โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อุตฯ อาหารสัตว์ไทย เล็งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ 2.8 พันล้านดอลล์/ปี เลี่ยงภาษีศุลกากรทรัมป์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ก.พ. 2568 เวลา 17.20 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. 2568 เวลา 10.20 น.

"อุตฯ อาหารสัตว์ไทย" เล็งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ 2.8 พันล้านดอลล์/ปี เลี่ยงภาษีศุลกากรทรัมป์ ขณะที่ไทยให้คำมั่นซื้อเอทานอลจากสหรัฐมากขึ้น

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ มูลค่าราว 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แทนที่จะซื้อจากซัพพลายเออร์รายอื่น เนื่องจากประเทศไทยต้องการลดการเกินดุลการค้า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรที่อาจเกิดขึ้นกับสินค้าส่งออก

โดยสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กำลังหารือกับรัฐบาลเพื่อผ่อนปรนกฎระเบียบบางประการเพื่อให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ของสหรัฐ เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพด มีการแข่งขันในการส่งออกมากขึ้น

ขณะที่ไทยเข้าร่วมกับหลายประเทศที่กำลังพยายามลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้มาตรการภาษีศุลกากรเพื่อปรับความสัมพันธ์กับคู่ค้า ประเทศต่างๆ เช่น อินเดียและเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาเพิ่มการซื้อพลังงานจากสหรัฐ ขณะที่ไทยได้ให้คำมั่นแล้วว่าจะซื้อเอทานอลจากสหรัฐมากขึ้น

นายพรศิลป์กล่าวว่า การเคลื่อนไหวเพื่อลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% จากสหรัฐ ซึ่งอาจดำเนินการผ่านข้อตกลงการค้า อาจทำให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ของไทยเปลี่ยนใจซื้อสินค้าจากบราซิลได้ในทันที นอกจากนี้การระงับภาษีศุลกากรข้าวโพดที่องค์การการค้าโลกกำหนดไว้เป็นการชั่วคราวยังจะเอื้อประโยชน์ต่อการจัดหาวัตถุดิบจากสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย

“เรายินดีที่จะซื้อมากขึ้น แต่ต้องแก้ไขปัญหานี้ให้เราก่อน หากทำได้สำเร็จ เราจะให้ความสำคัญกับสหรัฐ” พรศิลป์กล่าว พร้อมเสริมว่า การนำเข้าพืชผลจากสหรัฐมากขึ้นเป็นหนึ่งในมาตรการที่เร็วที่สุดที่ประเทศ สามารถทำได้เพื่อลดการเกินดุลทางการค้า

โรงงานผลิตอาหารสัตว์ภายใต้สมาคมมีศักยภาพในการซื้อกากถั่วเหลืองจากสหรัฐ มูลค่า 48,000 ล้านบาท ข้าวโพด 36,000 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์เอธานอล 9,900 ล้านบาท ซึ่งรวมแล้วเป็นมูลค่าพืชผล 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ตามข้อมูลที่สมาคมรวบรวมไว้ ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้ากากถั่วเหลืองและพืชผลอื่นๆ จากสหรัฐ มูลค่า 68.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่สามารถนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐได้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ได้สั่งให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของไทยในยุคใหม่ของทรัมป์ คณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วได้รับมอบหมายให้เตรียมกลยุทธ์การเจรจาและจะเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้ไทยคาดการณ์ว่าความต้องการอาหารสัตว์จะสูงขึ้นในปีนี้ที่ 21.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 21.1 ล้านตันในปี 2567 โดยประมาณ 60% ของวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งหมดของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยข้าวโพด กากถั่วเหลือง และข้าวสาลี เป็นวัตถุดิบนำเข้า อุตสาหกรรมนี้ใช้เลี้ยงไก่และหมูเป็นส่วนใหญ่ และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานปศุสัตว์มูลค่า 9 แสนล้านบาท

ปัจจุบันกากถั่วเหลืองที่ไทยนำเข้าเกือบทั้งหมดมาจากบราซิล ขณะที่น้อยกว่า 1% มาจากสหรัฐอเมริกา ข้าวโพดมาจากท้องถิ่นและเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ข้าวสาลีมาจากยุโรป ตามข้อมูลของสมาคมโรงสี ประเทศไทยอาจเปลี่ยนมาซื้อกากถั่วเหลือง 3 ล้านตันและข้าวโพด 4 ล้านตันจากสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ประเทศไทยยังนำเข้าธัญพืชแห้งจากโรงกลั่นในปริมาณที่แตกต่างกันในแต่ละปี โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาแล้ว หากรัฐบาลลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้า 9% สำหรับผลิตภัณฑ์เอทานอลจากโรงกลั่น สมาคมฯ คาดว่าโรงสีในไทยจะมีศักยภาพในการนำเข้ามากถึง 900,000 ตันต่อปี

นายพรศิลป์เตือนว่า สหรัฐอาจกดดันไทยซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก ให้เปิดตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อหมูจากสหรัฐ ซึ่งเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาก จนทำให้รัฐบาลทรัมป์ชุดแรกต้องเพิกถอนสิทธิพิเศษทางการค้ามูลค่า 817 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับไทยในปี 2563 ปัจจุบัน เนื้อหมูจากสหรัฐไม่สามารถเข้าสู่ประเทศไทยได้ เนื่องจากกฎหมายท้องถิ่นห้ามใช้สารเติมแต่งอาหารที่ใช้กันทั่วไปในการผลิตปศุสัตว์ของสหรัฐ

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...