โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อีอีซีเข็น 4 โครงการ-ดันยอดลงทุนแตะเป้า 4.7 แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 มิ.ย. 2566 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2566 เวลา 06.00 น.

อีอีซี เข็น 4 โครงการลุยลงทุนครึ่งปีหลัง โรดโชว์ฝรั่งเศสจ่อดึงอุตฯอวกาศหวังฟื้น MRO ยังไม่พับแผน ล่าสุด 5 เดือนแรก กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยยอดจัดตั้งธุรกิจตั้งใหม่ในอีอีซี 4 พันราย ทุ่มเงินลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 52%

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า ในปีนี้ 2566 คาดว่าจะมีการลงทุนเข้ามาประมาณ 476,000 ล้านบาท เป็นส่วนของอุตสาหกรรมเป้าหมาย 370,000 ล้านบาท และโครงสร้างพื้นฐาน 106,000 ล้านบาท

โดยในช่วงครึ่งปีหลังยังคงเร่งเดินหน้า 5 โครงการสำคัญที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (EEC Project List) โดยเฉพาะโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งล่าสุด ครม.ได้มีมติแก้ไขสัญญาที่ร่วมลงทุนกับเอกชน เช่น การปรับระยะการพัฒนางานหลักส่วนของอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ศูนย์การขนส่งภาคพื้น การให้บริการภาคพื้นดินเป็น 6 ระยะ จากเดิม 4 ระยะ แต่เป้าหมายการรองรับผู้โดยสารยังคงอยู่ที่ 60 ล้านคน/ปีเช่นเดิม

การปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรรายได้ของเอกชนคู่สัญญาใหม่ การเลื่อนวันเริ่มนับระยะเวลาให้บริการและบำรุงรักษาโครงการ ทั้งนี้ ยังพยายามในการสนับสนุนการจัดหาแหล่งเงินกู้ ให้ได้เงื่อนไขที่ดีกว่าตลาดของสถาบันทางการเงินเอกชนทั่วไป ส่วนความคืบหน้าด้านอื่น

ขณะนี้มีการก่อสร้างรันเวย์ที่ 2 มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่โครงการ เช่น งานระบบไฟฟ้าและน้ำเย็น โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ระบบประปาและบำบัดน้ำเสีย ระบบเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งตามแผนจะเริ่มเปิดดำเนินการเฟส 1 ในปี 2570

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หรือไฮสปีดเทรน สนามบินมีการส่งมอบพื้นที่โครงการให้เอกชนตามคู่สัญญาดำเนินการ มีการออกแบบและการก่อสร้างโครงการพื้นฐานแล้ว จะเปิดปี 2570 เช่นกัน

และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ได้มีการถมทะเล สร้างอาคารท่าเทียบเรือชายฝั่งและมีการชดเชย เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการไปแล้ว จะเปิดดำเนินการท่าเรือ F1 ในปี 2570 และโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3 มีการก่อสร้างเขื่อนกันทรายในงานถมทะเล เขื่อนกันคลื่นทะเล ก่อสร้างถนนสะพานเข้า-ออก พร้อมปี 2570 จะเริ่มเปิดดำเนินการท่าเรือก๊าซ

นายจุฬากล่าวว่า ในส่วนของโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) แม้จะการชะลอโครงการ เนื่องจากการบินไทยอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการและมีสถานะเป็นเอกชน แต่รัฐยังกันพื้นที่ส่วนหนึ่งเอาไว้และดึงดูดการลงทุนจากบริษัทการบินอื่น ๆ เข้ามา ซึ่งยังเป็นโครงการที่ยังไม่ได้ล้มเลิก

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานที่ทยอยเดินหน้า อีอีซียังต้องเร่งแผนชักจูงการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะมาจากการโรดโชว์ 18 ประเทศทั่วโลก หลังจากที่ได้ไปโรดโชว์ที่อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ที่ได้พบนักลงทุนหลายบริษัท

ตาราง อีอีซี

ซึ่งให้ความสนใจทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีชีวภาพ BCG เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะอุตสาหกรรมดิจิทัล ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ เทคโนโลยีการป้องกันประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมการแพทย์และยา และเร็ว ๆ นี้เตรียมไปฝรั่งเศส เพื่อเจรจาดึงอุตสาหกรรมอากาศยาน และศูนย์ซ่อมอากาศยาน

สำหรับเป้าหมายโดยรวม ช่วงปี 2566-2570 ยังคงที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศ 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้ GDP โต 5% ต่อปี โดยจะต้องดึงการลงทุนจากอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ได้ 400,000 ล้านบาท/ปี จาก 5 คลัสเตอร์หลัก คือ ยานยนต์ นวัตกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ BCG การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงบริการ

รายงานข่าวจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) 2566 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเขตพื้นที่อีอีซี รวม 4,384 ราย เพิ่มขึ้น 29.59% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนมูลค่าทุนจดทะเบียน 15,588.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้นคิดเป็น 52.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง และบริการร้านอาหาร

ทั้งนี้ จึงส่งผลให้ปัจจุบันมีพื้นที่ 3 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ในอีอีซี มีนิติบุคคลที่ยังมีสถานะคงอยู่สะสมจนถึง 31 พฤษภาคม 2566 รวม 84,531 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.79% และมีทุนจดทะเบียนรวม 1,616,564.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.99%

โดยแบ่งเป็นนิติบุคคลใน จ.ชลบุรี 61,180 ราย คิดเป็น 72.38% จ.ระยอง 16,160 ราย คิดเป็น 19.12% และ จ.ฉะเชิงเทรา 7,191 ราย คิดเป็น 8.51%

โดยในจำนวนนิติบุคคลในอีอีซี 84,531 รายนี้ มีการถือหุ้นของต่างชาติในนิติบุคคลไทยคิดเป็น 55.32% ของทุนทั้งหมด โดยสัญชาติญี่ปุ่น มีสัดส่วนมากที่สุด คิดเป็น 43.91% มูลค่า 3.92 แสนล้านบาท ซึ่งมาประกอบธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ 81,597.25 ล้านบาท

ผลิตอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม 38,387.31 ล้านบาท และผลิตล้อและยางในรถยนต์ 31,797.31 ล้านบาท รองลงมาคือ สัญชาติจีน มีสัดส่วนคิดเป็น 14.84% มูลค่า 1.32 แสนล้านบาท มาลงทุนผลิตล้อและยางใน 18,394.45 ล้านบาท ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ 11,933.91 ล้านบาท และผลิตเหล็กและเหล็กกล้า 10,610.10 ล้านบาท

และสิงคโปร์มีสัดส่วนคิดเป็น 6.01% มูลค่า 53,797 ล้านบาท มาลงทุนผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 11,718.20 ล้านบาท ผลิตล้อและยางใน 6,920.98 ล้าบาท และธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ 3,339.3 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...