โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่องทางเลือกลดหย่อนภาษี 2568 ลงทุนแบบไหนได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง?

The Bangkok Insight

อัพเดต 05 พ.ค. 2568 เวลา 17.02 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2568 เวลา 23.33 น. • The Bangkok Insight

ส่องทางเลือกลดหย่อนภาษี 2568 ลงทุนแบบไหนได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง?

ในปี 2568 นี้ การวางแผนการออมและการลงทุนระยะยาวควบคู่กับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนให้มีการลงทุนเพิ่มเติม ดังนั้น เพื่อเป็นข้อมูลให้ ผู้ลงทุนในการบริหารจัดการภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จึงขอให้ภาพรวมเกี่ยวกับทางเลือกการออมและการลงทุนที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี 2568

ลดหย่อนภาษี 2568

ทางเลือกการออมและการลงทุนที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันมานานก็คือ การออมและการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ ได้แก่ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งมีวงเงินลดหย่อนรวมกันไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

อีกทางเลือกในการลงทุนที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษี 2568 ก็คือ การลงทุนระยะยาวผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนหรือกองทุนรวม Thai ESG ซึ่งเริ่มในปี 2566 โดยกองทุนรวม Thai ESG เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ที่ออกโดยธุรกิจไทยที่ดำเนินงานโดยคำนึงถึงหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล) เฉลี่ยตั้งแต่ 80% ขึ้นไปของทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งสินทรัพย์ที่ลงทุนเป็นได้ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ หรือโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน โดยพิเศษสำหรับการลงทุนในช่วงปี 2567-2569 ผู้ลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 300,000 บาท และมีเงื่อนไขการถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี (ปกติลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท และต้องถือครองไม่น้อยกว่า 8 ปี)

ที่พิเศษเฉพาะสำหรับในปี 2568 คือ ภาครัฐได้มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนระยะยาวเพิ่มเติมผ่าน "กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ หรือ Thai ESGX" ซึ่งได้รับการอนุมัติจัดตั้งจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีข้อกำหนดพิเศษด้านนโยบายลงทุนเพิ่มเติมจากกองทุนรวม Thai ESG คือจะต้องลงทุนใน "หุ้นยั่งยืน" เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ผู้ลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการซื้อกองทุนรวม Thai ESGX ได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจะต้องซื้อกองทุนรวม Thai ESGX ในช่วง 2 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น และจะต้องถือกองทุนอย่างน้อย 5 ปี นับแบบวันชนวัน

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ยังมีการถือครองกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ภาครัฐยังให้สิทธิพิเศษในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมอีกหนึ่งวงเงิน โดยการสับเปลี่ยนจาก LTF ไปยังกองทุนรวม Thai ESGX ซึ่งผู้ลงทุนสามารถนำมูลค่าหน่วยลงทุน ณ วันที่ Thai ESGX รับสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้รวมสูงสุด 500,000 บาท แบ่งเป็นการใช้สิทธิในปี 2568 สูงสุด 300,000 บาท และในปี 2569 - 2572 สูงสุดปีละ 50,000 บาท ปีละเท่าๆ กัน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิจะต้องสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดที่ถือครองอยู่ ณ วันที่ 11 มีนาคม 2568 ไปยังกองทุนรวม Thai ESGX ไม่สามารถเลือกสับเปลี่ยนเพียงบางส่วนได้ อีกทั้งตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม จะต้องไม่มีการขายหรือสับเปลี่ยน LTF ด้วย โดยเริ่มสับเปลี่ยนหน่วยได้ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568

สรุปแล้วในปี 2568 ผู้ลงทุนจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการออมและลงทุนได้รวม 1,400,000 บาท ดังนี้

ลดหย่อนภาษี 2568

* จะต้องสับเปลี่ยน LTF ทั้งหมดที่มีอยู่ ณ วันที่ 11 มีนาคม 2568

ในการบริหารจัดการเงินลงทุนควบคู่กับการคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ด้านทางภาษี ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและเงื่อนไขการลงทุนของกองทุนประหยัดภาษีแต่ละประเภทให้ครบถ้วน พร้อมพิจารณาความเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนและฐานภาษีของตนเอง ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการจะสับเปลี่ยน LTF ไปยังกองทุน Thai ESGX เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี สามารถตรวจสอบข้อมูลการถือครอง LTF ของตนเองได้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หรือตัวแทนจำหน่าย

สำหรับผู้ที่อาจจะลงทุนใน LTF อยู่หลายกองทุนจากหลาย บลจ. หรือซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายหลายราย สามารถดูข้อมูลการถือครองกองทุน LTF ทั้งหมดของตนเองได้ในที่เดียว เพื่อตรวจสอบและพิจารณาตัดสินใจสับเปลี่ยนจากกองทุน LTF เป็น Thai ESGX เพื่อสิทธิลดหย่อนทางภาษี ได้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th/LTF

โดย ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...