6 หุ้นลุ้นอานิสงส์ EEC ลุยสร้างเมืองการบินอู่ตะเภา
เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ใหญ่ที่ถูกจับตาอยู่เสมอ สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภาและการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ดูเหมือนจะยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในปี 2568 นี้ จะเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีของโครงการดังกล่าวขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อเลขาธิการสํานักงาน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้ออกมาเปิดเผยว่า บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จํากัด (UTA) มีแผนที่จะเริ่มการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารและเมืองการบินก่อนการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (BA ถือหุ้น 45% ใน UTA, BTS ถือหุ้น 35% และ STECON ถือหุ้น 20%)
โดยโครงการในพื้นที่ EEC ประกอบด้วยโครงการเมกะโปรเจกต์ 4 โครงการ ได้แก่ ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3, ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ระยะที่ 3, รถไฟความเร็วสูง, และสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา โดยเบื้องต้น EEC มีแผนให้เริ่มก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงก่อน แล้วจึงเริ่มก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภา อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดความล่าช้าอย่างยาวนานของโครงการรถไฟความเร็วสูง ขณะนี้ EEC มีแผนอนุญาตให้ UTA เริ่มก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภาก่อนโครงการรถไฟความเร็วสงู
สำหรับโครงการที่เริ่มดําเนินการในพื้นที่ EEC ในปัจจุบัน ได้แก่ 1) ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (มูลค่าโครงการ 1 หมื่นลบ. โดย ITD เป็นผู้รับเหมา) 2) ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนที่ 1 (มูลค่าโครงการ 2.1 หมื่นลบ. โดย CNCC) และ 3) รันเวย์และทางขับที่ 2 ของสนามบินอู่ตะเภา (มูลค่าโครงการ 1.3 หมื่นลบ. โดย ITD)
ส่วนโครงการที่ยังเหลือในพื้นที่ EEC ได้แก่ 1. รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (มูลค่า 1.13 แสนลบ. โดย ITD), 2. มอเตอร์เวย์สาย M7 (มูลค่า 4.5 พันลบ. อยู่ในขั้นตอนการประมูล) 3. อาคารผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา (มูลค่า 2.7 หมื่นลบ. โดย STECON) 4. ศูนย์ขนส่งสินค้าทางอากาศ สาธารณูปโภค และเมืองการบิน ระยะที่ 1 (มูลค่า 1.3 หมื่นลบ. ยังไม่มีผู้รับเหมา)
5.ระยะที่เหลือของโครงการเมืองการบิน (มูลค่า 2.36 แสน ลบ. ยังไม่มีผู้รับเหมา) 6. ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนที่ 2 (มูลค่า 7.3 พันลบ. โดย China Harbour Engineering) และ 7. ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ส่วนที่ 2 (มูลค่า 1.54 แสนลบ. รอเปิดประมูล)
ทั้งนี้ โครงการที่เกี่ยวข้องกับสนามบินอู่ตะเภามี UTA เป็นเจ้าของโครงการ โดยมี STECON เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มกิจการร่วมค้า ดังนั้น STECON มีโอกาสสูงที่จะได้รับสัญญาเพิ่มเติมในโครงการเกี่ยวข้องกับสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.37 แสนลบ.
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในแง่ของการประเมินมูลค่า ได้รวมมูลค่าการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร (มูลค่า 2.7 หมื่นลบ.) สําหรับ STECON แล้ว แต่ยังไม่ได้รวมมูลค่าที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ UTA สําหรับ STECON, BTS และ BA ตามข้อมูลจาก BTS คาดว่าโครงการ UTA จะมี IRR อยู่ที่ 10-11% หากสมมติ IRR ที่ 10% และมูลค่าการลงทุนเท่ากับส่วนทุนใน UTA ที่ 4 หมื่นลบ. อาจสร้าง upside ให้กับ STECON ที่ 1.34 บาทต่อหุ้น (13.1% ของราคาเป้าหมายบล.กสิกรไทย)
ส่วน BTS ที่ 0.22 บาทต่อหุ้น (4.7% ของราคาเป้าหมายของบล.กสิกรไทย) และ BA ที่ 2.17 บาทต่อหุ้น (8.1% ของราคาเป้าหมายของบล.กสิกรไทย) ทั้งนี้ ควรสังเกตว่ายังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระยะเวลา รายละเอียดโครงการ และความสามารถในการทํากําไร
โดย บล.กสิกรไทย ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ โดยเชื่อว่าความคืบหน้าของโครงการ EEC จะส่งผลบวกต่อ STECON แนะนํา “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท, BTS แนะนํา “ถือ” ราคาเป้าหมาย 4.67 บาท, BA แนะนํา “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26.87 บาท และ ITD (ไม่มีแนะนํา)
อย่างไรก็ตาม โครงการเหล่านี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้นจึงยังไม่ได้รวมมูลค่าที่อาจเกิดขึ้นในประมาณการมูลค่าของ บล.กสิกรไทย ทั้งนี้ หุ้นเด่นที่ยังคงแนะนํา คือ CK แนะนํา “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 27.30 บาท และ SEAFCO แนะนํา “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 2.85 บาท เนื่องจากคาดการณ์ว่ากําไรจะแข็งแกร่งจากการฟื้นตัวของ backlog ที่สูงขึ้น