ติดเหรียญ26พย.66 คุณหมอคนนั้นเป็นปะป๊าของผมเองครับ (mpreg)
ข้อมูลเบื้องต้น
ใครจะคิดล่ะว่าพี่ชายยมทูตแสนดีในวัยเด็กที่วิญญาณแตกสลายหายไปจะกลายมาเป็นคุณหมอจักษุคนหล่อ แต่ว่าเจ้าหนูนี่เป็นลูกใครกัน ทำไมถึงมาเรียกเขาว่าหม่าม้าล่ะ
"หม่าม้าโกรธปะป๊าเหยอ"
"ใช่ ไอรักรู้ไหมว่าปะป๊าไอรักทิ้งพี่ไปถึงยี่สิบเอ็ดปีเลยนะ"
"เดี๋ยวน้องเปี๊ยะปะป๊าให้"
"เปี๊ยะก็ไม่หายโกรธ"
"อ๊ะ ถ้าหม่าม้าไม่หายโกรธ น้องจะไม่ได้เกิดนะ"
"…"
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บุคคล สถานที่ เป็นสิ่งสมมุติขึ้น
ติดเหรียญอ่านล่วงหน้า1เหรียญ ตอนนึงแบ่งอัพ
เรื่องนี้เป็นเรื่องแยกจากเรื่องปะป๊าของผมเป็นตัวร้าย มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันเล็กนอย แต่สามารถอ่านรู้เรื่องค่ะ
บทนำ
พื้นที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตาส่วนหนึ่งถูกจับจองโดยดอกไม้สีม่วงสวยความหมายเศร้า แม้จะงดงามจนมิอาจละสายตา แต่พอได้รู้ถึงสิ่งที่ดอกไม้สื่อไว้ก็ไม่อาจทำใจชมชอบได้ลง ดั่งโอบกอดที่ตอนนี้กำลังเสียใจเมื่อกำลังจะมีใครจากไป
“จะลาจริง ๆ เหรอ ทำไมล่ะ ทำไมถึงทิ้งโอบกอด ไม่รักไม่เอ็นดูโอบกอดเหรอ โอบกอดเป็นเด็กไม่ดีเหรอถึงทิ้งไป”
“เอ็นดูสิ รักเหมือนน้องชายเลย อย่าเสียใจไปเลยนะ สัญญาว่าจะกลับมา”
กลับมา กลับมาหาโอบกอด กลับมาปลอบใจ….
ไม่จริงหรอก พี่ชายโกหก พี่ชายไม่กลับมาแล้ว พี่ชายผิดสัญญา โอบกอดรอพี่ชายมานานแล้ว รอด้วยความหวัง…แต่ตอนนี้มันไม่มีอีกแล้ว
โอบกอดนั่งมองผีเสื้อสีเงินที่สลายหายไปต่อหน้าค่อตา เขาไม่แม้แต่จะไขว่คว้ามันไว้เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์ คำสัญญาที่บอกว่าจะกลับมาไม่มีจริงหรอก โกหกกันทั้งเพ
โอบกอดสะดุ้งตื่นจากความฝันในเวลาต่อมา เขามองเพดานห้องสีขาวแสนว่างเปล่าตรงหน้าด้วยความรู้สึกน้อยใจ
โอบกอดนั้นเฝ้ารอพบเจอใครคนหนึ่งมานานถึงยี่สิบเอ็ดปี แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะกลับมา คำสัญญาที่เคยให้ไว้ก็แค่ลมปากที่เชื่อถือไม่ได้ เขาหมดหวังที่จะรอแล้วล่ะ
ดอกไซคลาเมนที่แห้งกรอบถูกหยิบขึ้นมาดู ข้างกันมีดอกเบญจมาศที่สภาพไม่ต่างกันวางอยู่ โอบกอดเก็บรักษาดอกไม้ทั้งสองไว้นานหลายปี เพราะเป็นดอกไม้ที่พี่ชายให้ หนึ่งดอกมีความหมายว่าการจากลา อีกดอกมีความหมายว่าจริงใจ
แต่เชื่อเถอะว่าคนที่ให้ดอกไม้สองอย่างนี้กับเขาล้วนหายไปทั้งสองคน หายไปไม่เจอกันอีกแล้ว
โอบกอดนั่งเศร้าอยู่หน้ากล่องกระดาษใบเก่า เขาคิดถึงคุณยมทูตเจ้าของดอกไซคลาเมนไม่มีเสื่อมคลาย เฝ้ารออีกฝ่ายมานานหลายปีแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา ทั้งที่สัญญาไว้ ทั้งที่บอกให้มีความสุข แต่มันไม่ใช่เลย เมื่อนึกถึงอีกฝ่ายทีไรเขาก็จะมีแต่ความทุกข์ใจเสมอ
“ดอกไม้กินด้ายไหมอ่า น้องหิว”
ร่างเล็กโปร่งแสงที่นั่งอยู่ข้างกายโอบกอดเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย เด็กน้อยมองดอกไม้ในกล่องสลับกับหม่าม้าที่ไม่แม้แต่จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเด็กน้อย
“ถ้ากินไม่ได้หม่าม้าต้องทิ้งนะ” เด็กชายบ่น ยู่ปากไม่ชอบใจ
น้องอยากกินข้าวมีอะไยให้น้องกินบ้าง?
วิญญาณเด็กใช้นิ้วชี้จิ้มแขนโอบกอด แต่มีหรือคนที่ถูกเรียกว่าหม่าม้าจะรับรู้
โอบกอดที่กำลังนั้งเศร้ากับอดีตจู่ ๆ ก็รู้สึกขนลุกหนาวสั่นแปลก ๆ เขาหันมองซ้ายขวาสลับกันไปมา ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า จึงตัดสินใจลุกหนีนำกล่องดอกไม้ไปเก็บบนตู้เสื้อผ้า ปล่อยให้วิญาณเด็กนั่งมองตามหลังด้วยความเศร้าใจ
“ตอนไหนหม่าม้าจะเห็นน้อง น้องอยากเกิดแล้ว…”
ดอกไม้แห่งการจากลา
สำหรับคนที่เป็นนักอ่านใหม่ แล้วไม่ได้อ่านเรื่องปะป๊าของผมเป็นตัวร้ายมาก่อน อยากเข้าใจมากขึ้น ตัวละครที่เป็นยมทูตจะมีบทตอนที่15,21,22,23นะคะ จะเข้าใจมากขึ้นค่ะ
บทที่1 วิญญาณเด็กกับการขอมาเกิด1/2
ภายในห้องพักแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่เป็นโรงเรียนแพทย์ มีแพทย์เวรนามว่าไออุ่นกำลังนั่งอ่านหนังสือเรียนรอเวลาพยาบาลโทรตามไปดูคนไข้พลาง ๆ วันนี้เป็นวันเข้าเวรของเขาจึงต้องมานั่งอยู่ในห้องพักแพทย์รอตรวจผู้ป่วยที่อาการแย่ในวอร์ด แต่นั่งรอจนอ่านหนังสือจบเล่มก็ยังไม่มีใครโทรตามจึงตัดสินใจลุกไปปิดไฟล้มตัวลงนอนบนเตียง แต่ทันทีที่ปิดเปลือกตาลงความทรงจำในอดีตก็ย้อนมาให้นึกถึง
“จะกลับมาใช่ไหม”
“ใช่ จะกลับมา”
ภาพของเด็กน้อยวัยหนึ่งขวบที่ร้องไห้เพราะเขาจะจากไปยังจำติดตา ในอดีตไออุ่นเป็นเพียงยมทูตหนุ่มตนหนึ่งนามว่าอามิน แต่ใครจะไปรู้ว่าเมื่อดวงวิญญาณถูกทำโทษให้แตกสลายหายไปเขาจะได้กลับมาอยู่ในร่างของเด็กที่ชื่อไออุ่น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเขาได้กลับมาพบเจอกับเด็กน้อยที่เคยให้คำสัญญญาไว้ สัญญาว่าจะกลับมาหา นั่นคือโอบกอด ผิดแต่ว่าเขาไม่ได้อยู่ในร่างเดิมเด็กน้อยจึงไม่รู้ ทั้งเขายังไม่ได้บอกความจริงอีกฝ่ายจึงคิดว่าเขายังไม่กลับมา แต่น่าเศร้าเมื่อสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังได้จากกันอีกครั้ง เมื่อโอบกอดกลับไปอยู่กับบิดา
ตอนนั้นไออุ่นเป็นเพียงเด็กน้อยวัยห้าขวบ เขาจึงทำได้เพียงแค่เฝ้ารอให้โอบกอดกลับมาหา เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้
แต่หลังจากนั้นไม่นานคุณยายของเขาก็เสียด้วยโรคร้าย ส่วนเขาก็ถูกพ่อแท้ ๆ นำตัวกลับไปเลี้ยงดู แต่ก็อย่างว่าลูกเมียเก่าจะสู้ลูกเมียใหม่ได้อย่างไรเขาจึงได้ตัดสินใจหนีออกจากที่นั่น ใช้ชีวิตคนเดียวมาตั้งแต่อายุสิบห้า เมื่อเรียนจบมัธยมจึงได้มาเรียนแพทย์ต่อตามที่คุณยายได้สั่งเสียไว้ก่อนจากไป
ทำให้ไม่ได้พบโอบกอดอีกเลย ทั้งเขาที่เรียนหนักจนแทบไม่มีเวลาปลีกตัวไปทำอย่างอื่น ส่งผลให้ไม่ได้ตามหา นึกแล้วก็โกรธตนเองเหมือนกันที่ไม่มีความพยายามมากพอที่จะเจอโอบกอด
ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เวลาก็ผ่านมานานหลายปี ป่านนี้เด็กน้อยคนนั้นคงโกรธเขาไม่ยอมยกโทษให้
ไออุ่นนึกโทษตัวเองพลางคิดวางแผนเพื่อจะตามหาใครคนนั้น แต่คิดได้ไม่ทันไรก็รู้สึกหนักอึดอัดราวกับมีอะไรมานั่งทับ อาการนี้เขาเป็นบ่อยจนเคยชินแล้วล่ะ ไม่ว่าจะตอนเป็นยมทูตหรือมนุษย์ เห็นดวงวิญญาณมาหลายรูปแบบจนเคยชินไม่นึกกลัว ยิ่งมาเป็นหมอยิ่งเจอบ่อยไม่เว้นวัน
“อ๊ะ ปะป๊าหยับแย้ว” เด็กน้อยร่างกายโปร่งแสงที่นั่งอยู่บนอกไออุ่นบ่นอุบ แขนเล็กกอดอกแสดงท่าทีไม่พอใจ ขย่มตัวอยู่บนกายคนที่ถูกเรียกว่าปะป๊า
คนที่ถูกกระทำจุกจนจะอ้วก เปิดเปลือกตาขึ้นมองตัวปัญหาด้วยความไม่พอใจ ตั้งแต่มาอยู่ในร่างนี้จนจะอายุจะสามสิบเขายังไม่เคยถูกเด็กผีเด็กที่ไหนมาทำแบบนี้กับเขาเลยนะ แล้วเจ้าหนูนี่มันเก่งมาจากไหนกัน
ไออุ่นมองฝ่าความมืดไปยังร่างกายโปร่งแสงของเด็กน้อยวัยสองขวบ ยามนี้เด็กชายกำลังทำหน้าขัดใจบ่นพึมพำอะไรสักอย่าง เขาที่ไม่อยากมีปัญหาพลิกกายเปลี่ยนเป็นนอนตะแคง เด็กผีจึงได้หล่นตุบล้มตัวนอนบนที่นอนตีขาดีดดิ้นไม่พอใจ
“ปะป๊าใจย้าย!”
คิ้วคนฟังกระตุกไม่พอใจ มีสิทธิ์อะไรมาเรียกเขาว่าปะป๊า เป็นลูกเขาก็ไม่ใช่ แต่ถึงจะไม่พอใจอย่างไรก็ทำได้แค่เก็บไว้ในใจไม่สนใจเด็กผีที่งอแงไม่เลิกข่มตาหลับในที่สุด
ช่วงเช้ามืดไออุ่นตื่นมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมไปราววอร์ดก่อนเข้าไปตรวจคนไข้ที่opdต่อ แต่ทันทีที่เขาลืมตาก็เห็นว่าผีเด็กตัวเมื่อคืนนอนเอาแขนขาก่ายตัวเขาไว้ ไม่น่าล่ะถึงรู้สึกหายใจไม่ออก
ไออุ่นขมวดคิ้วสงสัยว่าผีเด็กตนดังกล่าวเป็นใครมาจากไหน แต่ในเมื่อคิดแล้วไม่ได้คำตอบทั้งยังเสียเวลาจึงลุกเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ
เวลาผ่านไปไม่นานไออุ่นจึงได้อยู่ในชุดเสื้อกาวน์สั้นตรงอกเสื้อประทับตราของทางโรงพยาบาลไว้ ชายหนุ่มเดินไปห้องตรวจตาในวอร์ดเพื่อตรวจคนไข้ที่มาทำการผ่าตัด
“ง่ำ ๆ หิวข้าวแย้ว” เด็กน้อยพึมพำทั้งที่ยังหลับตาอยู่ แขนขาเล็กปัดป่ายหาไออุ่นทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่าจึงได้ลุกขึ้นนั่งสอดส่องสายตามองหาปะป๊าแต่ไม่เจอ เด็กน้อยจึงสะอื้น ฮึก ๆ น้ำตาหยดแหมะด้วยความเสียใจ
“ปะป๊าทิ้งน้อง แง!”
นั่งเสียใจตัดพ้อได้ไม่ทันไรเด็กน้อยก็วิ่งทะลุผ่านประตูออกไปตามหาคุณหมอคนหล่อ เมื่อเห็นหลังไว ๆ จึงได้เร่งฝีเท้าวิ่งตามไป
อ้าว ปะป๊าทิ้งน้องทำไม
บทที่1 วิญญาณเด็กกับการขอมาเกิด 2/2
หลังจากไออุ่นตรวจคนไข้ในวอร์ดจักษุเสร็จจึงเตรียมตัวออกไปหาข้าวกินก่อนกลับมาตรวจคนไข้ในOPDต่อ แต่มิวายต้องชะงักกึกเมื่อมีเสียงเด็กเรียกดังตามหลัง
“ปะป๊าไม่ปลุกน้องอะ น้องตื่นสายเยย แต่น้องหิวข้าว มีไรให้น้องกินไหม” เด็กน้อยถามพลางอมลมจนแก้มพอง มือเล็กลูบท้องตัวเองเพราะความหิวเนื่องจากไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว ถ้าไม่ติดว่าน้องเป็นวิญญาณน้องคงตุยไปแล้ว
“..” ไออุ่นเหลือบตามองเด็กผีข้างกาย เขาเดินตรงไปยังโรงอาหารไม่ได้เอ่ยตอบหรือพูดคุยเนื่องจากไม่อยากข้องเกี่ยว
ข้าวผัดจานใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะ ไออุ่นใช้ช้อนตักข้าวขึ้นกินโดยมีเด็กน้อยร่างกายโปร่งแสงนั่งมองตาไม่กระพริบ ไม่วายยื่นหน้าเข้ามาจ่อใกล้ ๆ
“ทำไมไม่มีใครได้ยินน้องเลยล่ะ น้องพลังน้อยจนจะหายไปแล้วนะ น้องหิวด้วย ฮึก ปะป๊าสนใจน้องหน่อย” เด็กน้อยที่นั่งกดดันคุณหมอคนหล่อกินข้าวเริ่มบีบน้ำตาดึงดราม่า และที่บอกว่าจะหายไปเป็นจริงทุกอย่าง ถ้าไม่มีใครทำบุญให้น้อง น้องคงหายไป…ตลอดกาล
ไออุ่นวางช้อนลงเมื่อเขาไม่มีกะจิตกะใจกินข้าวต่อ เนื่องจากมีเสียงบ่นงุ้งงิ้งรบกวน ทั้งยังมีผีนั่งกดดัน จึงตัดสินใจลุกเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อธูปและไฟแช็ค
เมื่อได้ของที่ต้องการไออุ่นจึงไปซื้อข้าวอีกจานมาเพิ่ม
ธูปด้ามยาวถูกปักลงบนข้าวผัดจานใหม่ ไม่นานเด็กน้อยที่นั่งอยู่ข้างกายไออุ่นก็มีข้าวกินสมใจอยาก
วิญญาณเด็กยิ้มแก้มแตก มองไออุ่นตาเป็นประกายก่อนพนมมือขึ้นเสมออกจากนั้นท่องคำสอนที่ทำเอาคิ้วคนฟังกระตุก
“ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า…”
“จะกินไหมข้าว” ไออุ่นเอ่ยขัดเสียงเย็น เมื่อกี้เด็กผีที่ไหนมันบ่นว่าหิว พอเขาจัดหามาให้ก็เอาแต่พร่ำอะไรก็ไม่รู้
“กินฉิ ปะป๊าเร่งจัง” เด็กน้อยตอบคำถามหน้ามุ่ย จากนั้นไม่นานเจ้าตัวเล็กจึงใช้ช้อนจ้วงข้าวเข้าปากไม่พักหายใจ แบบที่ว่าชาตินี้ไม่เคยมีอะไรตกถึงท้องมาก่อน จึงสำลักไอค่อกแค่กหน้าดำหน้าแดงลำบากไออุ่นต้องลุกไปซื้อน้ำมาจุดธูปให้อีก
ทุกสายตาในโรงอาหารต่างจับจ้องมาที่แพทย์หนุ่มเป็นทางเดียว ไม่ต่างจากคิริวเพื่อนร่วมชะตากรรมของไออุ่นที่เพิ่งลงจากวอร์ดและมองเห็นว่าเพื่อนนั่งกินข้าวพร้อมปักธูปก็ได้แต่สงสัยว่าเจ้าตัวทำอะไร แต่กระนั้นก็ไม่ได้หยุดสนใจนาน รีบไปซื้อข้าวมานั่งกินโต๊ะเดียวกัน
“เฮ้ย ไออุ่น ทำไมวันนี้แกกินข้าวพร้อมปักธูปวะ?” หมอหนุ่มด้านจักษุเอ่ยถามเมื่อทิ้งกายนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“…” ไออุ่นไม่ตอบ รีบกินข้าวของตนเองให้หมดจาน ก่อนหน้านั้นก็ว่าจะไม่ยุ่งกับเด็กผีตนนี้ แต่สุดท้ายก็เอาตัวเข้าไปยุ่งจนได้
“เงียบอีก ฉันกลัวนะเว้ย” คิริวลูบแขนทำท่าทางขนลุก ที่บอกว่ากลัวนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะเขาขวัญอ่อนจะตาย เวรกรรมไปอีกเมื่อมาเรียนทางด้านนี้จึงได้สัมผัสอะไรที่เหนือธรรมชาติบ่อย ๆ
“นั่งอยู่ข้างแก” ไออุ่นชำเลืองตามอง ตอบคำถามสีหน้าเรียบนิ่ง แต่คนฟังถอยหนีไปนั่งโต๊ะอื่นแล้ว
“คิ ๆ ปะป๊าโกหกอ่า น้องนั่งอยู่นี่” วิญญาณเด็กที่นั่งอยู่ข้างกายไออุ่นหัวเราะคิกคักชอบใจ แต่ก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อปะป๊าหยิบจานข้าวที่ปักธูปไว้ไปเททิ้งใส่ถังใส่เศษอาหาร ไม่สนใจน้องที่ยังกินข้าวไม่เสร็จ
อาหารจานดังกล่าวหายวับไปกับตา ทำเอาน้ำตาเจ้าตัวเล็กไหลพรากเมื่อปะป๊าทำร้ายจิตใจกันได้มากขนาดนี้
“แง ปะป๊าใจย้าย น้องเพิ่งกินข้าวได้คำเดียวเองนะ ฮึก” เด็กน้อยนั่งร้องไห้อยู่บนเก้าอี้โรงอาหาร แต่มีหรือไออุ่นจะสนใจ เดินเข้าร้านกาแฟหายไปนู่นแล้ว
ชายหนุ่มนั้นติดนิสัยกินข้าวเร็วมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เรียนคณะนี้มีหรือจะได้นั่งเอื่อยเฉื่อยกินข้าวทีละคำ เพราะทุกอย่างต้องทำเวลาไม่ว่าจะเป็นการเรียน การโดนโทรตาม หรือชีวิตคนไข้
เมื่อมาถึงแผนกOPDไออุ่นจึงเข้าไปในห้องตรวจ เตรียมตัวตรวจผู้ป่วยนอก แต่ก็ยังมีผีเด็กตามมาก่อกวน
“โห ห้องตรวจปะป๊ามีกล้องดูดาวด้วยอะ น้องยืมส่องหน่อย” เด็กน้อยที่ง้อตัวเองจนหายงอนแล้วเดินทะลุเข้ามาในห้องตรวจของแพทย์หนุ่ม ส่วนกล้องดูดาวที่เด็กน้อยหมายถึงก็คือเครื่องOCTไว้สำหรับตรวจดวงตาคนไข้เพื่อวินิจฉัยจอประสาทตา
ก่อนหน้านั้นเด็กน้อยไม่เห็นปะป๊า ไม่รู้ว่าไปไหนจึงได้ถามทางผีตนอื่นจนมาถึงที่นี่
ไออุ่นถอนหายใจเมื่อเห็นว่าผีเด็กยังตามไม่เลิก เขาที่เริ่มหมดความอดทนเปิดปากถาม
“อยากได้อะไร?” ดวงตาคมมองตรงไปยังเด็กน้อยตัวเล็กเท่าลูกหมา อันที่จริงก็ห่างไกลคำว่าลูก เพราะเด็กน้อยไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้น
“เย้ ปะป๊าคุยกับน้องแย้ว” ว่าแล้วก็หายตัวมานั่งบนโต๊ะสำหรับไว้ใช้ตรวจคนไข้
ไออุ่นมองเด็กตรงหน้าด้วยสายตารำคาญใจ เพราะในชีวิตของเขามีแค่โอบกอดตอนเป็นเด็กเท่านั้นที่เขาเอ็นดู
“อยากได้อะไร” ไออุ่นเอ่ยถามซ้ำ ไม่สนใจท่าทางดีใจของเด็กน้อย
“น้องอยากเกิด ปะป๊าต้องรักกับหม่าม้าเร็ว ๆ นะ” เอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มสดใส
“ถ้าจะเอาฉันเป็นปะป๊าชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่ได้เกิด” ไออุ่นพูดตามจริง เพราะเขาไม่พิสวาสใครทั้งนั้น
“ง่ะ” รอยยิ้มจืดจางลง เด็กน้อยทำหน้าเศร้า
“ไปหาพ่อใหม่ไป” ไออุ่นไล่ ไม่มีเยื่อใย
“ปะป๊าอย่าไย่น้อง”วิญญาณเด็กส่ายหน้า
“ถ้าอยากเกิดก็ไปหาพ่อใหม่” ไออุ่นยืนยันคำเดิม
“…” เด็กน้อยที่โดนไล่น้ำตาคลอหน่วย เขาจะไปหาพ่อใหม่ได้อย่างไร ในเมื่อด้ายแดงของปะป๊ากับหม่าม้าผูกกันไว้มั่นแล้ว
“น้องไม่ไป…”
“ไปซะ ฉันไม่อยากมีลูก”
“น้องไม่…”
“…” ไออุ่นจ้องมองด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทำให้เด็กน้อยเศร้าใจกว่าเดิม
“ปะป๊าแน่ใจเหยอ?” เด็กชายถามพลางเบะปากทำท่าจะร้องไห้
“แน่ใจ ฉันไม่อยากมีลูก”
“แต่หม่าม้าชื่อโอบกอดนะ ให้น้องไปหาพ่อใหม่จริงเหยอ?”
“ชื่ออะไรนะ?” ไออุ่นได้ยินไม่อาจละความสนใจได้
“โอบกอด แต่ไม่เป็นไร ปะป๊าไล่แล้ว น้องไปหาพ่อใหม่ก็ได้ ลาล่ะฮะ” ว่าแล้วเด็กน้อยก็กระโดดลงจากโต๊ะเตรียมเดินออกจากห้อง แต่ถูกไออุ่นหิ้วคอกลับมานั่งที่เดิม
“มาเรียกคนอื่นว่าปะป๊าแล้วจะไปไหน นั่งอยู่นี่ ห้ามไปหาพ่อใหม่หรือไปไหนทั้งนั้น” ไออุ่นออกคำสั่งเสียงเย็น ทำเอาวิญญาณเด็กงงงวยว่าเกิดอะไรขึ้น น้องอุตส่าห์จะไปหาพ่อใหม่ ทำไมปะป๊ามาห้ามน้อง?
น้องกำลังจะเกิด ถูกปะป๊าคุมกำเนิดซะงั้น!
ใด ๆ คือล็อกมงตำแหน่งหม่าม้าไว้แล้วค่ะ