โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ปปส.เตรียมแจกเงินรางวัล 101 ล้าน คนแจ้งเบาะแส แก๊งค้ายา ‘เขมิกา’

The Bangkok Insight

อัพเดต 20 มิ.ย. 2567 เวลา 14.09 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2567 เวลา 14.09 น. • The Bangkok Insight

ปปส.เตรียมแจกเงินรางวัล101 ล้านคนแจ้งเบาะแสแก๊งค้ายา"เขมิกา"หลังตามยึดทรัพย์เพิ่มอีก2,022 ล้านบาท

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิ การ ป.ป.ส. พร้อมด้วยนายไพศาล กันทะเตียน ผอ.สำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด และนายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ ร่วมกันแถลงผลการยึดทรัพย์เครือข่าย นางสาวเขมิกา ใจปินตา นักค้ายาเสพติดรายสำคัญ และพวก อีกจำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท

โดย พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ ได้แถลง ผลการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินครั้งที่ 12/2567 ซึ่งมีนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งในวาระที่ 4 ที่ประชุมได้มีการพิจารณาคดีตรวจสอบทรัพย์สินจำนวน 81 คดี มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 2,185,071,784.93 บาท โดย 78 คดี เป็นการตรวจสอบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งในขั้นตอนต่อไปจะส่งสำนวนคดีไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลพิจารณาต่อไป

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า สำหรับการอายัดทรัพย์ในครั้งนี้มี 3 คดี ซึ่งเป็นเครือข่ายรายสำคัญ เนื่องจากเมื่อวันที่ 17 ก.พ.64 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้จับกุมนายธีนพันธ์ คำผาบูรณปัญญา และพวกรวม 3 ราย พร้อมของกลางยาเสพติด เฮโรอีน จำนวน 1,000 แท่ง น้ำหนัก 35 กิโลกรัม ที่บริเวณด่านควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บ้านนาหวายใหม่ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านหลวง จ.น่าน ดำเนินคดี และจากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพบกลุ่มเครือข่ายดังกล่าวมีผู้ร่วมกระทำความผิดแบ่งหน้าที่กันทำ

ดังนี้ 1.กลุ่มเจ้าของยาเสพติด 2.กลุ่มผู้ประสานงานระหว่างเจ้าของยาเสพติดและกลุ่มเครือข่าย 3.กลุ่มลำเลียงยาเสพติด 4.กลุ่มนายทุนและกลุ่มฟอก 5.กลุ่มกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้น จนนำไปสู่การตรวจยึดอายัดทรัพย์สินของกลุ่มเครือข่ายดังกล่าว

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด พบความผิดปกติของกลุ่มนายทุนและกลุ่มฟอกเงินที่มียอดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2564 พบมีมากกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับรายได้จากการประกอบอาชีพ หรือการประกอบธุรกิจในนามบริษัทของกลุ่มผู้ต้องหาที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล เพื่ออำพรางว่ามีการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นการฟอกเงินที่ได้จากยาเสพติด อีกทั้งยังมีการนำเอาบัญชีของแรงงานชาวเมียนมา ลูกจ้างชาวเมียนมาของบริษัทมาใช้ทำธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับกลุ่มผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานจึงเชื่อได้ว่าทรัพย์สินของกลุ่มเครือข่ายเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ หรือได้มาเกินกว่าฐานะ หรือความสามารถในการประกอบอาชีพอื่นใดโดยสุจริต และเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำวินิจฉัยและมีมติให้ยึดอายัดทรัพย์สินของกลุ่มเครือข่ายนี้ จำนวน 3 คดี อันประกอบด้วย คดีที่ 1.นางสาวเขมิกา และพวกอีก 3 ราย ทรัพย์สิน 45 รายการ มูลค่า 9,378,823.95 บาท คดีที่ 2.นางตง เฉิน (อยู่ระหว่างหลบหนี) และพวกอีก 1 ราย ทรัพย์สิน 24 รายการ มูลค่า 527,815,332.18 บาท และคดีที่ 3.น.ส.ณัฐพัชร์ หรือนางผิง เฉิน (อยู่ระหว่างหลบหนี) และพวกอีก 3 ราย ทรัพย์สิน 809 รายการ มูลค่า 1,485,438,514.51 บาท

“ทั้งนี้ รวมทั้งหมด 878 รายการ แบ่งเป็น เงินสด 29,744,233.07 บาท เงินฝาก 1,193,445,452.02 บาท อสังหาริมทรัพย์ 191,378,073 บาท และอื่นๆ อาทิ ทองรูปพรรณ เครื่องประดับ ยานพาหนะ มูลค่า 608,064,912.55 บาท รวมมูลค่าทั้งหมด 2,022,632,670.64 บาท” เลขา ป.ป.ส. ระบุ

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวอีกว่า การดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินในกลุ่มเครือข่ายดังกล่าว เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 และตามประมวลกฎหมายยาเสพติด กรณีถ้ามีผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับเงินสินบน 5% ขณะที่คนที่ทำคดีตั้งแต่ต้น ผู้จับกุม จนถึงผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้ส่วนแบ่งเงินรางวัล 25% ซึ่งกฎหมายฉบับใหม่จะดำเนินคดีได้เร็วขึ้น จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด ด้วยการชี้เบาะแสเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลุ่มเครือข่าย หรือนักค้ายาเสพติดมายัง สำนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งหลังจากคดีสิ้นสุด เมื่อทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดแล้ว ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับเงินรางวัล 5%

ส่วนในกรณีของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ซึ่งเคยแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินของเครือข่ายนายตู้ห่าวนั้น พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า หากคดีถึงที่สุด นายชูวิทย์ ก็จะได้รับส่วนเเบ่ง 5% แต่ตนไม่ทราบความคืบหน้าว่าคดีเครือข่ายนายตู้ห่าว ปัจจุบันนี้สำนวนคดีอยู่ในชั้นพนักงานอัยการ หรือชั้นศาล แต่อย่างไรก็ตาม คดีอาญาก็ต้องแยกออกไปจากการตรวจสอบทรัพย์สินในคดียาเสพติด เพราะเรื่องนี้จะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินก่อน ซึ่งขณะนี้สำนวนคดีการตรวจสอบทรัพย์สินของนายตู้ห่าว ยังไม่ได้เข้ามาสู่ชั้นคณะกรรมการฯ ป.ป.ส. แต่อย่างใด

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวปิดท้ายว่า ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับนโยบายและได้เร่งรัดในเรื่องของคดีที่สำคัญต่าง ๆ ภาพการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหายาเสพติด หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน คงไม่สามารถขยายผลอายัดทรัพย์สินเครือข่ายนักค้ายาเสพติดรายสำคัญได้ อีกทั้งในเรื่องการช่วยแจ้งเบาะแส จะทำให้เงินที่เข้าไปยังกองทุนฯ ส่วนหนึ่ง 5% จะจัดสรรให้กับผู้แจ้งเบาะแส เช่น กรณีคดีเครือข่าย น.ส.เขมิกา และพวก อายัดทรัพย์สินได้กว่า 2,020 ล้านบาท ถ้าจัดสรรให้แก่ผู้แจ้งเบาะแส ก็จะได้รับ 101 ล้านบาท แต่ถ้าไม่มีผู้แจ้งเบาะแส จะทำให้ผู้ทำคดี หรือสืบสวนสอบสวน จะได้รับการจัดสรร 3% หรือ 60 ล้านบาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลเป็นไปตามระเบียบคณะอนุกรรมการกองทุน ป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของกองทุน พ.ศ. 2566

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...