โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ทอร์นาโดไฟ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 มี.ค. 2568 เวลา 03.12 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2568 เวลา 03.12 น.

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

www.facebook.com/buncha2509

ทอร์นาโดไฟ

ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งอาจเกิดแถมมาพร้อมกับไฟป่า หรือในสถานการณ์จำเพาะ อย่างเช่น ฟ้าผ่าถังเก็บน้ำมัน หรือการทิ้งระเบิดในสงคราม ได้แก่ ทอร์นาโดไฟ (fire tornado)

ตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีต เช่น ทอร์นาโดไฟที่เกิดท่ามกลางไฟป่าในโปรตุเกส เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.2007 ทอร์นาโดไฟที่เรียกว่า Tubbs Fire ทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ.2007 ทอร์นาโดไฟที่รัฐโคโลราโดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ.2016 ส่วนเหตุการณ์ที่ค่อนข้างใหม่หน่อย เช่น ทอร์นาโดไฟที่เกิดระหว่างอภิมหาไฟป่าแคลิฟอร์เนียที่พาลิเสดส์ (Palisades) เมื่อวันที่ 11 มกราคม ค.ศ.2025

ปรากฏการณ์นี้อาจมีหลายคนสงสัยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีแง่มุมน่าสนใจอะไรบ้าง

ก่อนอื่นควรรู้ว่าชื่อ fire tornado รวมทั้งชื่อเรียกอื่นๆ เช่น ไฟร์นาโด (firenado) และ ไฟร์ทวิสเตอร์ (fire twister) เป็นชื่อเรียกที่ฝรั่งทั่วไปใช้เรียก แต่นักวิทยาศาสตร์อาจไม่ค่อยชอบใจนัก เพราะชวนให้เข้าใจผิดไปว่าปรากฏการณ์นี้มีลักษณะคล้ายกับพายุทอร์นาโด ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะกลไกการเกิดแตกต่างกันมาก

ส่วนชื่อที่เป็นทางการ คือ ไฟร์ดีวิล (fire devil) และไฟร์เวิร์ล (fire whirl) ดังนั้น ถึงแม้ชื่อบทความจะเขียนว่าทอร์นาโดไฟ แต่ในบทความนี้ขอเรียกว่าไฟร์เวิร์ลนะครับ

อันที่จริง ปรากฏการณ์ไฟร์เวิลด์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอย่างน้อยที่สุด ได้มีบทความวิชาการเขียนถึงเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ.1926 โน่นแล้ว โดย เจอี ฮิสซอง (J.E. Hissong) ได้ตีพิมพ์บทความใน Monthly Weather Review

ต้นเรื่องก็คือ เกิดฟ้าผ่าที่ถังเก็บน้ำมันของ Union Oil Company ในเมืองแซนลูอิสโอบิสโพ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ.1926 จากนั้นได้เกิดไฟไหม้ยาวนานถึง 5 วัน และมีคนเห็นไฟร์เวิร์ลนับร้อยเกิดขึ้นในระหว่างนั้น บทความดังกล่าวยังมีภาพถ่ายไฟร์เวิร์ลหลายภาพเป็นหลักฐานอีกด้วย ดูภาพขาวดำที่ผมนำมาจากบทความดังกล่าวได้

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1923 ได้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงหนักขนาด 8.3 ที่ภาคคันโต โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโตเกียว เหตุการณ์นี้เรียกว่า The Great Kanto Earthquake แผ่นดินไหวนี้นอกจากจะสร้างความเสียหายโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องหลายอย่าง เช่น ดินถล่ม สึนามิ และไฟไหม้ครั้งมโหฬาร

กล่าวเฉพาะไฟไหม้ครั้งมโหฬารในเหตุการณ์ The Great Kanto Earthquake ไฟไหม้ได้ทำลายกรุงโตเกียวราวครึ่งหนึ่ง เหตุหลักของไฟไหม้ครั้งนี้คือ การที่แผ่นดินไหวเกิดในช่วงเวลาใกล้เที่ยง ซึ่งขณะนั้นผู้คนกำลังเตรียมอาหารกลางวัน มีการใช้ถ่านและน้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเตา การสั่นสะเทือนขนาดหนักทำให้ไฟที่ติดอยู่เกิดลุกลามไปทั่ว

ไฟไหม้ในครั้งนั้นยังทำให้เกิดไฟร์เวิร์ลซึ่งคร่าชีวิตคนญี่ปุ่นไปเกือบ 45,000 คน ในขณะที่ภาพรวมของผู้เสียชีวิต (นับรวมผู้สูญหาย) ประมาณ 140,000 คน นั่นคือ เฉพาะไฟร์เวิร์ลได้ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตไปถึงราว 1 ใน 3 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในเหตุการณ์ครั้งนั้นเลยทีเดียว

น่ารู้ด้วยว่า ความเสียหายอย่างหนักครั้งนั้นทำให้ญี่ปุ่นประกาศให้วันที่ 1 กันยายนของทุกปีเป็นวันป้องกันภัยพิบัติจนถึงปัจจุบัน

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่น่ารู้จัก คือระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คือเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.1943 สหราชอาณาจักรได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปบอมบ์เมืองฮัมบูร์ก ซึ่งเป็นเมืองท่าและเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของเยอรมนี ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรเริ่มปฏิบัติการที่เรียกว่า Operation Gomorrha ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมแล้ว

แต่วันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.1943 นั้นพิเศษตรงที่ว่าในช่วงเวลาเพียงแค่ 43 นาที ที่ระเบิดปริมาณ 2,326 ตัน ถูกทิ้งลงสู่เมืองฮัมบูร์ก ได้เกิดไฟไหม้ครั้งมโหฬารถึงขนาดทำให้เกิดคำใหม่ในภาษาอังกฤษที่ใช้เรียกปรากฏการณ์นี้ นั่นคือ firestorm (พายุไฟ) กันเลยทีเดียว!

พายุไฟในครั้งนั้นได้คร่าชีวิตพลเรือนชาวเยอรมันไปถึง 42,000 คน และยังทำให้เกิดไฟร์เวิร์ลที่มีความสูงถึงราว 460 เมตรเลยทีเดียว!

ได้เห็นกรณีศึกษาสำคัญๆ ไปแล้ว คุณผู้อ่านอาจสงสัยว่าไฟร์เวิร์ลเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ตอบอย่างย่อก็คือ ต้องมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เริ่มจากต้องมีไฟเริ่มต้นก่อน (ไฟป่า ไฟจากการหุงต้มอาหาร ไฟจากฟ้าผ่า ไฟจากการทิ้งระเบิด ฯลฯ) มีเชื้อเพลิงปริมาณมากอยู่ในบริเวณดังกล่าว ความร้อนจากไฟจะทำให้อากาศใกล้ๆ ร้อนขึ้นและยกตัวสูงขึ้น เปิดโอกาสให้อากาศที่เย็นกว่าโดยรอบไหลเข้ามา

หากอากาศที่เข้ามาในบริเวณต่างๆ ไหลเร็วไม่เท่ากัน ก็จะทำให้เกิดการหมุนวนของกระแสอากาศ ไฟร์เวิร์ลรูปร่างคล้ายทอร์นาโดจึงก่อตัวขึ้น อากาศที่ไหลเข้ามานี้ยังมาช่วยเติมออกซิเจนและอาจเติมเชื้อเพลิงอีกด้วย

ในปัจจุบันมีการศึกษาไฟร์เวิร์ลในห้องปฏิบัติการ โดยการสร้างไฟร์เวิร์ลขึ้นมาในอุปกรณ์ที่ออกแบบไว้โดยเฉพาะ แล้วตรวจวัดค่าต่างๆ เช่น ความสูง อุณหภูมิที่ระดับต่างๆ และอัตราเร็วในการไหลของเปลวไฟในแนวระดับ และมีการคำนวณโดยใช้วิชาพลศาสตร์ของการไหลเพื่อเปรียบเทียบกับผลการทดลอง ภาพที่นำมาให้ชมเป็นงานวิจัยของญี่ปุ่นครับ

คุณผู้อ่านที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกัลไฟร์เวิร์ลเพิ่มเติม ขอแนะนำบทความ Whirling Flames : How Fire Tornadoes Work ที่ www.livescience.com/45676-what-is-a-firenado.html

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทอร์นาโดไฟ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...