โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้จัก Iron Dome ระบบอัจฉริยะสกัดขีปนาวุธหมื่นล้าน ของ 'อิสราเอล'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 10 ต.ค. 2566 เวลา 13.58 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2566 เวลา 09.30 น.
REUTERS/Amir Cohen

รู้จัก Iron Dome ระบบอัจฉริยะสกัดขีปนาวุธหมื่นล้าน ของ ‘อิสราเอล’

ความสนใจของชาวโลก ได้พุ่งตรงไปที่อิสราเอลทันที เมื่อ ฮามาส ได้เปิดฉากโจมตีอิสราเอล ประกาศว่าได้ยิงจรวดไปมากถึง 5,000 ลูก ทำให้อิสราเอลประกาศภาวะสงคราม ลั่นต้องชนะ บุกโจมตีชาวปาเลสไตน์ ท่ามกลางการตอบโต้กันของ 2 ฝ่ายอย่างไม่มีทีท่าจะจบลง

กระทั่งปัจจุบันผ่านไปแล้ว 4 วัน มีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 1,500 คน โดยสถานีโทรทัศน์อิสราเอลระบุยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของฮามาสเพิ่มขึ้นเป็น 900 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 2,600 คน และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันอีกหลายสิบคน ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ ได้ถูกสังหารอย่างน้อย 687 ราย และได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศ 3,726 คน

และเป็นที่จับตาของคนทั่วโลกเช่นกัน เมื่อกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ ได้ระดมยิงจรวดใส่อิสราเอล แต่กองทัพอิสราเอลได้ระบุว่า ราว 90% ของจรวดที่ยิงเข้าไปนั้นถูกสกัดโดยระบบขีปนาวุธป้องกันที่สำคัญอย่างIron Dome

แล้วระบบอัจฉริยะ Iron Dome หรือโดมเหล็กนี้ คืออะไร

ระบบป้องกันขีปนาวุธนี้เป็น 1 ในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในคลังแสงของอิสราเอล ที่ช่วยชีวิตพลเรือนนับไม่ถ้วนจากความขัดแย้งในทศวรรษที่ผ่านมา มีนักวิเคราะห์หลายรายระบุว่า มันมีประสิทธิภาพสูง กองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอลกล่าวว่า ระบบนี้มีอัตราความสำเร็จที่ 95.6% ในระหว่างการโจมตีโดยยิงจรวดของญิฮาดอิสลามในเดือนพฤษภาคม

ไอรอนโดม ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจมตีทางอากาศระยะใกล้ โดยมีจุดกำเนิดมาจากครั้งที่อิสราเอลทำสงครามกับกลุ่มติดอาวุธ “เฮซบอลเลาะห์” ของเลบานอน ในปี 2549 ตอนนั้นมีการยิงจรวดโจมตีอิสราเอลหลายพันลูก สร้างความเสียหายรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และต้องอพยพผู้คนจำนวนมาก ทำให้อิสราเอลได้สั่งพัฒนาระบบขีปนาวุธป้องกันภัยขึ้นมาใหม่

จากนั้นการพัฒนาไอรอนโดมก็ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2550 โดยบริษัทของอิสราเอลคือ Rafael Advanced Defense Systems และ Israel Aerospace Industries โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ หลังจากทดสอบปี 2551 และ 2552 ไอรอนโดมชุดแรกก็ได้เริ่มถูกนำไปใช้ในปี 2554 ก่อนอัพเดตระบบหลายครั้ง

ไอรอนโดมทำงานอย่างไร?

ไอรอนโดมนี้ เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่เคลื่อนที่ ใน 1 ระบบ ประกอบด้วย 10 กอง แต่ละกองสามารถบรรทุกเครื่องยิงขีปนาวุธได้ 3-4 เครื่อง โดยเมื่อเกิดการโจมตี กองทัพจะเคลื่อนตำแหน่งไอรอนโดมไปประจำตามจุดต่างๆ ที่เป็นจุดได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ สร้างเกราะป้องกันจรวด กระสุนปืนใหญ่ และโดรน ที่ป้องกันพื้นที่ได้ถึง 155 ตร.กม.

ขั้นตอนการทำงานของมัน มีดังนี้

1.ค้นหา
เรดาร์ของระบบจะตรวจจับจรวดที่ยิงเข้ามาภายในระยะ 2.5-43 ไมล์ หรือ 4-70 กิโลเมตร จากตัวเครื่องยิงสกัดกั้น และส่งข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางของจรวดไปยังศูนย์บัญชาการและควบคุม

2.คาดการณ์
ศูนย์ควบคุมจะคำนวณตำแหน่งของการชน และคาดการณ์ว่าจรวดโจมตีพื้นที่ที่มีคนอยู่อาศัยหรือไม่

3.ประเมินจุด
ระบบกำหนดเป้าหมายจรวด ที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามสูงสุดต่อพื้นที่เมือง และโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อต้องรับมือกับภัยคุกคามหลายอย่างพร้อมกัน โดยไม่สนใจจรวดที่มีแนวโน้มจะโจมตีพื้นที่ที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่หรือในทะเล

4.การสกัดกั้น
ระบบควบคุมจะเชื่อมต่อกับตัวสั่งการ ที่จะยิงขีปนาวุธเพื่อทำลายจรวด หากประเมินแล้วว่าสมเหตุสมผลที่จะต้องสกัดกั้น

ปัจจุบันนั้นอิสราเอลมีไอรอนโดม จำนวน 10 เครื่องทั่วทั้งประเทศ แต่ละจุดมีเครื่องยิง 3-4 เครื่อง จากข้อมูลระบุว่าระบบนี้สามารถเคลื่อนย้ายได้มาก และใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในการติดตั้งเครื่องสกัดกั้นขีปนาวุธ มีความคล่องตัวสูง และมีความยาวเกือบ 3 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร และน้ำหนัก 90 กิโลกรัม โดยเชื่อกันว่าหัวรบนี้สามารถบรรทุกระเบิดแรงสูงได้ 11 กิโลกรัม

พันโท โจนาธาน คอนริคัส โฆษกกระทรวงกลาโหมอิสราเอล เคยกล่าวไว้ว่า จำนวนชาวอิสราเอลที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจะสูงกว่านี้มากหากไม่มีระบบไอรอนโดม ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยคุ้มครองชีวิตเสมอมา

ในช่วงสงครามนั้นค่าใช้จ่ายในการใช้ไอรอนโดมอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยขีปนาวุธแต่ละลูกนั้นมีราคาประมาณ 40,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1.48 ล้านบาท ดังนั้น การสกัดกั้นจรวดที่เข้ามานับพันลูกจึงเป็นภาระทางการเงินให้กับอิสราเอล

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐได้ทุ่มเงินกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 55,376 ล้านบาท ในโครงการไอรอนโดม และวิจัยที่เกี่ยวกับโครงการนี้

ที่มา CNN

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...