โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้าต้องรอด เพราะข้าคือนักฆ่าอันดับหนึ่ง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 เม.ย. 2567 เวลา 06.36 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2567 เวลา 06.36 น. • หมูแก้มอ้วน
ข้าเป็นยอดนักฆ่าอันดับหนึ่งที่ตายจากการถูกหักหลัง ให้โอกาสข้ามาใช้ชีวิตอีกครั้งงั้นหรือ ก็เอาสิ! ชีวิตใหม่นี้ข้าจะไม่โง่งมถูกผู้อื่นหลอกใช้อีกต่อไป เดี๋ยวนะ…ทำไมข้าถึงมีปานรูปจันทร์เสี้ยวด้วยล่ะ ?

ข้อมูลเบื้องต้น

♥ขอขอบพระคุณรี๊ดทุกท่านที่เข้ามาอ่านและติดตามไรท์ขอรับ♥

เรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกที่ไรท์ลองแต่งขึ้นมา หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องหรือผิดพลาด ไรท์ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

หากชอบนิยายเรื่องนี้ ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์มือใหม่ด้วยนะขอรับ

นักฆ่าไร้นามผู้หลงใหลในความสวยความงาม

ถูกใช้เป็นตัวเบี้ยเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่องค์กร

แต่สุดท้ายกลับถูกหักหลังโดยคนที่ไว้ใจที่สุด !!

มีโอกาสที่สองให้ข้าเช่นนั้นหรือ ?

ข้าขอรับไว้ด้วยความยินดี. . .

เมื่อนักฆ่าอันดับหนึ่งมุ่งหน้าเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามความต้องการของตนเองในยุคสมัยจีนโบราณ

แต่เอ๊ะ. . .มันเป็นจีนโบราณของโลกไหนกัน ? ทำไมมันมีแต่อันใดแปลกๆ

ยิ่งไปกว่านั้นขนาดข้ามมาร่างใหม่แล้ว ชีวิตก็มีแต่ความลำบาก อั๊กกก (กระอักเลือด)

ข้าปรารถนาเพียงชีวิตที่มีความสุข เรื่อยๆเอื่อยๆและเรียบง่าย

แต่ก็ต้องประดับไว้ด้วยความสมบูรณ์แบบ ร่ำรวยและงดงาม

หากมีสิ่งใดมาขัดขวาง ข้าจะกวาดมันออกไปให้พ้นทางด้วยมือของข้าเอง

ข้าต้องสวย ข้าต้องเริ่ด ข้าต้องร่ำรวย ข้าต้องสมบูรณ์แบบ

และ

ข้าเด็ดขาด !!

ข้าไม่คิดร้ายกับผู้ใด แต่หากผู้ใดคิดร้ายกับข้า ข้าถือว่าพวกเจ้าเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้อยู่แล้ว

หากมีบุญคุณข้าจะทดแทนทั้งชีวิต

แต่หากมีหนี้แค้นข้าจะทำให้พวกเจ้าอยู่ไม่สู้ตาย !!

นิยายของไรท์แต่งขึ้นจากการมโนและสนองนีทของไรท์ล้วนๆ ไม่มีการอ้างอิงประวัติศาสตร์ของชาติใดๆทั้งสิ้น

เนื้อหา เรื่องราว สถานที่ รวมถึงตัวละครทั้งหมด เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากการสมมุติเท่านั้น

ไม่มีเจตนาพาดพิงถึงบุคคลใด สถานที่ใด หรือชาติใดทั้งสิ้น

***นิยายเรื่องนี้ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ หมูแก้มอ้วน แต่เพียงผู้เดียว ไม่อนุญาตให้ผู้ใดนำไปเผยแพร่ จำหน่าย ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือแก้ไข ไม่ว่าจะเนื้อหาทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด โดยที่หมูแก้มอ้วนผู้เขียนไม่ได้ให้ความยินยอม หากฝ่าฝืนจะถือเป็นการละเมิด และทางผู้เขียนจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป***

ไม่มีทางให้หนี

หวิ้ววววว

เสียงสายลมพัดผ่านดังหวีดแหลมเหนือหน้าผาสูงชัน ริมสุดที่ปลายหน้าผาแห่งนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่พร้อมสีหน้าท่าทางที่กำลังร้อนรน เธอสวมใส่ชุดบอดี้สูทแขนยาวสีดำสนิทแนบชิดเรือนร่าง ชุดของเธอมีรอยขาดวิ่นในหลายจุด ร่างกายนั้นเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและบาดแผล มีเลือดสีแดงสดไหลออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

“ไม่มีทางให้แกหนีไปไหนได้อีกแล้ว ยอมแพ้แล้วก้มหน้ารับชะตากรรมของตัวเองเถอะ”

“. . .”

เสียงดังฉะฉานของคนที่ติดตามมาได้ดังขึ้น เบื้องหลังของเธอปรากฏกองกำลังติดอาวุธครบมือ พวกเขาเข้าล้อมหญิงสาวเป้าหมายไว้ทุกทิศทาง อาวุธปืนในมือทุกกระบอกต่างหันปลายกระบอกเข้าหาหญิงสาวเบื้องหน้าราวกับพร้อมที่จะลั่นไกได้ตลอดเวลา

มือของหญิงสาวกระชับปืนพกสั้นในมือของตนเองแน่น แม้ว่าภายในของปืนกระบอกนี้จะไม่เหลือกระสุนแม้แต่เพียงนัดเดียวก็ตาม แววตานั้นแสดงออกถึงความไม่ยอมแพ้

“อะ อะ. . .อย่าคิดทำอะไรโง่ๆล่ะ ฉันว่าแกยอมแพ้ดีกว่า ยังไงแกก็หนีไปไหนไม่รอดอยู่แล้ว อันเนม(unnamed)”

“. . .”

เธอผู้นี้มีชื่อว่า. . .ไม่สิ ต้องใช้คำว่า ‘ถูกเรียกว่า’ มากกว่า เธอถูกเรียกและถูกรู้จักในสมญานามว่า อันเนม นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารบุคคลสำคัญมากมายของโลก หรือแม้แต่เบื้องหลังการล้มล้างรัฐบาลในหลายๆประเทศ

เธอมีความชำนาญด้านศิลปะการต่อสู้ ทักษะการลอบเร้น การฆ่าสังหารและการใช้อาวุธต่างๆทุกประเภททุกแขนงที่โลกในศตวรรษที่ 21 นั้นมีและรู้จัก

งานลอบสังหารและภารกิจไหนที่เกิดขึ้นจากฝีมือของเธอ อัตราความสำเร็จนั้นอยู่ในตัวเลข 100/100 เพราะเธอไม่เคยทำงานพลาดแม้แต่ครั้งเดียว จึงทำให้เธอเป็นมือสังหารที่เลื่องชื่อ เธอถูกขึ้นบัญชีดำ ถูกหมายหัว และเป็นที่ต้องการตัวเป็นอันดับแรกๆของเกือบทุกประเทศบนโลก

ทว่านอกจากสมญานาม ‘อันเนม’ และเพศสภาพที่เป็น ‘หญิง’ โดยกำเนิดแล้ว ก็ไม่มีใครหรือรัฐบาลไหนที่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอเลย ไม่รู้แม้แต่ชื่อจริง วันเกิด หรือเชื้อชาติเสียด้วยซ้ำ แม้กระทั่งองค์กรนักฆ่าด้วยกันเอง ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้ถึงตัวตนจริงๆของเธอ ยิ่งในยุคสมัยที่การแพทย์และการศัลยกรรมพัฒนาขึ้นไปอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้แล้ว ทำให้ใบหน้าของเธอมักจะเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งที่เธอปรากฏตัวภายในองค์กร

เพียงแต่ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่เธอมักคงเหลือไว้เสมอ นั่นก็คือความสวยงามของใบหน้า เพราะไม่ว่าเธอจะผ่านการศัลยกรรมเปลี่ยนโฉมมากี่ครั้ง เธอก็จะคงอยู่ในคราบของหญิงสาวที่มีใบหน้าเลอโฉมงดงามอยู่เสมอ

“พวกแกเป็นใครกัน” หญิงสาวเอ่ยถาม

“โห่. . .เล่นวิ่งไล่จับกันมาตั้งนาน ตอนนี้เริ่มอยากจะรู้จักกันขึ้นมาแล้วหรอคนสวย. . .แต่ฉันว่า ฉันไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวให้กับคนที่กำลังจะตายอย่างแกหรอกนะ”

“งั้นหรอ ไหนๆฉันก็จะต้องตายอยู่แล้ว ช่วยสงเคราะห์ให้หน่อยไม่ได้รึไง. . .บอกสักหน่อยได้ไหม ว่าใครส่งแกมา แกรู้แผนการสังหารครั้งนี้ได้ยังไง แล้วแกมั่นใจได้ยังไงว่าฉันคือ อันเนม”

“ด้วยฝีมือของแก นั่นไม่ใช่เป็นการบ่งบอกพวกเราแล้วงั้นหรอว่าแกคืออันเนม เพราะถ้าหากเป็นคนอื่น คงจะโดนพวกฉันจัดการไปตั้งนานแล้ว อ้อ. . .แล้วก็อีกอย่าง ใบหน้าสวยๆของแกด้วยยังไงล่ะ”

ชายผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด เขาเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการนี้ได้พูดขึ้น

“ชิ นี่ความสวยของฉันมันกลายเป็นจุดอ่อนงั้นหรอ”

“ฮ่าๆ ๆ จะตายอยู่แล้วยังจะหลงตัวเองอยู่นะ แกนี้มีอารมณ์ขันดีนี่หว่า”

ระหว่างที่เธอกำลังชวนชายคนนี้พูดคุยด้วย สายตาของเธอนั้นคอยมองซ้าย-ขวาอยู่ตลอดเวลา เพื่อค้นหาทางหลบหนีออกไปจากพื้นที่ แม้ว่าจะมีคนนับร้อยกำลังรายล้อมเธออยู่ก็ตาม ในใจก็ยังหวังให้มีสักจุดหนึ่งที่แนวล้อมนั้นหละหลวม เพื่อที่เธอจะสามารถฝ่าแนวล้อมออกไปได้

ครืนๆ

ขณะที่เธอกำลังมองหาทางรอดอยู่นั้นก็มีเสียงเครื่องยนต์ของพาหนะเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ เบื้องหลังของกลุ่มติดอาวุธที่กำลังรายล้อมเธออยู่ ได้ปรากฏพาหนะหุ้มเกราะติดอาวุธหนักราวๆสิบคันล้อมเข้ามาเพิ่ม แม้แต่เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้าก็มีอากาศยานไร้คนขับ(UAV)บินวนอยู่

เห้อ. . .

เสียงถอนหายใจของหญิงสาวดังขึ้น ภายในใจนั้นหมดแล้วซึ่งความหวังที่จะรอดชีวิต นี่คงเป็นวาระสุดท้ายของเธอแล้วจริงๆ

“แค่ฆ่าฉันคนเดียวต้องลงทุนทำถึงขนาดนี้เลยหรอ ไอ้พวกไก่อ่อน”

“ฮ่าๆ ขอโทษด้วยแล้วกัน ก็แกมันตัวอันตรายขนาดนี้ ยังไงก็ต้องขอจัดเต็มไว้ก่อนล่ะนะ”

“. . .”

“สำหรับคำตอบของคำถามข้อสุดท้าย. . .แกรับภารกิจนี้มาจากใครกันล่ะ ใครกันที่ต้องการให้แกรับงานนี้ให้ได้ ทั้งๆที่ความจริงแล้ว ภารกิจครั้งนี้มันก็ไม่ใช่งานลอบสังหารที่ยากเย็นเลยแม้แต่นิดเดียว มือสังหารคนอื่นก็สามารถทำงานนี้แทนแกได้ทั้งนั้น แต่ทำไมล่ะ…ทำไมเขาคนนั้นถึงต้องการให้แกเป็นคนรับงานนี้เท่านั้น”

“. . .”

“สีหน้าแบบนั้นคงจะไม่เชื่อล่ะสิ เอาเถอะ…แกก็ลองคิดดูให้ดีๆ ตัวตนจริงๆของแกไม่มีใครหน้าไหนบนโลกรู้ เว้นเสียแต่เขาผู้นั้น. . .เขาที่เป็นคนมอบหมายภารกิจนี้ให้แกทำด้วยตัวเอง !!”

ได้ยินเพียงเท่านั้น หญิงสาวก็มีสีหน้าครุ่นคิดพร้อมดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นอย่างยากที่จะเชื่อ

“ใช่แล้ว…คนที่แกคิดอยู่ในใจนั่นแหละ คนที่รับแกมาเลี้ยงตั้งแต่แกยังเป็นแค่เด็กกำพร้าข้างถนน คนที่เป็นอาจารย์คอยสั่งสอนแกจนแกเติบโตมาเป็นนักฆ่าอันดับหนึ่ง คนที่แกนับถือและเคารพเสมือนพ่อแท้ๆ คนที่อยู่จุดสูงขององค์กรนักฆ่านั่นยังไงละ”

“กะ. . .โกหก”

“ไม่เชื่อก็ตามใจ ใครสนล่ะ แต่ตอนนี้ข้อมูลจริงๆของแกไม่เว้นแม้แต่DNAในเลือด ก็คงรั่วไหลออกไปทั่วโลกแล้ว เขาคนนั้นคงวางแผนเผื่อเอาไว้ หากว่าฉันทำงานนี้พลาดขึ้นมาจะได้ส่งไม้ต่อให้รัฐบาลทั่วโลกออกตามล่าตัวแก เพราะในสายตาเขาคนนั้น แกมันก็แค่ตัวหมากที่ใช้แล้วทิ้งเท่านั้นแหละ ฮ่าๆ ๆ”

“. . .”

หญิงสาวนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก

“เอาล่ะ ฉันหมดเรื่องที่จะพูดกับแกแล้ว ทีนี้ก็ ตายๆไปซะ. . .”

ชายที่เป็นหัวหน้ายกมือของตนเองขึ้น ทำท่าพร้อมที่จะให้สัญญาณ

ตุบ

หญิงสาวทิ้งปืนที่อยู่ในมือลงพื้น พลางเอื้อมมือไปหยิบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ตรงเอวออกมา ในใจนั้นรู้ดีและยอมรับว่าตัวเองต้องถึงคราวตายแล้วแน่ๆ เธอกระชับมีดในมือแน่นและตั้งท่าที่จะวิ่งเข้าจู่โจม ดวงตาของนักฆ่าผู้เลอโฉม บัดนี้มีน้ำใสๆเอ่อคลอขึ้นที่ดวงตา ภาพเหตุการณ์เก่าๆในชีวิตเริ่มย้อนกลับเข้ามาในความคิด

เด็กสาวกำพร้าหน้าตาบ้านๆคนหนึ่ง ที่ถูกพ่อและแม่แท้ๆทอดทิ้งตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ถูกเลี้ยงดูมาในบ้านเด็กกำพร้า ถูกกลั่นแกล้งข่มเหงจากทั้งผู้ดูแลและเด็กกำพร้าด้วยกันเอง เธอไม่มีแม้แต่เพื่อนสักคนเดียว วันคืนผ่านไปเด็กที่อยู่ในบ้านเด็กกำพร้ามาด้วยกันก็ทยอยถูกรับออกไปเลี้ยงเรื่อยๆ แต่ทว่าตัวเธอนั้นกลับไม่มีใครรับไปเลี้ยงเลย….

ขอฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของรี๊ดทุกท่านด้วยนะขอรับ

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรท์

สามารถติชมได้เลยนะขอรับ ไรท์ไม่โกรธเลย

แสงจากตะเกียง

เมื่อไม่มีใครรับไปเลี้ยง นานวันเข้าเธอก็ตัดสินใจหนีออกมาจากบ้านเด็กกำพร้าแห่งนั้น ตั้งใจพาตนเองออกมาเผชิญชีวิตเพียงลำพังในโลกกว้างใหญ่ข้างนอก ค่ำไหนนอนนั่น ที่ไหนมีถังขยะที่นั้นก็คือที่ทานอาหาร จนวันหนึ่งเธอได้ถูกรับมาชุบเลี้ยงโดยเขาผู้นั้น. . .ผู้เป็นหัวหน้าองค์กรนักฆ่า

แต่ก็ใช่ว่าชีวิตจะดีขึ้น ชีวิตเธอยังคงต้องดิ้นรน ฝึกฝนและแข่งขันกับเด็กคนอื่นๆที่องค์กรพาตัวมาอยู่เสมอ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่ไร้ซึ่งมิตรภาพโดยแท้จริง ต่างคนต่างมองกันเป็นเพียงแค่คู่แข่งและศัตรูเท่านั้น

เด็กนับไม่ถ้วนที่องค์กรฝึกฝนให้ เมื่อฝึกฝนจนสำเร็จหลักสูตรแล้ว จะต้องเข่นฆ่ากันเองเพื่อพิสูจน์ฝีมือและเอาชีวิตรอด จนสุดท้ายแล้วก็เป็นเธอที่เหลือรอดเป็นคนสุดท้าย ‘อันเนม’ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉายา แต่เป็นเพราะใครๆก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว เธอมีชื่อว่าอะไร

ชีวิตเช่นหญิงสาวทั่วไปงั้นหรอ เธอไม่เคยรู้จัก ชีวิตที่ดี ได้ทำงานที่ดี มีเพื่อนที่ดี มีคู่รักที่ดีและได้เป็นแม่ที่ดี เป็นเส้นทางที่เธอไม่มีวันจะได้สัมผัส

อีกทั้งวาระสุดท้ายของชีวิตยังต้องจบลง เพราะถูกหักหลังจากคนที่ตัวเธอเคารพรักดั่งพ่อแท้ๆอีก

‘ทำไมกัน. . .ฉันทำอะไรผิด’ หญิงสาวกล่าวถามตนเองอยู่ในความคิด

ความรู้สึกส่วนลึกในก้นบึ้งของหัวใจที่ว่างเปล่า ตัดพ้อและกล่าวโทษพระเจ้าที่ทอดทิ้งเธอ ลิขิตให้เธอต้องมีชีวิตที่ขมขื่นและน่าอัปยศเช่นนี้ เธอไม่ได้ต้องการชีวิตแบบนี้สักหน่อย. . .

“นักฆ่าอันดับหนึ่งอะไรนั่น ฉันก็ไม่ได้อยากเป็น. . .ไม่ได้ต้องการมีชีวิตแบบนี้ ฉันก็แค่อยากเป็นผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น !!!”

“ตายไปแล้ว แกก็ไปบอกกับพระเจ้าเองสิวะ ยิง!!!”

ปัง ปัง ปัง

หญิงสาวออกแรงวิ่งเขาหากระสุนที่กำลังพุ่งเข้ามาราวกับห่าฝนอย่างไม่กลัวความตาย กระสุนลูกแล้วลูกเล่าพุ่งกระทบและเจาะทะลุร่างของหญิงสาวอย่างต่อเนื่อง

เมื่อสิ้นเสียงปืน ร่างของเธอร่วงหล่นลงสู่พื้น การมองเห็นของเธอยามนี้พล่ามัวไม่ชัดเจน ร่างกายทั่วทั้งร่างไร้ซึ่งความรู้สึก แสงสว่างสุดท้ายในดวงตาค่อยๆเลือนลางลงอย่างช้าๆ

‘ตายซะได้ก็ดี ชีวิตห่วยๆแบบนี้ จะว่าไป…ไหนๆก็ตายแล้ว ถ้ามีโอกาสได้เจอหน้าพระเจ้าสักครั้ง จะขอต่อยหน้ามันให้สุดแรงเลยคอยดู. . .’

สติสุดท้ายยังคงนึกคิด…

ความมืดเข้าปิดบังการมองเห็นทั้งหมดพร้อมกับลมหายใจที่หยุดลงของนักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งยุค…

“นี่ฉันตายรึยังเนี่ย ทำไมฉันยังมีสติ มืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย”

ภายใต้ความมืดมิด จู่ๆก็มีตะเกียงอันน้อยปรากฏขึ้นมา มันมีแสงสีขาวนวลส่องสว่าง แสงนั้นไม่ได้สว่างเจิดจ้าจนสามารถขับไล่ความมืดมิดออกไปได้แต่อย่างใด มันเป็นเพียงแสงสว่างดวงน้อยๆเท่านั้น ไม่ต่่างอะไรจากแสงของหิ้งห้อยตัวเล็กๆที่บินอยู่บนท้องฟ้าสีดำอันกว้างใหญ่

ทว่าในสายตาของหญิงสาวแล้ว แสงน้อยๆนี้กลับดูสว่างไสวนัก

“โฮ่ๆ ๆ ดูสิว่าใครมา. . .”

มีเสียงกล่าวทักทายดังขึ้น เป็นเสียงทุ้มต่ำและยืดยานของบุรุษ

“ใครกัน อยู่ที่ไหน โผล่หัวออกมานะ”

หญิงสาวเอ่ยขึ้น พร้อมๆกับพยายามกวาดสายตามองไปรอบด้านที่มืดมิด หญิงสาวพยายามขยับร่างกายของตนเอง แต่ออกเเรงเท่าไหร่ก็ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ขยับเขยื้อนเลยราวกับว่าร่างทั้งร่างถูกตรึงเอาไว้ มีเพียงดวงตาและปากของเธอเท่านั้นที่สามารถขยับได้

“แรงปรารถนาของเจ้านี่รุนแรงดีทีเดียวนะ เห้อ นานเท่าใดแล้วที่ข้าไม่ได้เจอเหตุการณ์เช่นนี้ จะว่าไป…ข้าก็เคยเจอคนที่มีแรงปรารถนารุนแรงเช่นนี้มาบ้าง สักคราหรือสองครา แต่มันก็นานแสนนานมากทีเดียว ราวๆร้อยหรือเกือบพันปีที่แล้วเห็นจะได้กระมัง”

เสียงยืดยานของบุรุษกล่าวพึมพำราวกับกำลังพูดอยู่กับตนเอง แต่ทว่าเสียงของเขานั้นกลับก้องกังวานมาจากทุกทิศทางรอบๆตัวเธอ ทำให้หญิงสาวไม่สามารถประเมินได้ว่าคนที่พูดยืนอยู่ทิศทางไหนและอยู่ใกล้หรือไกลเท่าไหร่กันแน่

ตุบ ตุบ

เสียงฝีเท้าค่อยๆก้าวเดินเข้ามาใกล้หญิงสาวมากขึ้นเรื่อยๆ หญิงสาวเบนสายตาไปมองตามเสียงฝีเท้าทันที มันคือทิศทางเดียวกันกับที่ตะเกียงอันน้อยปรากฏอยู่

แสงไฟสีขาวนวลกระทบกับผ้าคลุมยาวสีขาว เผยให้เห็นแขนข้างหนึ่งของมนุษย์ นางจ้องมองสิ่งที่มองเห็นอย่างประเมิน ทักษะการเป็นนักฆ่ามานานบอกนางได้ทันทีว่าจากลักษณะของแขนแล้ว ผู้เป็นเจ้าของจะต้องสูงอายุอย่างแน่นอน เพราะมันมีริ้วรอยที่เหี่ยวย่นและรอยแผลเป็นที่ดูเก่ายาวนานมาก แต่ทว่าผิวพรรณกลับดูเปล่งปลั่งมากกว่าคนสูงอายุทั่วๆไป

หมับ

มือของคนตรงหน้าคว้าจับตะเกียงอันน้อยและยกมันชูขึ้นสูง

วูบบบบบบบบบ

จู่ๆแสงสว่างดวงน้อยจากตะเกียงก็เจิดจ้าขึ้นมา มันสว่างจนขับไล่ความมืดมิดรอบด้านออกไปจนหมด หญิงสาวหรี่ตาลงอย่างไม่อาจที่จะทนมองแสงสว่างนั้นได้ หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับการมองเห็นอีกครั้ง จากพื้นที่มืดมิดและว่างเปล่า บัดนี้กลับกลายเป็นบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรื่น

หญิงสาวรู้สึกได้ถึงสายลมอ่อนโยนที่พัดมากระทบร่างกายเบาๆ เธอสำรวจตัวเองก็พบว่าร่างของเธอนั้นกำลังนอนหงายอยู่บนพื้นทุ่งหญ้าที่หนานุ่มและเขียวชอุ่ม

เมื่อกวาดสายตาสำรวจรอบด้าน นางก็ได้เห็นทิวเขาสูง ก้อนเมฆขาว ต้นไม้ดอกไม้นานาพันธ์ุที่งดงาม มีสระน้ำกว้างใหญ่ราวกับเป็นทะเลสาบ อีกทั้งเมื่อมองไปยังที่ไกลๆก็สามารถมองเห็นได้ถึงสัตว์ป่านานาชนิดที่กำลังใช้ชีวิตกันอย่างสงบ ทว่าบนท้องฟ้ากลับไร้ซึ่งดวงอาทิตย์มีเพียงเมฆสีขาวล่องลอยอยู่เท่านั้น เธอกวาดสายตาไปทั่วจนกลับมาหยุดอยู่ที่ชายชราผู้ถือตะเกียงไฟ

ชายชราตรงหน้าของเธอนั้นถือตะเกียงอันน้อยไว้ในมือข้างซ้าย หากประเมินจากร่างกายภายนอกเขาคงมีอายุราวๆเจ็ดสิบถึงแปดสิบปี ใบหน้านั้นเหี่ยวย่นและหย่อนยานตามแบบที่คนมีอายุมากควรจะมี

นัยน์ตามีสีเหลืองอำพันดูลึกลับ แต่ทว่ากลับให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและมีอำนาจ หนวดเคราและเส้นผมมีสีเหลืองทองอ่อนๆงดงาม เส้นผมนั้นถูกปล่อยอย่างอิสระไร้การรวบมัด มันยาวสรวยลงมาจนถึงสะโพก ถึงแม้ว่าจะมีความยาวมากแต่กลับไม่รกรุงรัง ราวกับว่าเส้นผมแต่ละเส้นถูกจัดระเบียบเอาไว้เป็นอย่างดี

เธอจ้องมองชายชราด้วยแววตาหวาดระแวงและระแวดระวัง เพราะตลอดชีวิตของเธอ เธอไม่เคยไว้ใจใครทั้งนั้นนอกจากคนที่เธอเคารพเสมือนพ่อ แต่สุดท้ายเธอก็ถูกเขาหักหลัง นั่นทำให้ยามนี้ภายในใจของหญิงสาวรู้สึกเกลียดชั่งสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อใจเหนือสิ่งอื่นใด

แต่ทว่าชายชรากลับจ้องมองไปที่หญิงสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สีหน้านั้นแสดงออกถึงความยินดีที่ได้พบหน้าราวกับการได้กลับมาพบกันของคนในครอบครัวอย่างไรอย่างนั้น แววตาของชายชรานั้นเต็มไปด้วยอบอุ่นและจริงใจ มันเป็นแววตาที่เธอไม่เคยพบเจอจากใครมาก่อนในตลอดชีวิตเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา

จะเปิดให้อ่านรัวๆเลยนะขอรับ

ข้อเสนอ

‘ฉันคงตายแล้วจริงๆสินะ’ หญิงสาวคิดในใจ

“ถูกต้องแล้วนังหนู เจ้าตายแล้ว”

“นะ…นังหนู งั้นหรอ”

หญิงสาวพึมพำออกมาสายตายังคงจ้องมองชายชรานิ่งงัน พลันคิดในใจว่าเขาสามารถอ่านความคิดของเธอได้หรืออย่างไร แล้วคำพูดที่ฟังแล้วดูโบราณคร่ำครึนั่นอีก นี่เขาอายุเท่าไหร่กันแน่

“แล้วที่นี่มันคือที่ไหน สวรรค์งั้นหรอ. . .ไม่มีทาง คนที่ทำงานฆ่าคนมาทั้งชีวิตอย่างฉัน คงไม่มีทางได้ขึ้นสวรรค์หรอก ใช่ไหมล่ะ”

“โฮ่ ๆ ๆ ไม่ผิดๆ ผลจากสิ่งที่เจ้าทำเอาไว้ ไม่มีวันที่คนอย่างเจ้าจะได้ไปสวรรค์จริงๆ ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังไม่ได้ไปนรกเช่นกัน ที่นี่คือเขตแดนที่ข้าได้สร้างไว้เมื่อนานมาแล้ว มันไม่่ใช่ทั้งสวรรค์หรือนรก เป็นอย่างไรงดงามดีใช่หรือไม่”

ชายชราตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราวกับกำลังโอ้อวด

“อืม มันก็สวยอยู่ แล้วคุณเป็นใคร คุณยังไม่ตอบฉันเลย”

“ข้าก็คือตัวตนที่เจ้าปราถนาอยากจะพบหน้าอย่างไรเล่า”

หญิงสาวมีสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย เธอเคยอยากเจอตาเฒ่าแก่ๆคนนี้ด้วยหรอ. . .ทันใดนั้นความคิดสุดท้ายก่อนที่จะตายก็ย้อนกลับมา

“คุณ . . .ท่านคือพระเจ้างั้นหรอ”

“. . .”

ชายชราไม่เอ่ยตอบ แต่พยักหน้าให้น้อยๆเป็นการยืนยัน

“นั่นเป็นเหตุผล ว่าทำไมข้าถึงต้องทำให้เจ้าขยับร่างกายไม่ได้อย่างไรเล่า ข้าไม่ปล่อยให้ตัวเองโดนชกง่ายๆหรอกนะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

ชายชรากล่าวพลันหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างเยาะเย้ย

“ชิ”

เมื่อสิ้นเสียงประชดประชัน สีหน้าและแววตาของหญิงสาวก็เปลี่ยนแปรไป สีหน้าเศร้าหมองและดวงตาหม่นแสงเริ่มมีน้ำใสเอ่อคลอ

“ทำไมชีวิตของฉันต้องเป็นแบบนี้ ต้องมาเจออะไรแบบนี้ ทำไมท่านถึงทอดทิ้งฉัน ฉันก็แค่อยากเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ ทำไมกัน. . .”

หญิงสาวเอ่ยถามพลางจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้า น้ำใสๆที่เอ่อคลอพลันไหลออกมาจากดวงตาแล้วอาบลงที่สองแก้ม

“เห้อ นังหนูเอ้ย ตัวตนที่มนุษย์อย่างพวกเจ้าเรียกว่าพระเจ้า แม้จะดูสูงส่งและทรงอำนาจ แต่ทว่าข้าก็ไม่สามารถไปลิขิตชะตาชีวิตใดได้หรอกนะ”

“. . .”

“ทุกสิ่งที่เจ้าได้พบเจอ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้า ล้วนเป็นชะตาและตัวเจ้าเองที่เป็นคนกำหนดมันขึ้นมา ข้าหาได้มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงไม่”

“. . .”

“มีผู้คนมากมายที่เกิดมามีสภาพไม่ต่างอันใดจากเจ้า หลายๆคนต้องพบเจอกับเรื่องราวที่เลวร้ายยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก”

ชายชรากล่าวพลางยกมือขึ้นไปกวาดอากาศบนท้องฟ้า ปรากฏภาพต่างๆขึ้นมาทำให้หญิงสาวได้เห็น ภาพเหล่านั้นเป็นภาพของผู้คนที่ต่างต้องพบเจอกับความยากลำบาก ต้องดิ้นรนใช้ชีวิต มีทั้งคนที่ทำเลวและคนที่ทำดี ปรากฏขึ้นมาสลับกัน แต่ทุกคนล้วนแต่มีชะตาและผลจากการกระทำของตนเองที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่”

“. . .”

ชายชรากล่าวพลางเดินเขามาใกล้หญิงสาว เขาใช้มือสัมผัสลงไปที่หน้าผากของเธอเบาๆ ร่างกายที่ถูกตรึงไว้ของหญิงสาวก็พลันคลายออก หญิงสาวยกมือของตนขึ้นมาเช็ดน้ำใสที่ดวงตาทั้งสองข้างและลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง แขนทั้งสองข้างโอบรัดไปที่หัวเข่าของตนเอง ดวงตายังคงมองภาพที่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า

“ข้าจะส่งเจ้ากลับไปใช้ชีวิตอีกครั้ง ให้โอกาสเจ้าได้ลองกำหนดชะตาชีวิตตัวเองอีกสักครา ถือว่าเป็นรางวัลสำหรับแรงปรารถนาของเจ้าก็แล้วกัน มีไม่บ่อยหรอกนะ การที่มนุษย์ตกตายแล้วจะได้มาพบหน้าข้าตรงๆเช่นนี้”

“. . .”

“เอ่อ แล้วก็สิ่งนี้ ถือว่าข้ามอบให้เป็น. . .เอ่อ ภาษาในยุคเจ้าจะเรียกว่าอันใดนะ อ้อ…ของแถม ข้าแถมสิ่งนี้ให้เจ้าก็แล้วกัน ส่วนเจ้าจะใช้มันอย่างไรก็เป็นสิทธิของเจ้า จะดีและงดงามดั่งเทพธิดา หรือจะชั่วและเลวร้ายดั่งเทพอสูร เส้นทางของเจ้า เจ้าเลือกเอง”

ชายชรากล่าวพร้อมกับยื่นตะเกียงไฟอันน้อยในมือให้แก่หญิงสาวตรงหน้า หญิงสาวหันไปมองใบหน้าของชายชราสลับกับตะเกียงไฟอันน้อยนิ่งๆ ภายในใจมีหลากหลายความคิดเกิดขึ้น

“นังหนู เจ้าจะยอบรับขอเสนอของข้าหรือไม่. . .” ชายชราถามย้ำอีกครั้ง

“ฉันไม่ค่อยเชื่อใจท่านเท่าไหร่หรอกนะ ท่านคงรู้”

ชายชรายิ้มตอบรับ หญิงสาวลุกขึ้นยืนโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตะเกียงอันน้อยจากมือของชายชรา ตะเกียงเมื่อมาอยู่ในมือของหญิงสาวแล้วก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นฝุ่นควันสีขาวและซึบซับเข้าไปในร่างกายของเธอ เหนืออกข้างซ้ายของเธอพลันแสบร้อนขึ้นมาอย่างรุนแรงราวกับถูกไฟรน

“โอ้ยยย นี่ท่าน. . .”

หญิงสาวส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับตั้งท่าจะต่อว่าชายชราตรงหน้าทันที แต่เพียงไม่นานความเจ็บปวดก็พลันหายไป เหนืออกด้านซ้ายบริเวณที่แสบร้อน ปรากฏเป็นรอยปานขาวรูปพระจันทร์เสี้ยว

“นี่มันอะไรกัน”

“ขอให้เจ้าโชคดีนะนังหนู”

“ห้ะ เดี๋ยวสิ. . .”

ชายชรากล่าวจบ สายตาของหญิงสาวก็ดับวูบกลับไปสู่ความมืดมิดอีกครั้ง

‘จงจำไว้นังหนู ชะตาเจ้า เจ้าลิขิตเอง ข้าจะคอยเฝ้ามอง’

เสียงกังวานของชายชราลอยเข้ามาในความคิด ก่อนที่หญิงสาวจะเริ่มลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพแรกที่เธอเห็นคือแสงสว่างจากคบไฟเพียงหนึ่งอัน

‘แสงไฟอีกแล้วงั้นหรอ ร่างกายก็ขยับเขยื้อนไม่ได้อีกแล้ว’ หญิงสาวคิดภายในใจ

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด

ตุบ ตุบ ตุบ

“นายท่าน นายท่านเจ้าคะ”

“อันใด มีเรื่องอันใด”

“ทาสที่ตกตายไปเมื่อกลางดึก ยามนี้ตื่นฟื้นชีวิตขึ้นมาเจ้าคะ”

“ห้ะ เจ้าว่าอย่างไรนะ”

เสียงพูดคุยที่ดูตื่นตกใจนั้นดังไปทั่ว หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวาย เธอขยับร่างกายได้เพียงเล็กน้อยราวกับว่าร่างกายของเธอไร้เรี่ยวแรง สายตาที่พร่ามัวเริ่มกวาดสำรวจรอบด้าน

รอบด้านเป็นห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ด้านหนึ่งเป็นผนังที่ปิดทึบ อีกด้านหนึ่งเป็นผนังปิดทึบที่มีช่องหน้าต่างเล็กๆอยู่ส่วนบน และอีกด้านมีโลหะที่ขึ้นรูปเป็นช่องตระแกรงขั้นกลางไว้ระหว่างห้อง และด้านสุดท้ายเป็นเหมือนประตูไม้สำหรับเปิดปิดสำหรับใช้เข้า-ออก ดูแล้วราวกับเป็นห้องขังนักโทษอย่างไรอย่างนั้น

‘ที่นี่มันที่ไหนอีกล่ะ’ หญิงสาวคิดในใจ

“เจ้ายังไม่ตายเช่นนั้นหรือ”

“…”

“เจ้าได้ยินข้าหรือไม่ หลินมู่เฟิน”

สายตาของหญิงสาวยังคงพร่ามัวอยู่บ้าง เธอเบนสายตาไปยังทิศทางของเสียงและพยายามเพ่งมอง แต่ทว่าก็ยังคงพร่ามัวไม่ชัดเจนเท่าใดนัก เธอเพียงมองออกบ้างว่าปลายทางของเสียงนั้นเป็นชายที่อยู่ในห้องข้างๆกับเธอ เขากำลังพูดกับเธอผ่านตระแกรงโลหะด้วยน้ำเสียงที่ดูร้อนรน ราวกับกำลังเป็นห่วงและยังปะปนไปด้วยความตกใจ แต่ทว่าเธอกลับไม่เข้าใจในสิ่งเขาพูดเลยแม้แต่น้อย

‘นี่มันภาษาอะไรกัน ฟังไม่เข้าใจสักนิด’ หญิงสาวคิดในใจ

ตุบ ตุบ ตุบ

เสียงฝีเท้าของคนหลายคนวิ่งตรงเข้ามายังห้องที่นางอยู่

“ข้าคิดเอาไว้แล้วว่ามันต้องไม่ใช่มนุษย์ มันคือวิญญาณร้ายที่แปดเปื้อน ข้าไม่น่าซื้อมันมาจากตระกูลเดิมของมันเลย เสียดายเงินจริงๆ”

“จะทำเช่นไรต่อไปดีเจ้าคะ นายท่าน”

“ปล่อยมันไว้เช่นนั้น ไม่ต้องให้ข้าวให้น้ำ ให้มันตกตายไปอีกรอบเสีย ข้าก็อยากจะรู้ว่ามันจะฟื้นชีวิตขึ้นมาได้สักกี่รอบกันเชียว”

“เจ้าค่ะ”

“น่ารังเกียจสิ้นดี”

แม้เธอจะไม่เข้าใจภาษาที่พวกเขาพูดกัน แต่ทว่าการแสดงออกและน้ำเสียงของกลุ่มคนตรงหน้า ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอรับรู้ได้ในทันที ว่าพวกเขากำลังรังเกียจและไม่หวังดีกับเธอ โดยเฉพาะบุรุษที่แต่งกายแปลกประหลาดแต่ทว่าดูดีที่สุดในกลุ่ม เขาทำท่าทางเหมือนอยากจะฆ่าเธอให้ตายอย่างไรอย่างนั้น

เธอเป็นนักฆ่าท่ี่ถูกฝึกมาอย่างหนัก จึงถูกฝึกเรื่องการฟังน้ำเสียง การแสดงออกทางสีหน้าแววตา การสังเกตความเคลื่อนไหวท่าทางทุกอย่างเพื่อประเมินเป้าหมาย

เพียงแต่ว่าตอนนี้ร่างกายของเธอยังฝืนลุกขึ้นยืนไม่ได้เสียด้วยซ้่ำ ร่างกายนี้เป็นอะไรกัน อ่อนแอจนแม้แต่จะลุกขึ้นยืนก็ทำไม่ได้ ยังไม่ทันได้คิดทำอะไรต่อ เธอก็รู้สึกอ่อนเพลียและอ่อนแรงขึ้นมาอีกรอบจึงสลบไสลไปในทันที. . .

ยาวไปขอรับ ยาวไปปป

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...