โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

“ลอยกระทงปีนี้ มารักษ์โลก ใช้วัสดุธรรมชาติทำกระทงกันเถอะ”

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 24 พ.ย. 2566 เวลา 06.30 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2566 เวลา 01.00 น.

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง

เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง

ลอยๆ กระทง ลอยๆ กระทง ลอยกระทงกันแล้ว

ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง รำวงวันลอยกระทง

รำวงวันลอยกระทง บุญจะส่งให้เราสุขใจๆ

คือเนื้อเพลงลอยกระทงซึ่งเมื่อใกล้ถึง “วันลอยกระทง” ของทุกปี เรามักจะได้ยินเพลงนี้เปิดเสียงดังตามคลื่นวิทยุและสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ย้ำเตือนความจำให้รู้ว่าเทศกาลวันสำคัญทางสายน้ำของคนไทยกำลังเวียนว่ายมาถึงอีกคราหนึ่งแล้วนั่นก็คือ “ประเพณีวันลอยกระทง

ผมเป็นคนชื่นชอบเทศกาลวันลอยกระทงมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว สมัยเรียนชั้นประถมศึกษาพอใกล้ถึงวันลอยกระทง ผมจะรู้สึกตื่นเต้นใจจดใจจ่อกับวันนี้เป็นอย่างมาก ก่อนถึงวันลอยกระทง 1 วัน คุณครูประจำชั้นจะนำอุปกรณ์การประดิษฐ์กระทง เช่น ใบตอง (กล้วยตานี) หยวกกล้วย ดอกบานไม่รู้โรย ดอกดาวเรือง ไม้กลัด มาให้เด็กนักเรียนในชั้นฝึกทำกระทงเพื่อเตรียมเก็บเอาไปลอยในคืนวันลอยกระทง (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12) ในคืนนี้น้ำจะขึ้นมาเต็มตลิ่ง พระจันทร์ขึ้นเต็มดวงส่องแสงสว่างไสว

นอกจากทำกระทงแล้ว คุณครูยังสอนให้พวกเราเด็กนักเรียนร้องเพลงลอยกระทงอีกด้วย ไม่ได้สอนร้องเปล่าๆ เท่านั้น ยังให้นักเรียนออกมารำวงหน้าชั้นเรียน โดยคุณครูจะสอนให้นักเรียนตั้งท่ารำวงให้เป็นคือ การจีบมือ เหยียดแขน ย่ำเท้า ย่อตัว พอพวกเราทุกคนเริ่มฝึกรำอยู่กับที่ได้คล่องแคล่วแล้ว ทีนี้จึงรำวงเพลงลอยกระทงกัน โดยจะตั้งเป็นวงกลมวงใหญ่ เด็กนักเรียนชายสลับกับเด็กนักเรียนหญิง มีคุณครูเป็นผู้นำร้อง และปรบมือให้จังหวะ เหล่าเด็กนักเรียนทุกคนทั้งร้องทั้งรำไปรอบวงอย่างสนุกสนาน จนผมเองจดจำเนื้อเพลงลอยกระทงได้ขึ้นใจ แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 30 ปี แล้วก็ตาม

หลังเส้นทางชีวิตพลิกผันเข้ามาเป็น น.ช. อยู่ในเรือนจำหลายปี ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ลอยกระทงเหมือนสมัยก่อนอีกเลย จนมาถึง ปี 2563 “ชมรม TO BE NUMBER ONE แดน 5” ของเราได้ริเริ่มจัดกิจกรรมประเพณีการลอยกระทงขึ้นภายในเรือนจำ เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องผู้ต้องขังได้ร่วมสนุกและช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในระหว่างมารับโทษทัณฑ์ อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ สืบสานประเพณีการลอยกระทงของคนไทยที่มีมาแต่โบราณให้ดำรงอยู่สืบไป

โดยกิจกรรมนี้ ชมรม TO BE NUMBER ONE แดน 5 ยังเปิดให้มีการอบรมฝึกวิชาชีพระยะสั้น “การประดิษฐ์กระทงและบายศรี จากวัสดุธรรมชาติ” ให้แก่ผู้ต้องขัง เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีวิชาชีพในด้านนี้ติดตัวออกไปประกอบเป็นอาชีพเสริมเลี้ยงดูตนเองภายหลังพ้นโทษ ในการฝึกอบรม มีทั้งภาคทฤษฎี และลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอนเพื่อให้เกิดทักษะ ความชำนาญ นอกจากนี้ กลุ่มงานประดิษฐ์ ชมรม TO BE NUMBER ONE ของเรายังประดิษฐ์กระทงจำหน่ายให้กับครอบครัวเจ้าหน้าที่เรือนจำ และบุคคลภายนอกเรือนจำอีกด้วย รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วนำเข้าบัญชีกองทุนชมรมฯ เพื่อใช้จัดกิจกรรมดีๆ มีประโยชน์กับสมาชิกต่อไป

ส่วนรูปแบบการจัดงานลอยกระทงในแต่ละปีก็แตกต่างกันไป ตามมติความเห็นชอบในที่ประชุมของคณะกรรมการชมรมผู้ต้องขัง และความเห็นชอบของเจ้าหน้าที่เรือนจำ แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเราจะคงคอนเซ็ปต์จัดงานในรูปแบบไทยย้อนยุค มีการเนรมิตตกแต่งพื้นที่ใต้อาคารเรือนขังให้เป็นลานวัดขนาดย่อม ประดับประดาด้วยลูกโป่ง กระดาษหลากสี ร้อยเชือกผูกโยงใยรอบบริเวณงาน ดูสวยงามละลานตาเห็นแล้วชวนให้คิดถึงบรรยากาศวันลอยกระทงข้างนอกเสียจริง

กิจกรรมในงานมีหลากหลายประเภทสลับหมุนเวียนไปทุกๆ ปี เพื่อสร้างสีสันใหม่ๆ ไม่ให้เกิดความซ้ำซากจำเจชวนให้ผู้ชมเกิดความเบื่อหน่าย ซึ่งชมรมของเราเลือกกิจกรรมที่สนุกสนานน่าตื่นเต้น เช่น ซุ้มสาวน้อยตกน้ำ ซุ้งบิงโก ซุ้มโบว์ลิ่ง การแข่งขันมวยไทยขุนแข้งมาราธอน (ใช้การเตะเข้าเป้า 5 แข้งเป็นผู้ชนะ ไม่มีต่อย) การประกวดชายรูปงาม (ชมรมเพาะกาย) และกิจกรรมที่จะขาดเสียมิได้ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของงาน ที่ผู้ต้องขังคนดูต่างเฝ้ารอชมก็คือ “การประกวดนางนพมาศ (จำแลง)” เนื่องจากเรือนจำของเราไม่มีผู้ต้องขังแดนหญิง ผู้เข้าประกวดทุกคนจึงเป็นสาวสองล้วนชวนสยิวกิ้ว

บรรยายกาศการประกวดนางนพมาศจำแลงในเรือนจำ (จัดในตอนกลางวัน) เป็นไปอย่างสนุกสนาน เรียกเสียงหัวเราะเฮฮาจนท้องขดท้องแข็ง รอยยิ้มและแววตาแห่งความสุขกับเสียงปรบมือ เป่าปากหวีดวิ้วดังกึกก้องจากผู้ชมตลอดเวลา มีสาวงามเข้าประกวด จำนวน 11 คน แต่ละคนแต่งองค์ทรงเครื่อง แต่งหน้า แต่งตากันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช มีทั้งชุดไทย ชุดราตรี ชุดตัดเองก็มี เดินโชว์โพสต์ท่าทีละคนบนรันเวย์อย่างเต็มที่ ตามจังหวะดนตรีมันๆ จากดีเจ เพื่อเรียกคะแนนจากคณะกรรมการและเรียกพวงมาลัยจากแฟนคลับคนดู

การประกวดมีรางวัลใหญ่ 3 รางวัล คือ 1. รางวัลนางนพมาศป่าช้าแตก (ฮา) 2. รางวัลนางนพมาศขวัญใจมหาชน และ 3. รางวัลนางนพมาศ (จำแลง) ประจำปี สาวงามผู้ชนะการประกวดในแต่ละประเภทได้รับสายสะพายกับมาม่า ปลากระป๋อง และน้ำอัดลมจากเจ้าหน้าที่เรือนจำไปรับประทาน ซึ่งเป็นสิ่งของที่หาได้ง่าย มีขายในร้านค้าสงเคราะห์ของเรือนจำ

“มารักษ์โลกใช้วัสดุธรรมชาติทำกระทงกันเถิด”

เราทุกคนต่างทราบกันดีว่า พลาสติก และแผ่นโฟม เป็นขยะที่ย่อยสลายยากมากต้องใช้เวลาหลายร้อยปี หากนำไปเผาก็จะเกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ผู้อาศัยบริเวณใกล้เคียง และสร้างมลภาวะต่อระบบโอโซนในชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกของเราร้อนขึ้นทุกวัน ด้วยเหตุนี้เองเราทุกคนจึงต้องตระหนักและร่วมมือร่วมใจลดการใช้ถุงพลาสติกและแผ่นโฟมในช่วงเทศกาลวันลอยกระทงปีนี้ เพื่อให้โลกของเราน่าอยู่อาศัยมากขึ้น

วัสดุ-อุปกรณ์การประดิษฐ์กระทง

  • ใบตอง (กล้วยตานี)
  • หยวกกล้วย (ตามขนาดที่ต้องการ)
  • ดอกดาวเรือง
  • ดอกบานไม่รู้โรย
  • ดอกรัก
  • ไม้กลัด ลูกแม็กซ์
  • ธูปและเทียน
  • กรรไกร

วิธีและขั้นตอนการประดิษฐ์กระทง

  • ตัดหยวกกล้วยที่เตรียมไว้ ความหนา 2 นิ้ว จำนวน 1 แว่น
  • นำใบตองกล้วยตานีเช็ดทำความสะอาด แล้วฉีกขนาดตามที่ต้องการใช้
  • นำใบตองมาพับเป็นกลีบตามแบบที่เราเลือก เช่น กลีบสามเหลี่ยม กลีบนมสาว กลีบตัวหนอน เป็นต้น
  • พอพับกลีบที่เราเลือกไว้ได้แล้วให้นำมากลัดใส่หยวกกล้วยที่เตรียมไว้ เรียงจากซ้ายไปขวาให้ได้ประมาณ 2-3 รอบ (เรียงสลับฟันปลา)
  • พอกลัดกลีบใบตองใส่หยวกกล้วยได้ตามที่เราต้องการแล้ว เราก็นำดอกดาวเรือง ดอกรัก หรือดอกบานไม่รู้โรย มาแต่งแต้มให้กระทงดูสวยงามมีสีสันตามใจชอบ
  • ขั้นตอนสุดท้ายคือ นำธูปและเทียนลงไปปักเอาไว้ เพียงเท่านี้เราก็จะได้กระทงที่สวยงามจากวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายง่ายลอยในคืนขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 นี้แล้วครับ

ประวัติวันลอยกระทง

“วันลอยกระทง” ของไทย มีความเชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียง หรือการลอยพระประทีป” ทั้งนี้ มีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่า เป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงนั่นเอง

ทางสายวิชาการกล่าวว่า ลอยกระทงนั้นเป็นพิธีกรรมร่วมกันของผู้คนในชุมชนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ พิธีกรรมนี้มีขึ้นเพื่อขอขมาต่อธรรมชาติอันมีดินและน้ำที่หล่อเลี้ยงเกื้อกูลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ มนุษย์จึงมีชีวิตเจริญเติบโตขึ้นได้

ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่า ลอยกระทงเริ่มมีมาแต่สมัยใด แต่พิธีกรรมเกี่ยวกับ “ผี” ผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติมีอยู่กับผู้คนในชุมชนสุวรรณภูมิไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนรับศาสนาพุทธ-พราหมณ์จากอินเดีย

สำหรับประเพณีลอยกระทงไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทย แต่เป็นความเชื่อที่ยึดมั่นมานานของหลายประเทศเช่นกัน เช่น ประเทศลาว พม่า กัมพูชา อินเดีย และประเทศจีน แต่ละที่มีตำนานความเชื่อคล้ายกันบ้าง แตกต่างกันไปบ้าง ที่คล้ายกันคือ การแสดงความเคารพบูชาต่อพระแม่คงคาหรือสายน้ำที่ต่างออกไป เช่น เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผี

ในประเทศจีนสมัยก่อนทางตอนเหนือ เมื่อถึงหน้าน้ำจะมีน้ำท่วมเสมอ บางปีน้ำท่วมมากได้คร่าชีวิตคนนับแสนราย จนหาศพไม่เจอเพราะพัดพาไปกับสายน้ำ ญาติมิตรและครอบครัวจึงจัดกระทงใส่อาหารลอยน้ำไป เพื่อเป็นการเซ่นไหว้ผีเหล่านั้นเป็นประจำทุกปี

เวลาลอยก็จะลอยตอนกลางคืน เพราะเชื่อว่าผีไม่ออกมาในตอนกลางวัน ดังนั้น เพื่อเป็นการส่องนำทางให้กับผี ในกระทงจึงต้องจุดเทียนด้วย โดยพิธีกรรมนี้มีชื่อว่า “ปั่งจุ๊ยเต็ง หรือปล่อยโคมน้ำ” ซึ่งคล้ายกับพิธีกรรมของไทยในสมัยก่อนที่เป็นการลอยโคม ไม่ใช่ลอยกระทงเช่นในปัจจุบัน

ครั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงโปรดให้มีการฟื้นฟูประเพณีพิธีกรรมสำคัญเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของราชอาณาจักร จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ “ตำราท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือ นางนพมาศ” ขึ้นมา โดยสมมุติให้ฉากของเรื่องเกิดขึ้นในยุคพระร่วง เจ้ากรุงสุโขทัย ซึ่งตำราดังกล่าวได้พูดถึงนางนพมาศว่าเป็นพระสนมของพระร่วงที่ได้คิดประดิษฐ์กระทงใบตองเป็นรูปดอกบัวโกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้ง สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีปลอยไปถวายสักการะรอยพระพุทธบาท

“นางนพมาศ” จึงถือกำเนิดขึ้นมาในยุครัตนโกสินทร์ ไม่ใช่ความเชื่อที่ว่าเป็นยุคสุโขทัยแต่เดิมในยุคนี้ นางนพมาศกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของงานลอยกระทงไปแล้ว สาวๆ จะลุกขึ้นแต่งชุดไทย เพื่อเข้าประกวดกันว่าใครจะได้เป็นนางนพมาศประจำปี

การลอยกระทงของคนทั่วไป เขานิยมลอยใน “ตอนกลางคืน” ส่วนผู้ต้องขังในเรือนจำเราจะลอยกระทงใน “ตอนกลางวันกัน” เพราะตามระเบียบของเรือนจำ ผู้ต้องขังต้องขึ้นเรือนนอนก่อน 4 โมงเย็นทุกวัน การจะได้ลอยกระทงตอนกลางคืนและได้เห็นแสงเดือนสว่างไสวในคืนพระจันทร์เต็มดวงนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ถึงแม้จะได้ลอยกระทงในตอนกลางวัน แต่ผมก็รู้สึกประทับใจ และได้กล่าวอธิษฐานเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกล่าวขอขมาลาโทษเจ้าแม่คงคาที่เคยได้ล่วงเกินตามความเชื่อที่ได้รับสืบทอดจากผู้เฒ่าผู้แก่

ประเพณีลอยกระทงในปีนี้ แม้สถานการณ์โควิด-19 จะเบาบางลงไปบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ควรประมาทต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย และเที่ยวงานลอยกระทงอย่างมีวินัย การ์ดไม่ตกนะครับ

ขอบคุณ ประวัติวันลอยกระทงจากคอลัมน์ เครื่องเคียง ข้างจอ คุณวัชระ แวววุฒินันท์ มติชนรายสัปดาห์

ขอบคุณ รูปกระทงจากโครงการฝึกวิชาชีพระยะสั้นผู้ต้องขัง การทำกระทงและบายศรี ชมรม TO BE NUMBER ONE แดน 5 ปี 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...