โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BBIK บุ๊กรายได้ “วัลแคน ดิจิทัล เดลิเวอรี่-อินโนวิซ” มั่นใจดัน Q1 นิวไฮต่อ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 27 ก.พ. 2566 เวลา 04.54 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK เปิดเผยว่า ในปี 66 บริษัทเตรียมเดินหน้าลุยขยายธุรกิจตามแผนยุทธศาสตร์ พร้อมสร้าง Synergy การทำงานแบบ 360 องศา ร่วมกับบริษัทในเครือผ่านการทำ Cross-selling และ Up-selling ระหว่างกันซึ่งจะช่วยให้อัตรากำไรเบื้องต้นของกลุ่มบริษัทในเครือเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมุ่งมั่นสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเสริมแกร่งกลุ่มบริการหลักและสร้างเสถียรภาพการเติบโตของผลประกอบการในระยะยาว อาทิ การรุกขยายธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชันเพื่อเพิ่มสัดส่วน Recurring Income เป็นต้น อีกทั้งยังมีการตั้งเป้าลดต้นทุนการดำเนินงานจาก Economy of Scale พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ของบริษัท ทั้งในฝั่งลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และพนักงาน ผ่านการขยายธุรกิจด้วยการควบรวมกิจการ (M&A)

ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเบื้องต้นมีงาน Backlog เฉพาะกลุ่มธุรกิจเดิม (ณ สิ้นเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา) มูลค่ารวมกว่า 454 ล้านบาท โดยเตรียมรับรู้รายได้ในปีนี้ 303 ล้านบาท และที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 67-71 นอกจากนี้ บริษัทได้ยื่นขอรับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับ บริษัท วัลแคน ดิจิทัล เดลิเวอรี่ จำกัด ซึ่งคาดว่าจะได้รับอนุมัติในครึ่งปีหลังของปี 66 และเตรียมยื่นขอรับสิทธิเพิ่มให้แก่บริษัท อินโนวิซ โซลูชั่นส์ จำกัด ในปีถัดไป ดังนั้นอัตราทำกำไรของกลุ่มบริษัทฯ จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ

"บลูบิคมีแผนการลงทุนเพิ่มเติมผ่านดีลใหม่ๆ และขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรามองว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเติบโตระยะยาว เพราะตลาดต่างประเทศมีขนาดที่ใหญ่กว่าไทยหลายเท่าตัว อีกทั้งบลูบิคยังมี ข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างราคาที่ดีกว่าคู่แข่งรายอื่น ในขณะที่คุณภาพงานไม่แพ้ใคร ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในประเทศนั้นๆ อีกด้วย" นายพชร กล่าว

สำหรับภาพรวมการเติบโตของผลการดำเนินงานปี 65 สูงกว่าเป้าหมายที่เคยวางไว้ก่อนหน้านี้ที่ 70% โดยมีกำไรสุทธิที่ 131 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากกำไรสุทธิในปี 64 ที่ 66 ล้านบาท เป็นผลมาจากการขยายกิจการไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพและช่วยเสริมแกร่งให้กับกลุ่มบริการหลัก นอกจากนี้ความต้องการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจยังคงเติบโตแรงต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ผลประกอบการของบริษัทฯ เติบโตแบบก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 60-65 โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) 70% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน

"ในปี 65 ถือเป็นปีแห่งการขยายกิจการอย่างจริงจังทั้งในและต่างประเทศ ผ่านแผนการควบรวมกิจการ การจัดตั้งกิจการร่วมค้า และการเปิดบริษัทย่อย รวมทั้งสิ้นถึง 9 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดบริษัทฯ มีการเตรียมพร้อมด้านกำลังพลผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่เพิ่มขึ้นจาก 350 เป็นเกือบ 800 คน หลังผนึก VDD และ Innoviz เสร็จสิ้นในวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้รายได้และกำไรของทั้ง 2 บริษัทจะบันทึกเข้ามาในไตรมาสแรกของปีนี้เลย ดังนั้นผลประกอบการไตรมาส 1/66 คาดว่าน่าจะทำ New High ได้อีกครั้ง และภาพรวมของรายได้ปี 66 จะเป็นไปอย่างน่าจับตามองแน่นอน" นายพชร กล่าว

ด้านผลการดำเนินงานประจำปี 65 รายได้รวมของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ที่ 564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86% และมี กำไรสุทธิ 131 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 304 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 66 ล้านบาท โดยอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ของปี 65 อยู่ที่ 23% เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่ 22% แต่ทั้งนี้ หากพิจารณาหักค่าใช้จ่าย one-time ในส่วนของที่ปรึกษาทางการเงินและกฎหมายในการเข้าซื้อกิจการของ 2 บริษัทใหญ่ ได้แก่ บริษัท อินโนวิซ โซลูชั่นส์ จำกัด และ และบริษัท วัลแคน ดิจิทัล เดลิเวอรี่ จำกัด จำนวน 9 ล้านบาท ที่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในปี 65 จะทำให้กำไรสุทธิปี 25 จากการดำเนินงานปกติเพิ่มขึ้นเป็น 138 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 108% เมื่อเทียบจากปีก่อน

นอกจากนี้กลุ่มบริษัทในเครือยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ได้แก่ บริษัท จีเอ็มวีพาย จำกัด บริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด บริษัท บลูบิค แอดเดนด้า จำกัด และกลุ่มธุรกิจ DX ของบลูบิค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น อีกทั้งการขยายการให้บริการไปยังประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย อังกฤษ และเวียดนาม ยังทำให้รายได้จากต่างประเทศในปี 65 คิดเป็นสัดส่วน 8% ของรายได้รวมของบริษัทอีกด้วย

สำหรับการฟื้นตัวของภาพรวมเศรษฐกิจทำให้ภาคธุรกิจมีความต้องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน และลงทุนในเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การเติบโตของกลุ่มบริการหลักในปี 65 ออกมาเป็นที่น่าพอใจ นำโดยธุรกิจการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery - DX) ยังคงครองสัดส่วนบริการที่ทำรายได้สูงสุด โดยมีรายได้เติบโต 65% คิดเป็น 349 ล้านบาท ตามด้วยธุรกิจให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting - MC) ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น 36% เป็น 83 ล้านบาท ธุรกิจการจัดการด้านข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data, Advanced Analytics & Artificial Intelligence - AI) ที่รายได้เติบโตถึง 142% เป็น 69 ล้านบาท และธุรกิจการบริหารโครงการเชิงกลยุทธ์ศาสตร์ (Strategic PMO) มีรายได้เพิ่มขึ้น 1,863% คิดเป็น 64 ล้านบาท ตามลำดับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...