โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

STANLY-SAT นำทัพกลุ่มยานยนต์! รับยอดผลิต Q1 โต 5% แตะ 3.7 แสนคัน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวเชิงปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะยอดผลิตรถยนต์ที่กลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาล การเร่งส่งมอบรถยนต์หลังงานมอเตอร์โชว์ และการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า หรือ BEV ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในโครงสร้างอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขภาพรวมปรับตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวยังมีลักษณะกระจุกตัว โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและค่ายรถจีน ขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยจำนวนมากยังพึ่งพารถยนต์สันดาปและค่ายรถญี่ปุ่นเป็นหลัก ทำให้ผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Automotive อาจยังจำกัด และต้องเลือกลงทุนในหุ้นที่สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดี

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่า ยอดผลิตรถยนต์เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 133,413 คัน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 14% จากเดือนก่อนหน้า โดยคาดว่าได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากเดือนมีนาคมเป็นช่วง High Season ของอุตสาหกรรม ทั้งจากการเร่งส่งมอบรถยนต์หลังงานมอเตอร์โชว์ และการปิดปีบัญชีของค่ายรถญี่ปุ่น

เมื่อแบ่งตามวัตถุประสงค์การผลิต พบว่า การผลิตเพื่อส่งออกมีสัดส่วน 66% ของยอดผลิตรวม เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศมีสัดส่วน 34% ลดลง 4% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 21% จากเดือนก่อนหน้า

ขณะที่การผลิตรถยนต์ BEV ในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 4,962 คัน ลดลง 8% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 29% จากเดือนก่อนหน้า หรือคิดเป็นประมาณ 4% ของปริมาณการผลิตรถยนต์ทั้งหมด

สำหรับภาพรวมไตรมาส 1/2569 ยอดผลิตรถยนต์รวมอยู่ที่ 3.7 แสนคัน เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 25% ของเป้าการผลิตทั้งปี 2569 ที่ 1.5 ล้านคัน ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 3% จากปีก่อน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการผลิตรถยนต์ BEV ที่มียอดผลิตสะสม 3 เดือนแรกอยู่ที่ 11,279 คัน เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน หรือคิดเป็นประมาณ 3% ของยอดผลิตรถยนต์ทั้งหมด

ด้านยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 59,865 คัน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 21% จากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ที่จองในงานมอเตอร์โชว์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า BEV ซึ่งมีสัดส่วนการจองมากกว่า 50% ของยอดจองในงาน รวมถึงแรงหนุนจากรถ PPV รุ่นใหม่ที่ไม่มีฐานยอดขายในปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถกระบะยังหดตัว 6.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อในกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถกระบะ

ส่วนยอดขายรถยนต์ในประเทศสะสม 3 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.8 แสนคัน เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อน คิดเป็น 29% ของเป้ายอดขายในประเทศทั้งปี 2569 ที่ 6.3 แสนคัน ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 1% จากปีก่อน โดยการเติบโตช่วงต้นปีได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งมอบรถ EV ในเดือนมกราคม ทำให้ตัวเลขยอดขายสูงกว่าระดับปกติ

ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 80,394 คัน ลดลง 1% จากปีก่อน และลดลง 1% จากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางลดลง 16% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงชดเชยจากการส่งออกไปออสเตรเลีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสะสม 3 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2.2 แสนคัน ลดลง 2% จากปีก่อน และคิดเป็น 23% ของเป้าส่งออกทั้งปี 2569 ที่ 9.5 แสนคัน ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 2% จากปีก่อน

สำหรับแนวโน้มเดือนเมษายน 2569 KSS ประเมินว่า ยอดผลิตรถยนต์มีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยฤดูกาลและวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ รวมถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อการส่งออก ขณะที่ยอดขายในประเทศยังมีแรงกดดันจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DAOL ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในมุมมอง “เป็นกลาง” หลังยอดผลิตรถยนต์เดือนมีนาคม 2569 เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อยตามคาด โดยยอดผลิตรถยนต์ไตรมาส 1/2569 คิดเป็น 25% ของประมาณการทั้งปี 2569 ที่ระดับ 1.5 ล้านคัน หรือเติบโต 3% จากปีก่อน

อย่างไรก็ตาม DAOL ระบุว่า อุตสาหกรรมยังมีปัจจัยกดดันจากยอดส่งออกรถยนต์ที่มีทิศทางชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งในปี 2568 มีสัดส่วนการส่งออกไปภูมิภาคดังกล่าวราว 21% ของการส่งออกรถยนต์ทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นรถกระบะ ขณะที่ยอดขายในประเทศมีแนวโน้มกลับมาเติบโตจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ปรับตัวดีขึ้นมาก

ทั้งนี้ DAOL มองว่าผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Automotive อาจยังจำกัด เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเน้นผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปเป็นหลัก ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ พร้อมคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่ม Automotive ที่ระดับ Underweight

สำหรับหุ้นบริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT ทาง DAOL ให้คำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 15.50 บาท โดยประเมินว่าแนวโน้มกำไรปี 2569 จะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปประมาณ 5% จากปีก่อน ตามทิศทางยอดผลิตรถยนต์ โดยมีปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อใหม่และการลดต้นทุน อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากยอดผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะ รวมถึงธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

ขณะที่ KSS ยังคงมุมมองระมัดระวังต่อกลุ่มยานยนต์ แม้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังคงเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 ที่ 1.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน แต่การเติบโตส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม EV จีนเป็นหลัก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่บริษัทในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปของค่ายญี่ปุ่น จึงอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาด EV อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม KSS เลือกบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ STANLY เป็น Top Pick ของกลุ่มยานยนต์ พร้อมคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 230 บาท เนื่องจากมีพอร์ตสินค้าครอบคลุมทั้งโคมไฟรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าผู้ประกอบการที่พึ่งพาชิ้นส่วนรถยนต์เฉพาะกลุ่ม

นอกจากนี้ STANLY ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ฐานะการเงินแข็งแกร่งในลักษณะ Net Cash และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูงราว 10% อย่างสม่ำเสมอ จึงถูกมองว่าเป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจมากที่สุดในกลุ่ม ท่ามกลางอุตสาหกรรมที่ยังมีทั้งโอกาสจากการฟื้นตัวของยอดผลิตรถยนต์ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...