โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'มัมมี่ที่กรีดร้อง' ตายแบบเจ็บปวด จนทำให้กล้ามเนื้อล็อกอ้าปากค้าง

Environman

เผยแพร่ 05 ส.ค. 2567 เวลา 00.00 น.

“มัมมี่ที่กรีดร้อง” นักวิทยาศาสตร์พบเป็นครั้งแรกว่าผู้ตายเสียชีวิตอย่างเจ็บปวดอย่างมาก จนกล้ามเนื้อของเจ้าของร่างถูกล็อกไว้ในทันที กลายเป็นภาพที่ดูเหมือนกรีดร้องเป็นครั้งท้ายเมื่อ 3,500 ปีที่แล้วและชาวอียิปต์โบราณก็ได้รักษาร่างพร้อมกับอวัยวะภายในทั้งหมดในแบบมัมมี่

ย้อนกลับไปในปี 1935 นักโบราณคดีได้ค้นพบมัมมี่ร่างหนึ่งที่ถูกฝังอยู่ในโลงไม้ใต้หลุมศพของผู้ที่ชื่อว่า Senmut ซึ่งเป็นสถาปนิกชื่อดังคนสำคัญในรัชสมัยของฟาโรห์หญิง Hatshepsut มันเป็นร่างที่ทำให้นักวิจัยหลายคนประหลาดใจพร้อมกับสร้างปริศนามานานเกือบ 90 ปี

“แม้ว่าจะไม่มีการบันทึกชื่อบนมัมมี่กี่กำลังกรีดร้อง แต่เธอน่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัวที่ใกล้ชิด ซึ่งถูกฝังอยู่ในพื้นที่พักผ่อนชั่วนิรันดร์ของครอบครัว” ดร. Sahar Saleem ศาสตราจารย์ด้านรังสีวิทยาที่มหาวิทยาลัยไคโรกล่าว

ในงานวิจัยใหม่ที่เผแพร่ไว้ในวารสาร Frontiers in Medicine ทีมวิจัยได้ใช้เทคโนโลยี CT-Scan เพื่อ ‘ผ่านศพแบบเสมือนจริง’ ช่วยในการวิเคราะห์ว่าทำไมมัมมี่ร่างนี้ถึงทำท่าทางราวกับกรีดร้อง เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเราจะเห็นว่าผู้เสียชีวิตแต่ละรายต่างอยู่ในท่าทางสงบ

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่ามัมมี่ร่างนี้ได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี โดยร่างมีความสูงประมาณ 1.55 เมตร และข้อมูลก็เผยให้เห็นว่าเสียชีวิตเมื่ออายุประมาณ 48 ปี พร้อมกับเป็นโรคข้ออักเสบเล็กน้อย รวมถึงบริเวณกระดูกสันหลังด้วยเช่นกัน แต่ที่น่าทึ่งก็คือทั้งยังมีอวัยวะภายในอยู่ในร่าง

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับฉัน เนื่องจากวิธีการทำมัมมี่แบบคลาดสิกในอาณาจักรใหม่ ซึ่งอยู่ระวห่าง 1550-1069 ปีก่อนคริสตกาลนั้นจะเอาอวัยวะภายในออกทั้งหมดยกเว้นหัวใจ” ดร. Saleem กล่าว

ทว่าสิ่งที่พิเศษที่สุดซึ่งไม่เหมือนใครคือการทำท่ากรีดร้องที่เป็นการอ้าปากค้างไว้ ซึ่งดูจะเป็นไปไม่ได้เลยในกระบวนการการทำมัมมี่ เพราะผู้ทำพิธีจะต้องปิดปากอยู่เสมอ การที่ร่างนี้อ้าปากค้างไว้ก็หมายความว่าผู้ทำศพ ‘ละเลย’ อย่างนั้นหรือ? แต่ทีมวิจัยเชื่อว่าพวกเขามีคำตอบ

ดร. Saleem กล่าวว่าการอ้าปากค้างนี้เกิดจากการตายอย่างเจ็บปวดขั้นรุนแรงที่สุด ซึ่งทำให้เกิดความเครียดทางอารมณ์รวมถึงอาการเกร็งของกล้ามเนื่อจนทำให้ใบหน้าถูกล็อกไว้ในขณะที่กำลัง ‘กรีดร้อง’ ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

“ผู้ทำศพไม่สามารถเปิดปากและทำมัมมี่ศพให้อ่อนตัวหรือคลายตัวได้ก่อนที่มันจะเน่าเปื่อย ทำให้ปากที่เปิดอยู่ของเธอยังคงอยู่หลังจากการเสียชีวิต” ดร. Saleem บอก อย่างไรก็ตามทีมวิจัยยังไม่ทราบถึงสาเหตุการเสียชีวิต และผู้เชี่ยวชาญหลายคนนี้ก็ไม่แน่ใจกับสมมติฐานนี้

โดย ดร. Stuart Hamilton แพทย์นิติเวชจากสหราชอาณาจักรให้ความเห็นว่าเขาไม่เคยเจอกรณีที่น่าเชื่อถือเลยเกี่ยวกับกรณีที่ศพอ้าปากค้าง แต่เขาก็คิดว่ามันก็อาจเป็นไปได้แต่เป็นกรณีที่หาได้ยากมาก ๆ อันที่จริงแล้วมีความเป็นไปได้ที่ปากจะเปิดออกมาหลังจากการเสียชีวิตแล้วมากกว่า

“ผมเปิดใจยอมรับความคิดที่ว่าสิ่งนี้มีอยู่จริง แม้ว่ามันจะเป็นที่ถกเถียงกันอย่างแน่นอน” เขากล่าว แต่เขากล่าวเสริมว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายที่ซับซ้อน “ผมคิดว่าปากของเธอเพิ่งเปิดออกและสุดท้ายมันก็ยังคงเป็นแบบนั้น”

แม้ว่าจะพบได้ยาก แต่ร่างนี้ไม่ได้เป็นคนเดียวที่ ‘กรีดร้อง’ ดร. Saleem และทีมงานก็เคยพบร่างอื่น ๆ ด้วยเช่นกันอีก 3 ร่างซึ่งมีเรื่องราวเล่าว่าเขาเหล่านั้เกี่ยวข้องกับแผนการสังหารบิดาของพวกเขา

“ร่างของเจ้าชาย Pentawere (ซึ่งเป็นพระราชโอรสของฟาโรห์รามเสสที่ 3) แทบจะไม่ได้รับการทำศพเลย ซึ่งอาจบ่งบอกว่าผู้ทำศพละเลยที่จะปิดปากของเขา ซึ่งน่าจะเป็นการลงโทษด้วยการทำให้เขาต้องกรีดร้องไปชั่วนิรันดร์” ดร. Saleem กล่าว

ที่มา

https://www.frontiersin.org/…/fmed.2024.1406225/full

https://www.sciencealert.com/grim-mystery-of-ancient…

https://www.livescience.com/…/screaming-woman-mummy…

https://www.theguardian.com/…/egyptian-mummy-screaming…

https://www.iflscience.com/we-finally-know-why-this…

Photo : Dr Saleem

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...