โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอชเอสบีซี โกลบอล ไพรเวท แบงก์กิ้ง แนะธีมการลงทุนรับเศรษฐกิจเอเชียโตแซงชาติตะวันตก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 มิ.ย. 2566 เวลา 19.06 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2566 เวลา 12.02 น.

นายเจมส์ เชียว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธุรกิจโกลบอล ไพรเวทแบงก์กิ้งแอนด์เวลธ์ ธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมาทั่วโลกอยู่ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจากการที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโนบายเพื่อแก้ไขภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสูง อย่างไรก็ตามคาดว่า ธนาคารกลางของสหรัฐฯ น่าจะเข้าใกล้เพดานในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว

ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ค่อนข้างแข็งแกร่งโดยอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงส่งผลดีต่อภาคการบริโภคซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับดีขึ้นสำหรับวิกฤตของธนาคารขนาดกลางหลายแห่ง มีความกังวลลดลงเนื่องจากมีมาตรการรับมือกับปัญหาได้อย่างดี อย่างไรก็ตามเงื่อนไขการปล่อยกู้ในสหรัฐฯ มีความเข้มงวดมากขึ้นส่วนการผิดนัดชำระหนี้ของธนาคารยังคงอยู่ในระดับต่ำและอัตราส่วนเงินกองทุนก็ยังคงแข็งแกร่ง

“ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูงสุดในปัจจุบัน จะส่งผลดีต่อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ซึ่งรวมถึงตราสารทุน ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดี ตลาดเกิดใหม่ และสินทรัพย์ในเอเชียด้วย โดยคาดว่าหุ้นที่จะเติบโตได้ดีโดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่ม Tech ที่จะสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้เป็นอย่างดี”

นายเจมส์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเอชเอสบีซี โกลบอล ไพรเวท แบงก์กิ้งมองว่าเศรษฐกิจของประเทศฝั่งเอเชียจะเติบโตได้ดีกว่าประเทศทางตะวันตก โดยเอเชียจะได้รับประโยชน์จากการค้าที่เพิ่มมากขึ้นจากการฟื้นตัวของตลาดผู้บริโภคจีนรวมถึงนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในภูมิภาคเป็นจำนวนมาก

“อาเซียนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนจะได้รับอานิสงค์ด้านการค้าจากการที่ผู้บริโภคชาวจีนซื้อสินค้าเกษตร สินค้าโภคภัณฑ์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากภูมิภาคนี้มากขึ้น และชาวจีนยังจะกลับมาท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางยอดนิยมในเอเชียเหมือนก่อนโควิดระบาด โดยเราแนะนำนักลงทุนที่รับความเสี่ยงของหุ้นได้ให้เปลี่ยนจากการลงทุนในภูมิภาคอื่นๆ มาลงทุนในเอเชียมากขึ้น โดยแบ่งพอร์ตการลงทุนเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกลงทุนในหุ้น ส่วนที่สองลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว และส่วนที่สามลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก”

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงธนาคารของอินเดียและประเทศในอาเซียนมีแนวโน้มที่จะหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นการชั่วคราวและอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่อื่นๆ โดยการผ่อนปรนเงื่อนไขทางการเงินนี้จะอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อและกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งอาเซียนและอินเดียมีแนวโน้มในการสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งมากในปีนี้และปีหน้า

นายเจมส์ ยังได้กล่าวถึงมุมมองต่อตลาดหุ้นอินเดียว่า เอชเอสบีซี โกลบอล ไพรเวท แบงก์กิ้ง มองบวกต่อหุ้นของอินเดียเพราะภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังดีขึ้น ขณะนี้อินเดียอยู่ในช่วงผลักดันภาคเทคโนโลยีเพื่อการผลิต เนื่องจากการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงกำลังเติบโต รวมถึงอินเดียกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงธุรกรรมทางดิจิทัลได้มากขึ้น ดังนั้น การใช้จ่ายของผู้บริโภคในอินเดียจึงส่งสัญญาณให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่ดีของตลาด"

“เรามองเห็นโอกาสที่ดีสำหรับภาคการธนาคารและภาคไอทีเทคโนโลยีของอินเดีย ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรามองว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศที่น่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากตลาดผู้บริโภคมีขนาดใหญ่และมีข้อได้เปรียบจากความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นเราจึงลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียและอินโดนีเซียเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากตลาดทั้งสองแห่งมีผลประกอบการที่ดีกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันในแง่ของการเติบโตของรายได้ในปี 2566"

สำหรับเศรษฐกิจไทยนายเจมส์ เชียว มองว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากการบริโภคของภาคเอกชนและการใช้จ่ายด้านการลงทุน แม้การเติบโตที่ชะลอตัวทั่วโลกจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาคการส่งออกของไทย แต่นักท่องเที่ยวจากจีนจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้โดยคาดว่าในปี 2566 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ที่ 4%

ในด้านเงินเฟ้อมีสัญญาณที่ดี โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มชะลอลง อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงทรงตัวเนื่องจากมีการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อ จึงคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการคุมเข้มด้านการเงินในระยะนี้ และคาดว่าสิ้นปี 2566 ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่เอชเอสบีซี โกลบอล ไพรเวท แบงก์กิ้ง มีมุมมองที่เป็นกลางต่อตลาดหุ้นไทย ราคาปัจจุบันของตลาดหุ้นไทยถือว่าไม่ได้มีมูลค่าสูงจนเกินไปและโมเมนตัมกำไรยังคงแข็งแกร่งด้วยแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวแม้ว่าผลประกอบการในภาคที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกจะอ่อนแอลง จึงมองว่าโอกาสในตลาดหุ้นไทยขึ้นอยู่กับบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่เลือกลงทุน

“คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบตลอดปี โดยเราชอบหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและภาคธนาคารโดยต้องจับตาว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาได้มากเท่าไร หากกลับมาได้มากหุ้นไทยจะน่าสนใจมาก”

นายเจมส์ กล่าวว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านการเมืองของไทยแน่นอนว่าต้องส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างไรก็ตามสำหรับมุมมองในระยะสั้นประเทศไทยยังคงมีพื้นฐานที่ดี เนื่องจากกำลังมีสิ่งดีๆ หลายเรื่องเกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น เป็นฐานของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อ supply chain ของอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า

ดังนั้นจากมุมมองที่เศรษฐกิจเอเชียกำลังเติบโตได้ดีกว่าเศรษฐกิจของประเทศฝั่งตะวันตก เอชเอสบีซี โกลบอล ไพรเวทแบงก์กิ้ง จึงได้แนะนำธีมในการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตและรายได้ที่น่าสนใจในเอเชีย ดังนี้

1.โอกาสจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน โดยภาคบริการของจีนมีการเติบโตอย่างโดดเด่นเป็นเวลา 5 เดือนติดต่อกัน โดยเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคจีนมีเงินเก็บค่อนข้างมาก ดังนั้น กลยุทธ์ของเอชเอสบีซี โกลบอล ไพรเวทแบงก์กิ้งจึงเน้นเลือกลงทุนในบริษัทในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าจำเป็น

2.เสือผงาดตัวใหม่แห่งเอเชีย เอชเอสบีซี โกลบอล ไพรเวทแบงก์กิ้งยังขยายธีมเกี่ยวกับเสือแห่งอาเซียนให้กว้างขึ้นเป็นเสือผงาดแห่งเอเชียแทน โดยมีเป้าหมายเพื่อคว้าโอกาสการเติบโตระยะยาวในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีแนวโน้มที่สดใส ทั้งเศรษฐกิจอินเดียและอาเซียนล้วนได้รับประโยชน์จากความได้เปรียบด้านประชากรศาสตร์ เนื่องจากมีประชากรที่อายุน้อยที่สุดในเอเชีย โดยอายุเฉลี่ยของประชากรในอินเดียอยู่ที่ประมาน 28 ปี และอาเซียนอยู่ที่ประมาน 34 ปีซึ่งได้เปรียบประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศในเอเชียเหนือหลายแห่งที่อายุเฉลี่ยของประชากรสูงกว่า 40 ปี

3.เอเชียกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เอชเอสบีซี โกลบอล ไพรเวทแบงก์กิ้งยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยจีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการเชิงนโยบายและปัจจัยกระตุ้นจากวิกฤตพลังงานทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่ารถยนต์ไฟฟ้าในจีนจะเติบโตถึง 50% ในปี 2568 และ 88% ในปี 2573 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2568 ที่ 27% และxu 2573 ที่ 52% ตามลำดับ ซึ่งขณะนี้เกือบ 80% ของสถานีชาร์จเร็วทั่วโลก และ 60% ของสถานีชาร์จทั่วไปอยู่ในประเทศจีน

4.การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพของเอเชียโดยเชื่อว่าปัจจุบันเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนจากการฝากประจำมาเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงเพื่อล็อกผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจ โดยได้เพิ่มภาคการเงินของเอเชียเข้าในแผนของเอชเอสบีซี โกลบอล ไพรเวทแบงก์กิ้งด้วย โดยเน้นที่ธนาคารและบริษัทประกันชีวิตของญี่ปุ่นและเกาหลี รวมถึงธนาคารบางแห่งในออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย เนื่องจากคาดว่าภาวะการฟื้นตัวในฮ่องกงจะยังคงแข็งแกร่ง จึงให้ความสำคัญกับโอกาสในการสร้างรายได้จากการลงทุนในสินทรัพย์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพสูงในภาคกลางค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ในภาคอสังหาฯ ของจีน ยังคงใช้แนวทางลงทุนที่มีความระมัดระวังและให้ความสำคัญกับการลงทุนกับผู้ออกอสังหาฯ ที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีความมั่นคง นอกจากนี้ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในตราสารหนี้ Quasi-Sovereign ของอินโดนีเซีย ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่น่าลงทุน (Investment grade)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...