KResearch ชี้ เงินเฟ้อไทย เม.ย.68 ติดลบครั้งแรกในรอบ 13 เดือน แต่ยังไม่เผชิญภาวะเงินฝืด
KResearch ชี้ เงินเฟ้อไทย เม.ย.68 ติดลบครั้งแรกในรอบ 13 เดือน แต่ยังไม่เผชิญภาวะเงินฝืด โดยคาดเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 0.5% พร้อมเตือนจับตานโยบายภาษีสหรัฐ และมาตรการกระตุ้นในประเทศ
นางสาวปริชญา ฤทธิ์สุข เจ้าหน้าที่วิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือน เม.ย. 2568 ลดลงครั้งแรกในรอบ 13 เดือนที่ -0.22%YoY ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.98%YoY เนื่องจากราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่ค่าไฟฟ้าปรับลดลงจากปีก่อนหน้า 0.03 บาทต่อหน่วย รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มเปราะบางไปจนถึงเดือน เม.ย.2568 ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรปรับลดลง อาทิ ไข่ไก่ มะนาว และผักชี จากฐานในปี 2567 ที่อยู่ในระดับสูงจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร
อย่างไรก็ดี แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ แต่กว่า 58% ของรายการสินค้าทั้งหมดที่นำมาคำนวณยังปรับเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อสุกร ค่าเช่าบ้าน เป็นต้น ซึ่งสะท้อนว่าไทยยังไม่เผชิญกับภาวะเงินฝืด
เมื่อมองไปยังไตรมาสที่ 2/2568 อัตราเงินเฟ้อไทยมีโอกาสเผชิญการติดลบ แต่ยังไม่ถือได้ว่าเข้าสู่สภาวะเงินฝืด เนื่องจากราคาสินค้าและบริการยังไม่ปรับลดลงอย่างเป็นวงกว้าง (Broad-based) และราคาที่ปรับลดลงส่วนใหญ่มาจากฝั่งอุปทาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกโดยมีรายละเอียดดังนี้
- มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของภาครัฐ โดยค่าไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. 2568 ลดลงจากปีก่อนหน้า 0.20 บาทต่อหน่วย ราคาน้ำมันดีเซลอาจทยอยปรับลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์อาจปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ถูกกดดันจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ และอุปทานที่เพิ่มขึ้น
- ราคาสินค้าสินค้าเกษตรปรับลดลง โดยราคาสินค้าเกษตรอาจปรับลดลงจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยกับการเพาะปลูกมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า เช่น ราคาผักสด ไข่ไก่
ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 อัตราเงินเฟ้อไทยอาจกลับมาอยู่ระดับเป็นบวกเล็กน้อยจากฐานราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในปี 2567 ที่ต่ำ และทั้งปี 2568 คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ที่ 0.5% อย่างไรก็ดีความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐอาจกระทบภาพรวมเศรษฐกิจผ่านภาคธุรกิจและการจ้างงาน กดดันอุปสงค์ในประเทศให้ชะลอลงอีก รวมถึงยังต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจจะมีผลต่อเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า