เศรษฐกิจอินโดนีเซีย เผชิญ “ลองโควิด” ชนชั้นกลางหดตัว ประชาชนดิ้นรนค่าครองชีพสูง
เศรษฐกิจอินโดนีเซีย เผชิญภาวะเศรษฐกิจลำบากจากโควิด เผยชนชั้นกลางหดตัว ทำให้กลุ่มขับเคลื่อนการเติบโตลด ขณะที่ประชาชนดิ้นรนกับเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง และหางานทำยาก
วันที่ 6 กันยายน 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซีย กำลังเผชิญกับผลกระทบจาก "ภาวะลองโควิด" โดยชนชั้นกลางหดตัวลง ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับการสูญเสียงาน อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และผลกระทบจากการปรับลดการผลิตในภาคอุตสาหกรรม
สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย (BPS) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2567 ประชากรกลุ่มชนชั้นกลางลดลงจากระดับ 21.4% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ลงสู่ 17.1% ขณะที่ประชากรที่โอกาสขยับขึ้นเป็นชนชั้นกลาง เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 48.2% เป็น 49.2% และประชากรที่จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับ 20.6% เป็น 24.2% โดยรวมแล้ว ประชากรชนชั้นกลางหดตัวลง 9.5 ล้านคน ในช่วงเวลาดังกล่าว
นางอามาเลีย อดินิงการ์ วิดยาซานติ รักษาการผู้อำนวยการ BPS กล่าวว่า นี่คือผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาวจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยชนชั้นกลางเป็นกลุ่มประชากรที่มีความสำคัญ เนื่องจากขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายมากขึ้นและใช้จ่ายอย่างรวดเร็ว
BPS ใช้คำจำกัดความของธนาคารโลกสำหรับชนชั้นกลาง ซึ่งได้แก่ ผู้ที่มีรายจ่ายสูงกว่าเส้นแบ่งความยากจน ระหว่าง 3.5 ถึง 17 เท่า ซึ่งในอินโดนีเซียนั้น เส้นแบ่งความยากจนในปัจจุบันอยู่ที่ 582,993 รูเปียห์ต่อเดือน (37.64 ดอลลาร์สหรัฐ) และชนชั้นกลางใช้จ่ายระหว่าง 130 ถึง 640 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
นายมุลยาวัน อาหมัด ผู้อาศัยอยู่ทางตะวันออกของกรุงจาการ์ตา คือหนึ่งในเหยื่อของ "ภาวะโควิด-19 ทางเศรษฐกิจ" ที่เกิดขึ้นในช่วงที่โรคโควิดแพร่ระบาด โดยนายอาหมัดเคยทำงานด้านไอทีในบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งและถูกเลิกจ้าง ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในประชาชน 2.8 ล้านคนที่สูญเสียงานในช่วงโควิด
ในช่วงแรก นายอาหมัดยังมองโลกในแง่ดี เพราะเขาจะมีเงินชดเชยจำนวนมากและได้รับการลดระยะเวลาผ่อนบ้านลงจาก 20 ปี เหลือ 8 ปี แต่เขาก็ต้องดิ้นรนในการงานประจำทำ ตอนนี้เขาอายุ 49 ปีแล้ว และต้องพึ่งพาการทำงานฟรีแลนซ์ต่าง ๆ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิต แต่อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อทำให้สถานการณ์ของเขาแย่ลง
นายอาหมัดกล่าวกับสำนักข่าวนิกเกอิเอเชียว่า เขาไม่คาดคิดว่าข้าวของทุกอย่างจะแพงขนาดนี้ พร้อมสังเกตว่ารายได้ของเขาลดลงประมาณ 2 ใน 3 นับตั้งแต่เขาทำงานประจำ โดยการผ่อนเงินกู้บ้านซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ได้กลายเป็นปัญหาทางการเงินที่หนักที่สุดสำหรับเขา รองจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ และค่าไฟ
ด้าน นางยูนี ราห์มาวาตี แม่บ้านในกรุงจาการ์ตา เปิดเผยว่า สามีของเธอเป็นข้าราชการ เงินเดือน 513 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบต่องบการใช้จ่ายของครอบครัว โดยการเลือกซื้อเนื้อสัตว์มาปรุงอาหารในแต่ละวันเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดใจมาก เพราะอาหารมีราคาแพง
นายฟิธรา ไฟซาล ฮัสเตียดี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Samuel Sekuritas กล่าวว่า ชนชั้นกลางอินโดนีเซียต่างรู้สึกว่ารายได้ของพวกเขาตามไม่ทันต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปได้ยาก
นายฮัสเตียดีกล่าวว่า การหดตัวของชนชั้นกลางในอินโดนีเซียนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเป้าไปที่ประชากรที่ยากจนที่สุด 20% และประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 10% ส่วนชนชั้นกลางที่อยู่ "ตรงกลาง" ระหว่าง 2 กลุ่มนี้ ไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากโครงการช่วยเหลือทางสังคมหรือแรงจูงใจทางภาษีสำหรับรายจ่ายจำนวนมากที่พวกเขาเผชิน เช่น รถยนต์ไฟฟ้าหรืออสังหาริมทรัพย์**
นอกจากนี้แล้ว การแพร่รระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การจ้างงานเปลี่ยนจากงานประจำเป็นงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่งานประจำ และไม่ได้มีรายได้สม่ำเสมอ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากมีรายได้ลดลง แม้ว่าอัตราการว่างงานจะฟื้นตัวขึ้นก็ตาม
BPS ระบุว่า การใช้จ่ายของชนชั้นกลางในปัจจุบัน นั้น ส่วนใหญ่คือค่าอาหารเป็นค่าที่อยู่อาศัยเป็นหลัก โดยค่าอาหารคิดเป็นสัดส่วน 41.67% และค่าที่อยู่อาศัย 28.52% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออินโดนีเซียอยู่ที่ 2.12% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากราคาสินค้าอาหารหลักเพิ่มสูงขึ้น เช่น ข้าว พริกไทย และน้ำตาล
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชนชั้นกลางจะหดตัว แต่เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกลับเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยขยายตัวมากกว่า 5% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงเติบโตต่อไปในปี 2567 ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น
นางวิดยาซานติ มีมุมมองในแง่บวกว่าผลกระทบจากการโควิดจะค่อย ๆ ลดลงในเร็ว ๆ นี้โดยเชื่อว่ารัฐบาลจะนำเสนอนโยบายต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับไปสู่ระดับก่อนเกิดการระบาด
นายไอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานกิจการเศรษฐกิจ เน้นย้ำถึงความสำคัญของชนชั้นกลางและประชากรที่มีโอกาสเป็นชนชั้นกลาง โดยระบุว่าประชากรเหล่านี้คิดเป็น 81.49% ของการบริโภคทั้งหมดในผลิตภัณฑ์มวลรวมใจประเทศ (GDP) และการรักษาความยืดหยุ่นของชนชั้นกลางเป็นความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม นายฮัสเตียดี วิพากษ์วิจารณ์แนวทางของรัฐบาล โดยโต้แย้งว่ามาตรการภาษีล่าสุดที่เสนอจะส่งผลกระทบต่อชนชั้นกลางมากขึ้น โดยการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 11% เป็น 12% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568 ควบคู่ไปกับการเสนอให้หักเงินเดือน 3% เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มรายได้น้อย อาจลดอำนาจซื้อของชนชั้นกลางลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ นายฮัสเตียดีเสนอว่า รัฐบาลควรชะลอการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มออกไป จนกว่าชนชั้นกลางจะขยายตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 25% ของจำนวนประชากร เพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
อ้างอิง : asia.nikkei.com