แนะจัดพอร์ต “Core & Satellite”… รับมือ “ตลาดผันผวน-สร้างผลตอบแทนที่มีเสถียรภาพ” !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 07 มี.ค. 2568 เวลา 10.19 น. • โต๊ะกองทุน Wealthy ThaiFun of Funds: วันนี้ จะพามาส่องการเติบโตของ “บลจ.กสิกรไทย” หนึ่งในบลจ.ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทะลุ “ล้านล้านบาท” ของไทยกัน
สิ้นปี2024 มี AUM ทั้งสิ้นกว่า 1.61 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น “ธุรกิจกองทุนรวม” 1.19ล้านล้านบาท “ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” 2.46แสนล้านบาท และ “ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล” 1.72แสนล้านบาท (ที่มา: AIMC,ณ 31 ธ.ค. 25)
และขนาดที่ใหญ่ไม่ใช่ปัญหาของการเติบโต โดยตั้งเป้าจะดัน AUM ขึ้นสู่ระดับ 2.0 ล้านล้านบาท ภายในปี2027 อีกด้วย
ในปี2025 นี้ ชู “3 กลยุทธ์” โฟกัสการดูแลผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ได้รับประโยชน์สูงสุดทั้ง 1) ลูกค้า 2) พันธมิตรและตัวแทนขาย และ 3) พนักงานของบริษัท
เพื่อมุ่งสู่การเป็น “Trusted Asset Manager” ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านกองทุนที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ลงทุนไทยเป็น “อันดับ 1” นั่นเอง
การเติบโตในปี2024 ที่ผ่านมา และทิศทางธุรกิจในปี2025 ของ “บลจ.กสิกรไทย” จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน “Wealthy Thai’ ไปอัปเดตจาก “ผู้นำองค์กร” พร้อมๆ กันได้เลย
“KAsset” ลั่นขอโตต่อเนื่อง ตั้งเป้า AUM 2 ล้านล้านบาท ภายในปี2027
โดย“วิน พรหมแพทย์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย บอกว่า เราตั้งเป้าจะเป็น “Trusted Asset Manager” ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ลงทุนไทยเป็น “อันดับ 1” เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้เราต้องดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายของบริษัท ผ่าน 3 กลยุทธ์หลักที่สำคัญ ได้แก่ 1) “Enhance Customer Experience” ยกระดับประสบการณ์ด้านการลงทุนผ่านแนวทางการบริหารพอร์ตแบบ “Core & Satellite Portfolio” โดยแนะนำให้ลูกค้าแบ่งเงิน 100 บาท ลงทุนใน “Core Portfolio” 80 บาท ที่มีการกระจายสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีการกระจายลงทุนทั่วโลก ซึ่งในปีที่ผ่านมามีผู้ลงทุนที่ทำ “Core Portfolio” จาก 4.8 หมื่นคน เพิ่มเป็น 1 แสนคน หรือเพิ่มกว่า 2 เท่าตัว ตรงนี้ก็ยังคงทำต่อเนื่องและจะขยายไปสู่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย ตลอดจนการอัปเดตสถานการณ์การลงทุน มีข้อมูลเชิงลึกให้กับลูกค้า เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง
(วิน พรหมแพทย์)
2) “Collaboration with Distributors & Partners” เสริมแกร่งความร่วมมือผ่าน “ธนาคารกสิกรไทย” และ “ตัวแทนผู้สนับสนุนการขาย” สร้างความเชื่อมั่นให้ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและทันเหตุการณ์ เกิดอะไรขึ้น กระทบการลงทุนยังไง ควรทำยังไง เพื่อขยายฐานลูกค้า พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกทั้ง “J.P. Morgan Asset Management” และ “Lombard Odier” เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ และ 3) “Productivity Enhancement”การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้ง “AI” และ “Robotic Process Automation” (RPA)มาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถใช้คนเท่าเดิมเพื่อสร้างการเติบโตที่เพิ่มขึ้นได้
“ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายในการเติบโตต่อเนื่องในระยะกลาง โดยจะเพิ่ม AUMให้แตะระดับ 2 ล้านล้านบาทภายใน 3 ปี (2025-2027)”
“KAsset” ผนึกพันธมิตร “JPMAM” ยกระดับ “การลงทุนระดับโลก” สู่นักลงทุนไทย
เช่นเดียวกับ “วจนะ วงค์ศุภสวัสดิ์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย ที่บอกว่า การเติบโตที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมาสะท้อนถึงความเป็น “ผู้นำ” ในอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยได้เป็นอย่างดี โดยยังครองส่วนแบ่งตลาดเป็น “อันดับ 1” ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม โดยในปี2024 มี AUM เพิ่มขึ้นกว่า +1.6 แสนล้านบาท มากเป็น “อันดับ1” ของอุตสาหกรรม (ไม่นับรวมกองทุนวายุภักษ์) มีส่วนแบ่งการตลาดกองทุนรวมเป็น “อันดับ1” มีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 5 แสนบัญชี มี AUM ของกองทุนที่ได้ 4 – 5 ดาว คิดเป็น 45%“มากสุด” ในอุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการกองทุน และความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุน อีกทั้งยังประสบความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้าที่สร้างพอร์ตการลงทุนหลัก (Core Portfolio) เพิ่มขึ้นจาก 48,000ราย เป็น 100,000ราย
(วจนะ วงค์ศุภสวัสดิ์)
“ที่สำคัญ ‘บลจ.กสิกรไทย’ ยังผนึกพันธมิตร ‘เจ.พี.มอร์แกน แอสเซท แมเนจเม้นท์’(JPMAM) ทำงานร่วมกันใกล้ชิดทำบทวิเคราะห์ร่วมกัน วางกลยุทธ์ร่วมกัน ตัดสินใจลงทุนร่วมกัน เพื่อนำเสนอเสนอโซลูชั่นการลงทุนให้กับผู้ลงทุนไทย ทั้งผลิตภัณฑ์กองทุนรวมและมุมมองการลงทุนเชิงลึก เป็นรายไตรมาส หรือสัปดาห์ ไม่ใช่แค่รูปแบบความร่วมมือแบบ Master-Feeder Fund แต่ประการใด ตลอดจนจัดทำมุมมองการลงทุนระยะยาว 15 ปี เพื่อนำมาใช้ในการจัดพอร์ตการลงทุนจริงๆ ผ่านบทวิจัย ‘KAsset Capital Market Assumptions’ (KCMA) เป็นครั้งแรกในประเทศไทยอีกด้วย เป็นการยกระดับ ‘การลงทุนระดับโลก’ มาสู่นักลงทุนไทยอย่างแท้จริง”
แนะจัดพอร์ต “Core & Satellite” รับมือ “ตลาดผันผวน-สร้างผลตอบแทนที่มีเสถียรภาพ”
สำหรับการลงทุนในปี2025 นั้น ยังอยู่ใน 4 เรื่องหลักๆ ได้แก่ 1) เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังโตอยู่ แต่โตช้าลงไม่ติดลบ 2) ดอกเบี้ยขาลง ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้น, ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์/REIT ด้วยเช่นกัน 3) หุ้นเทคฯ ยังดีอยู่เพียงแต่อาจจะต้องสลับตัวเล่น และ 4) นโยบายของ “Donald Trump” ที่จะทำให้ตลาดผันผวนต่อเนื่อง
การลงทุนแบบจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยง (Diversified) ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา (2015 – 2024) ให้ผลตอบแทน 6.9% ต่อปี ในขณะที่ความเสี่ยงอยู่ที่ 11.7% ต่อปี ผลตอบแทนไม่ได้ดีสุด แต่ก็ไม่แย่สุด ช่วงตลาดดีก็ดีด้วย ช่วงตลาดแย่ ให้ลงน้อยกว่าตลาด ผลตอบแทนระยะยาวก็จะมีเสถียรภาพขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดในการจัดพอร์ตแบบ “Core & Satellite Portfolio” ของบริษัทเช่นกัน
จากสภาวะตลาดทั่วโลกที่ยังมีความผันผวน ผู้ลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงขาดทุนจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียว อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนในทุกสภาวะตลาดได้ โดยแนะนำให้ผู้ลงทุนแบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1: “Core Portfolio” เน้นลงทุนเสริมพอร์ตให้เติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยแนะนำกองทุน K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE ในสัดส่วนประมาณ 70-80% ของพอร์ต
ส่วนที่ 2: “Satellite Portfolio” เน้นลงทุนเพื่อโอกาสทำกำไรในระยะสั้น โดยแนะนำกองทุน K-GSELECT, K-USA, K-GTECH, K-VIETNAM, K-PROPI ในสัดส่วนประมาณ 20% ของพอร์ต
ส่วนที่ 3: “Liquidity” เน้นลงทุนเสริมสภาพคล่อง เพื่อโอกาสทำกำไรที่ได้มากกว่าเงินฝาก ในขณะเดียวกันยังสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1-2 วันทำการ โดยแนะนำกองทุน K-SF, K-SFPLUS, K-FIXED, K-FIXEDPLUSในสัดส่วนประมาณ 10% ของพอร์ต
ทั้งหมดนี้ คือ ก้าวย่างที่สำคัญของ “บลจ.กสิกรไทย” ในปีที่ผ่านมา และที่กำลังจะก้าวไป เพื่อมุ่งสู่การเป็น “Trusted Asset Manager”ผู้นำด้านกองทุนที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ลงทุนไทยเป็น “อันดับ 1” โดยวางรากฐานทุกกระบวนการทำงานเพื่อสรรค์สร้างอนาคตการลงทุนอย่างยั่งยืนนั่นเอง