรแกรมที่สถาบันภาษาก็จะเน้นพัฒนาเลเวลภาษาโดยเฉพาะ แต่พอ switch มาเป็นหลักสูตรมหาลัยแล้ว เค้าโฟกัสเรื่องเนื้อหา ไม่มีเวลามาทวนเรื่องภาษา บางแกรมมาร์ก็เพิ่งมาเห็นเลย นอกจากนี้ยังต้องปรับตัวเรื่องสังคม เพราะการคุยกับเจ้าของภาษากับคนต่างชาติจะมี gap แตกต่างกัน ถึงคุย topic เดียวกันแต่เหมือนกับตอนคุยกับคนเกาหลีแล้วหนูจะกดดันกว่าอย่างบอกไม่ถูก"

เรียนคลาสเกาหลีล้วน VS. คลาสเด็กต่างชาติล้วน

“ปกติเรียนเกาหลี แต่จะมีบางรายวิชาที่ขึ้นต้นด้วย GLC (Global Leadership College) จะจำกัดเฉพาะเด็กต่างชาติเท่านั้น เราต้องเรียนครบ 3 วิชาตอนปี 1

ดังนั้นหนูเลยเห็นภาพความต่างชัดระหว่างวิชาที่เรียนกับคนเกาหลีล้วนและต่างชาติความคาดหวังของอาจารย์ในคลาส GLC เค้าดูเข้าใจต่างชาติกว่า เรื่องภาษาบางคนอาจยังไม่เป๊ะ เค้าก็ค่อยๆ อธิบาย แต่ถ้าวิชาคนเกาหลีล้วนเลย เช่น วิชาHealth & Exerciseเนื้อหาคือ โหนึกว่าเรียนหมอ 55555 เค้าสอนละเอียดมากกก ศัพท์เฉพาะนี่พรั่งพรูสุดๆ ลึกยันชื่อเซลล์กล้ามเนื้อ เส้นประสาท หน้าที่ ประเภทการบาดเจ็บ วิธีรักษาและปฐมพยาบาล ซึ่งคลาสนี้หนูได้เรียนออนไลน์ ลุ้นตรงที่ต้องทำรายงาน และตัดเกรดรวมกับเด็กเกาหลี สรุปเขียนส่งไป 7 หน้า พอคะแนนวิชานี้ออกมาได้ 96/100 เกินคาดมากกก ><

ส่วนวิชา Food Scienceเรียนเป็นภาษาอังกฤษ เนื้อหาลึกพอสมควรเลยค่ะ สมมติเรียนเรื่องแป้ง ก็เรียนยันโครงสร้างแป้ง กลูเตนยังไง นม ชีส ประวัติความเป็นมาของ Pasta”

และด้วยความที่มหาลัยเป็นมหาลัยที่เน้นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์เลยมีวิชา เช่น Christianity และ Chapel เพิ่มเข้ามาเป็นวิชาบังคับที่จะต้องเก็บให้ครบก่อนจบการศึกษาด้วยค่ะ ซึ่ง Chapel จะต้องเรียนทั้งหมด 4 เทอมเลย"

เรื่องการตัดเกรด แบ่งถี่มาก เช่น A, A+, A0, A- เกรดสูงสุดคือ 4.3 (ถ้าเป็น ม.โคเรียคือ 4.5)

ชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ

ชีวิตแต่ละวันที่เกาหลี

  • เรื่องสวัสดิการหนูว่ามีความเท่าเทียมระหว่างคนต่างชาติกับคนเกาหลีในระดับที่น่าพึงพอใจเลย อย่างเช่นเราต้องจ่ายประกันสุขภาพเหมือนกัน เราเบิกเงินค่าประกันได้ หนูเคยไปตรวจสายตาแล้วตัดแว่นล่าสุด จ่ายไปแค่ 600 บาทเอง (แล้วแต่เงื่อนไข) บางทีจ่ายนิดหน่อย อาจจะค่าน้ำตาเทียมก็ตก 300 บาท ซึ่งจริงๆ น่าจะต้องเสียประมาณ 1,200 บาทเลยค่ะ

  • ไหนๆ ก็เล่าเรื่องสุขภาพ หนูคิดว่าคนเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ง่ายมากอย่างมีเพื่อนไปประชุมแล้วเจอคนติดโควิดแล้วสงสัยว่าตัวเองติดเชื้อมั้ย ก็แค่ Walk-in ไปตรวจได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องมีอาการมาก่อน วันรุ่งขึ้นผลออก

  • แต่ที่ลำบากคือชื่อคนไทยกับคนต่างชาติจะยาวแล้วจะเจอปัญหาตอนต้องยืนยันตัวตนเวลาสมัคร App ทำธุรกรรมอะไรสักอย่าง เพราะในช่องกรอก Alien Registration Number บางทีเขียนไม่พอ มีจังหวะที่ลงทะเบียนไม่ผ่านบ้าง 55555

  • ระบบอาวุโส (Seniority) ของคนเกาหลีเข้มข้นมั้ย … คิดว่าแล้วแต่ประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน และต่างกันเป็นกรณีๆ ไป อย่างหนูเองรู้สึกว่าคนเกาหลีค่อนข้างซีเรียสกับวิธีการเรียก คำศัพท์ระดับสุภาพหรือไม่สุภาพค่ะ

  • ระบบเตือนภัยฉุกเฉิน (Emergency Alert) ที่เกาหลี เตือนถี่มากกก มีทุกวัน ไม่ใช่แค่โควิด บางทีมี Heat wave มาก็เตือนเหมือนกัน

แชร์วิธีเรียนภาษาเกาหลี & แนะนำคอร์สฟรี ม.ยอนเซ

"ปกติหนูจะฝึกภาษาจากการดูรายการวาไรตี้กับ YouTube ที่มีซับไตเติลเกาหลีเป็นหลัก มีทั้งแนวทำอาหาร บิวตี้ เที่ยว ฯลฯ เพื่อเพิ่มคลังศัพท์ได้หลายๆ หมวดค่ะ พักหลังนี้เราก็อยากบังคับให้ตัวเองฝึกสกิลการฟังด้วย เพราะในชีวิตจริงมีหลายสำเนียงและวิธีพูดที่หลากหลาย เลยเลือกฟังวิทยุเกาหลีในแอปฯ นอกจากนี้คืออ่านหนังสืิอตามหัวข้อที่ชอบ เช่น เรื่องสั้น การพัฒนาตัวเอง ฯลฯ เลือกที่จะอ่านแล้วไม่เบื่อ จะได้เรียนรู้การเขียนและ expression ที่หลากหลายด้วยค่ะ

แล้วแนะนำว่าล่าสุดวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมาทางมหาลัยได้เปิดแพลตฟอร์ม Learnus.org (ที่ปกติจะให้นักศึกษาใช้เรียนออนไลน์) ให้กับคนทั่วไปเข้ามาลงทะเบียนเรียนคอร์สต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นOpen program(คอร์สฟรี) หรือ Professional Program (มีค่าใช้จ่าย)มีหลักสูตรหลากหลายให้เลือกทั้งด้าน IT, Humanities, Life science, Art และอื่นๆ อีกเยอะเลยค่ะ ที่สำคัญหลังจากเรียนจบแล้วยังได้ใบ Certificates ให้อีกด้วยค่ะ”

เข้าสู่เว็บไซต์คอร์สเรียน LearnUs

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...