โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โบรกชู KTB เด่น “กลุ่มแบงก์” เคาะเป้า 36.40 บาท รับกำไร Q1 โตเกินคาด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 22 เม.ย. เวลา 03.17 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. เวลา 03.15 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSSIA เปิดเผยบทวิเคราะห์ แนะนำ "ซื้อ" หุ้น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 36.40 บาท ภายหลังธนาคารรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1.24 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ถึง 28% และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 11% โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 15.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 26% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2569 ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษี (PPOP) อยู่ที่ 2.41 หมื่นล้านบาท เติบโต 8.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์เช่นกัน

โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ที่เติบโตสูงกว่าคาดมากถึง 28.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 28.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากกลุ่มรายได้ที่มิใช่ค่าธรรมเนียม ได้แก่ 1. กำไรจากเงินลงทุน (FVTPL) สูงถึง 3.91 พันล้านบาท (คาดไว้ 3 พันล้านบาท) 2. กำไรจากการซื้อขายเงินลงทุน 837 ล้านบาท (คาดไว้ 200 ล้านบาท) และ 3. เงินปันผลรับ 1.43 พันล้านบาท (คาดไว้ 450 ล้านบาท) ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิสูงกว่าคาดเล็กน้อย เพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 13.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)

ส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) อยู่ที่ 2.34 หมื่นล้านบาท ปรับตัวลดลงตามคาดที่ 6.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 15.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.46% อ่อนตัวลงตามคาดที่ 0.21% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้จะลดลงต่ำกว่าคาด แต่ต้นทุนทางการเงินก็ปรับลดลงมากกว่าคาดเช่นกัน ด้านสินเชื่อในไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตสูงกว่าคาดถึง 2.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ฝ่ายวิจัยคาดเติบโต 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) โดยได้แรงหนุนจากสินเชื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ (22%) เป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (Private Corporate) เติบโตเช่นกันที่ 23% สวนทางกับกลุ่มสินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อยที่หดตัวลงทุกกลุ่ม ยกเว้นสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังคงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แม้ภาพรวมสินเชื่อในไตรมาสแรกจะเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ทั้งปี 2569 ที่ระดับ 2.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าเป้าหมายของ KTB ที่ 0-2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการสินเชื่อปี 2569 ไว้ระดับเดิม เนื่องจากคาดว่าจะมีการชำระคืนหนี้ในกลุ่มสินเชื่อภาครัฐ

ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses) ปรับตัวลดลงตามคาด 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังผ่านพ้นช่วงฤดูกาล โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-income ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 38.9% จาก 41.1% ในไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปี 2569 ที่ประเมินไว้ระดับ 41.7% เนื่องจากคาดว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

สำหรับภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์เป็นไปตามคาด แม้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Gross NPLs) จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (แต่ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) แต่การขยายตัวของสินเชื่ออย่างมีนัยสำคัญในงวดนี้ ส่งผลให้อัตราส่วน NPL ลดลงตามคาดมาอยู่ที่ 3.37% จาก 3.43% ณ สิ้นปี 2568 ขณะที่สินเชื่อ Stage 2 ลดลงมาอยู่ที่ 7.30% จาก 7.65% ณ สิ้นปี 2568 ด้านต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Costs) อยู่ที่ 1.14% ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามคาดจากระดับ 1.07% ในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยธนาคารชี้แจงว่าเป็นการตั้งสำรองอย่างเข้มงวดภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน (Management Overlay) ซึ่งถือเป็นกรอบบนของเป้าหมายปี 2569 ที่ 0.75-1.15% และสูงกว่าคาดการณ์ทั้งปี 2569 ของฝ่ายวิจัยที่ระดับ 0.90%

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการและคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยเลือก KTB เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ควบคู่กับธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL จากความคาดหวังอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ระดับสูงสุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ พร้อมประเมินราคาเป้าหมายที่ 36.40 บาทต่อหุ้น อิงวิธี GGM ที่ PBV ระดับ 1.05 เท่า (LT-ROE 10% และ COE 9.6%) นอกจากนี้ยังคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับที่น่าจูงใจเฉลี่ย 6-7% ต่อปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...