โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TÁR เสียงบัญชาจากปลายบาตอง ในจังหวะทำนองห้องนรก!

The101.world

อัพเดต 16 ก.พ. 2566 เวลา 21.51 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2566 เวลา 08.07 น. • The 101 World

ปฐมลิขิต:บทวิจารณ์นี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของหนัง

แม้จะไม่ได้มีผลงานชุกเหมือนผู้กำกับคนอื่นๆ หากเมื่อผู้กำกับ ทอดด์ ฟีลด์ (Todd Field) ขยับตัวทำหนังออกมาแต่ละครั้ง ก็เป็นต้องเปรี้ยงต้องปังโด่งดังจนมีโอกาสลุ้นรางวัลออสการ์มาแล้วทุกเรื่อง ไม่ว่าจะ In the Bedroom (2001) หรือ Little Children (2006) และล่าสุด Tár (2022) ที่เพิ่งมีชื่อติดโผเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 95 ถึงหกสาขา รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี

แต่การกลับมาพร้อมผลงานอย่าง Tár ในคราวนี้ ดูเหมือนฟีลด์จะพัฒนาแนวทางของตัวเองแบบก้าวกระโดด จากสองเรื่องแรกที่มีเนื้อหากว้างๆ สร้างสำหรับคนดูกลุ่มใหญ่โดยทั่วไป เรื่องราวชีวิตที่ดีดตัวจากจุดสูงสุดของวาทยกรหญิงสมมตินาม ลิเดีย ทาร์ (Lydia Tár) ดำดิ่งมาสู่จุดต่ำสุดอย่างรวดเร็วจนน่าใจหายใน Tár เดินหน้าแฉเบื้องลึกเบื้องหลังธุรกิจการจัดแสดงและอัดแผ่นขายของวงการดนตรีคลาสสิกชั้นนำของโลกว่าล้วนแต่ซ่อนความอำมหิตไว้น่ากลัวเพียงใด ไม่ว่าเบื้องหน้าเวทีจะดูดีมีอารยะกันขนาดไหน เบื้องหลังต่างจ้วงแทงแข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตาย ใครเก่งกว่าแกร่งกว่าก็จะรอดไป แต่หากใครแสดงความอ่อนแออ่อนไหวออกมาเมื่อไหร่ ก็จะถูกผลักตกจากเวทีได้โดยทันที!

และเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องฉาวหลังม่านวงการดนตรีคลาสสิกร่วมสมัย ฟีลด์ที่ทั้งกำกับและเขียนบทจึงจำเป็นต้องลงรายละเอียดแบบเจาะลึกถึงกิจกรรมการสร้างความดื่มด่ำต่อบทเพลงของคีตกวีเลื่องชื่อในอดีตแบบไม่ประนีประนอม ยอมหันหลังให้คนดูที่ไม่ได้คลุกคลีหรือมีประสบการณ์เสพดนตรีคลาสสิกมาก่อนจนอาจทำให้ไม่เข้าใจมุกกัดแซะทั้งหลายในหนัง ที่บางครั้งก็มาด้วยชื่อย่อแบบเรียกสั้นๆ ชนิดถ้าฟังไม่ทันว่ามันคืออะไรก็อาจต้องงงเป็นไก่ตาแตกอยู่หลายนาทีว่า “นี่พวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน!” หนังอย่าง Tár จึงถือได้ว่าเป็นผลงานเลือกคนดู วางตัวอยู่บนหอคอย ปล่อยให้พวกเขาเป็นฝ่ายปีนกระไดไต่พะอง ถ้าไม่อยากงงก็จงไปร่ำเรียนทั้งด้านทฤษฎีดนตรีและ Music Appreciation มา ทั้งยังต้องรู้จักหาฟังว่าวาทยกรคนไหนมีลายเซ็นทางดนตรีแบบใด และอย่างน้อยๆ ก็ต้องเข้าใจบทประพันธ์ดังอย่าง ‘ซิมโฟนี หมายเลข 5’ ของ กุสตัฟ มาห์เลอร์ (Gustav Mahler -คีตกวีและวาทยกรชาวโบฮีเมีย-ออสเตรีย) ครบทุกท่อนกระบวน รวมถึง ‘เชลโลคอนแชร์โต’ ในบันไดเสียงอีไมเนอร์ op.85 ของ เอ็ดเวิร์ด เอลการ์ (Edward Elgar -นักประพันธ์ดนตรีชาวอังกฤษ) จึงจะติดตามเนื้อหาสาระสำคัญของหนังได้โดยไม่ตกหล่น!

บุคคลสำคัญที่ฟีลด์ยกให้เป็นศูนย์กลางในหนังเรื่องนี้คือลิเดีย ทาร์ วาทยกรหญิงชื่อดังกระฉ่อนวงการดนตรีคลาสสิก ที่น่าเศร้าใจว่า ในโลกความเป็นจริงเรายังไม่เคยมีวาทยกรสตรีที่ประสบความสำเร็จระดับสามารถอัดผลงานซิมโฟนีทั้งสิบบทของมาห์เลอร์ลงแผ่น box-set กับค่ายดนตรีชื่อดังอย่าง Deutsche Grammophon มาก่อนได้ แล้วให้นักแสดงหญิงแถวหน้าของวงการอย่าง เคต แบลนเชตต์ (Cate Blanchett) มารับบทบาทเป็นลิเดีย ทาร์

น่าจะเป็นเจตนาของผู้กำกับ/เขียนบทของฟีลด์เองในการสร้างตัวละครให้ลิเดีย ทาร์ มีลักษณะที่เรียกว่า ‘อารยะขัดขืน’ ยืนตระหง่านอย่างโดดเด่นเป็นนักปฏิวัติหัวขบถที่มุ่งนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้วงการที่ครอบครองโดยศิลปินเพศชายมาเป็นเวลาหลายร้อยปี โดยให้เธอมีรสนิยมทางเพศเป็นเลสเบี้ยนมีครอบครัวอาศัยอยู่กินกับ ชารอน (นีนา ฮอสส์) นักไวโอลินหนึ่ง หัวหน้าวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิกออเคสตราคู่ใจ พร้อมด้วยบุตรสาว เพทรา (มิลา โบโกเยวิก) วัยหกขวบที่กำลังมีพฤติกรรมไม่น่าวางใจในอพาร์ทเมนต์หรูกลางกรุงเบอร์ลิน แล้วสร้างกลิ่นอายการเป็นหนังเขย่าขวัญจิตวิทยา (psychological thriller) ช่วงครึ่งหลัง เพื่อสร้างพลังความน่าตื่นระทึกในการแฉให้เห็นถึงเบื้องหลังความโสมมและปมยึดติดอยู่กับอำนาจของผู้ประกอบอาชีพเป็นวาทยกรในวงการดนตรีคลาสสิก

ฟีลด์ได้สำแดงให้ผู้ชมเห็นถึงความรู้ความสามารถระดับหาตัวจับยาก รวมถึงบุคลิกและตัวตนของทาร์ผ่านสองฉากสำคัญในช่วงแรก นั่นคือ ฉากการให้สัมภาษณ์งานเสวนา ณ หอประชุมขนาดใหญ่กับพิธีกร และฉากการสอนมาสเตอร์คลาสส์ (masterclass -การให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดงดนตรีสอนนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ ในการบรรเลง โดยเปิดให้ผู้ชมที่สนใจเข้าร่วมฟังได้) ณ วิทยาลัยการดนตรีจูลิอาร์ด (Julliard) ที่คลาคล่ำไปด้วยศัพท์แสงและบริบทประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีคลาสสิกแบบคลุกวงใน

ช่วงที่ทาร์ให้สัมภาษณ์ พิธีกรพยายามจะติดตลกด้วยการถามทั้งคำถามงี่เง่าและคำถามเข้าเรื่อง ท้าทายให้ทาร์ใช้ทั้งสติปัญญาและประสบการณ์ให้คำตอบที่จะสะท้อนตัวตนความเป็นตัวเธอมากที่สุดโดยยังคงรักษามารยาท เช่นตอนที่พิธีกรถามเผื่อคนที่ไม่รู้ว่า ‘วาทยกร’ เขามีหน้าที่ทำอะไรมากไปกว่าการเป็น ‘เมโทรโนมมนุษย์’ คอยให้จังหวะนักดนตรี (Metronome -เครื่องจักรให้จังหวะดนตรี มีหน่วยนับเป็น เคาะต่อนาที ในช่วงกลางเรื่องคนดูจะได้เห็นเมโทรโนมเปิดเล่นจังหวะเองกลางดึกในบ้านพักของทาร์) ด้วยหรือ00 เพราะวาทยกรเองก็ไม่เห็นจะถือเครื่องดนตรีใดๆ สักชิ้นนอกจากไม้บาตองในมือ หน้าที่ในการสร้างเสียงอันไพเราะล้วนมาจากนักดนตรีตรงหน้า! ซึ่งทาร์ก็ยังอุตส่าห์รักษาหน้าพิธีกรด้วยการตอบว่า ส่วนหนึ่งก็ใช่! แต่ก็ยังมีอะไรมากมายกว่านั้นผ่านการเคลื่อนไหวร่ายรำของนิ้วมือและไม้บาตองที่ต้องสื่อสารประคับประคองทุกจังหวะจะโคนของเสียงดนตรีที่คนนอกวงอาจจะไม่เคยรู้ แต่เหนืออื่นใดคือทุกอาการที่ผู้ชมเห็นวาทยกรแสดงอยู่บนเวทีก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการ ‘ให้คิว’ ในช่วงของการแสดงสดเท่านั้น เพราะงานเกิน 90% ของวาทยกรอยู่ที่ช่วงของการฝึกซ้อมนัดแนะการตีความสร้างความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางการแสดง เมื่อทั้งวงคุยกันเข้าใจแล้ว วันแสดงก็แค่ทำตามที่เคยตกลงกัน สิ่งที่พิธีกรถามลึกๆ แล้วจึงมีเหตุผลอันเข้าใจได้ เพราะในทางหนึ่งมันก็เป็นไปเช่นนั้นจริงๆ ตามที่ทาร์ตอบ

Cate Blanchett stars as Lydia Tár in director Todd Field’s TÁR, a Focus Features release. Credit: Courtesy of Focus Features

แต่ส่วนที่น่าสนใจในการสัมภาษณ์นี้ก็คือ วิธีการทำงานของทาร์ที่ดูจะปวราณาสมาทานตนเป็นศิษยานุศิษย์ของคีตกวีและวาทยกรเพศชายด้วยความเคารพเลื่อมใส เธอมี เลโอนาร์ด เบิร์นสไตน์ Leonard Bernstein -วาทยกรชาวอเมริกัน) เป็นเมนทอร์ ศึกษางานการควบคุมดนตรีของ เคลาดิโอ อับบาโด (Claudio Abbado -วาทยกรชาวอิตาเลียน) หลงใหลในสำเนียงดนตรีของนักประพันธ์แนว ‘ชายแท้’ ยุคโรแมนติกถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 อย่าง กุสตัฟ มาห์เลอร์และ อิกอร์ สตราวินสกี (Igor Stravinsky -วาทยกรชาวรัสเซีย) และถึงแม้จะเอ่ยอ้างถึง นาเดีย บูลองเจอร์ (Nadia Boulanger) วาทยกรหญิงชื่อดังชาวฝรั่งเศสในชีวิตจริง แต่ทาร์ก็ดูเหมือนจะไม่ได้นับถือศรัทธาอะไร ทั้งเธอก็ยังไม่ได้เฟมินิสต์จ๋าถึงขนาดจะหมกมุ่นสนใจนำเสนองานดนตรีคลาสสิกที่ประพันธ์โดยคีตกวีหญิงอย่าง ฮิลเดการ์ด ฟอน บิงเงน (Hildegard of Bingen -ภิกษุณีชาวเยอรมัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักประพันธ์ดนตรีคลาสสิกหญิงคนแรกๆ), ฟานนี เมนเดลโซห์น (Fanny Mendelssohn -นักประพันธ์ดนตรีชาวเยอรมัน) หรือ คลารา ชูมันน์ (Clara Schumann -นักประพันธ์ดนตรีชาวเยอรมัน) ที่ก็หยิบมานำแสดงได้ ยิ่งหันมาดูเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของทาร์ ก็จะพบว่าเจ้าตัวเลือกที่สวมใส่สูทสีขาวดำตัดเย็บโก้เท่ ไว้ผมตรงยาวด้วยมาดศิลปินแบบเดียวกับคีตกวี ฟรันซ์ ลิสซต์ (Franz Liszt -นักประพันธ์ดนตรีชาวฮังกาเรียน) โดยเราจะไม่ได้เห็นเธอในชุดราตรีสตรีหรือเสื้อผ้าที่แสดงความเป็นหญิงเลย

การเป็นสตรีที่พยายามจะทำตัวเหมือนวาทยกรเพศชายในโลกดนตรีคลาสสิกแถวหน้าที่ขับเคลื่อนโดยศิลปินบุรุษเพศของทาร์จะยิ่งปรากฏชัดในฉากมาสเตอร์คลาสส์ที่เธอต้องสอนการควบคุมวงดนตรีให้นักศึกษาหนุ่มผู้ประกาศตนเองเป็น pangender โอบรับทุกอัตลักษณ์เพศ ผู้หลงใหลในสำเนียงดนตรีร่วมสมัย แล้วใช้อคติส่วนตัวแสดงความเกลียดชังดนตรีของ โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach -คีตกวีชาวเยอรมัน) โดยกล่าวตำหนิว่าบาคเป็นชายเหยียดเพศหญิง แต่งงานถึงสองครั้งและมีลูกถึง 20 คน! เขาจึงทนไม่ได้ที่จะรับฟังสุ้มเสียงสำเนียงแบบ ‘ชายแท้’ อันแสนคับแคบเช่นนี้ ส่งผลให้ทาร์ต้องสั่งสอนเขาให้รู้จักมองคุณค่ากันใหม่ที่ผลงานไม่ใช่รสนิยมด้านกามารมณ์ ยุให้เขาลองหันกลับไปศึกษางานอมตะอย่าง Mass ในบันไดเสียงบีไมเนอร์ แล้วบรรเลงบท Prelude ในบันไดเสียงซีเมเจอร์ หมายเลขแรกสุดจากเล่ม The Well-Tempered Clavier ด้วยเปียโน เพื่อแสดงว่าแค่บทประพันธ์ที่อาศัย broken chord ง่ายๆ นั้นซ่อนความหมายที่ล้ำลึกพิสดารเอื้อต่อการตีความที่หลากหลายได้มากมายถึงเพียงไหน หัวใจที่เลื่อมใสศรัทธาต่ออัครคีตกวีในอดีตที่ล้วนแล้วแต่เป็นเพศชายของทาร์จึงแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ลึกๆ แล้วเธอก็ไม่ได้ตั้งแง่ตัดพ้อใดๆ ต่อเพศชาย ทั้งยังแสดงให้ทุกคนเห็นว่าผู้หญิงอย่างเธอก็สามารถทำอะไรที่พวกผู้ชายทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอคติในเรื่องเพศ เชื้อชาติ หรือศาสนาใดๆ เลย

เป็นที่รู้กันว่าอาชีพวาทยกรวงดนตรีออเคสตราในวงการคลาสสิก เป็นหนึ่งในอาชีพที่ต้องใช้ทั้งทักษะ ความรู้ รวมถึงรสนิยมทางดนตรีในระดับอัจฉริยะจึงจะสามารถยืนอยู่ ณ ตำแหน่งนั้นได้ ทฤษฎีทางดนตรีจะต้องแม่นยำชนิดที่ต่อให้ผู้ประพันธ์จะใช้เทคนิคเสียงประสานที่พิสดารขนาดไหน ก็ยังต้องวิเคราะห์อธิบายได้ หูต้องทิพย์ขนาดที่เครื่องดนตรีใดเล่นแฟลต เล่นเพี้ยนไปแค่โน้ตเดียวก็ต้องบอกได้ทันทีว่าต้นเสียงเจ้าปัญหามาจากเครื่องไหนตำแหน่งไหน ต้องใช้บุคลิกการเป็นผู้นำไม่ต่างจากกัปตันเรือใหญ่ที่นำพาสมาชิกนักดนตรีทุกรายไปสู่จุดหมายการตีความบทประพันธ์เดียวกันตั้งแต่โน้ตแรกยันคอร์ดสุดท้ายโดยไม่ปล่อยให้มีจุดผิดพลาดอ่อนพร่องตรงไหนเลย! ทาร์จึงดูจะภาคภูมิใจมากที่เธอเอาชนะผู้ชายอีกหลายคน มายืนถือบาตอง ณ ตำแหน่งที่เธอยืนได้ ด้วยความสามารถระดับ ‘เหนือมนุษย์’ ที่ผูกขาดโดยวาทยกรเพศชายมาหลายชั่วอายุคน

ช่วงของการแนะนำวีรกรรมความตัวตึงของทาร์ในส่วนแรกนี้เอง ที่ฟีลด์สาดใส่รายละเอียดเกี่ยวกับวงการดนตรีคลาสสิกร่วมสมัยลงไปในหนังอย่างไม่ยั้งมือ ตั้งแต่การเอ่ยชื่อถึงวาทยกรและนักดนตรีดังๆ ในทำนองกัดแซะ โดยนอกเหนือจากอับบาโดและเบิร์นสไตน์ที่กล่าวไป ก็ยังมีนักไวโอลินสาว ซาราห์ ชาง (Sarah Chang -นักไวโอลินชาวเกาหลี-อเมริกัน) ที่ดูป๊อปเสียมากกว่าคลาสสิก และนักเปียโนผู้มีวิธีการบรรเลงแบบจักรกลไม่เหมือนใครอย่าง เกล็นน์ กูลด์ (Glenn Gould -นักเปียโนชาวแคนาดา) มีการใช้ศัพท์เฉพาะทางดนตรีระดับลึกอย่าง tempo rubato (การบรรเลงแบบปล่อยไหลไม่เคร่งครัดกับจังหวะตามสกอร์), atonal music (ดนตรีที่ไม่อิงระบบกุญแจเสียง) หรือชื่อเฉพาะอย่าง ‘four-thirty three’ ที่ผู้ชมจะต้องงับได้ทันทีว่ามันคือบทประพันธ์แนวทดลอง 4’33’’ ของ จอห์น เคจ (John Cage -นักประพันธ์ดนตรีชาวอเมริกัน) ที่ปล่อยให้นักเปียโนนั่งอยู่หน้าเปียโนเฉยๆ โดยไม่ต้องบรรเลงอะไรเป็นเวลา 4 นาที 33 วินาที ให้ผู้ชมฟังเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องแสดงเอง จึงจะเข้าใจได้ว่าทาร์กำลังแซะใคร ซึ่งไม่ถือเป็นความรู้ทั่วไปที่คนดูจะทำความเข้าใจได้ในวงกว้าง

หลังจากเกริ่นนำถึงความสำเร็จต่างๆ นานาของทาร์แล้ว หนังก็นำพาพวกเราไปสังเกตการณ์การทำงานของเธอในการควบคุมวงดนตรีเบอร์ลินฟิลฮาร์มอนิก (Berlin Philharmonic Orchestra) เพื่อบรรเลงบทประพันธ์ ‘ซิมโฟนี หมายเลข 5’ ของมาห์เลอร์แบบลงรายละเอียดครบทั้งห้ากระบวน เพื่อจะได้บรรจุรวมเป็นคอลเล็กชั่นแผ่นเสียง CD และ digital file ทั้งเซ็ต ขายเป็นกล่องให้ได้ฟังกันครบทั้งสิบหมายเลขซิมโฟนีของมาห์เลอร์ ซึ่งดูจากตัวเลือกบทประพันธ์ชิ้นนี้ ก็มีนัยยะที่ต้องการสะท้อนความยิ่งใหญ่อลังการในงานดนตรีของบทประพันธ์ซิมโฟนียุคโรแมนติก โดยเฉพาะของมาห์เลอร์เองที่แต่ละบทต้องใช้เครื่องดนตรีวงใหญ่เกือบร้อยชิ้น และกินเวลาในการบรรเลงยาวนาน บางครั้งก็เท่ากับหนังโรงขนาดยาวเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะซิมโฟนีหมายเลข 5 บทนี้ ที่มีความยาวถึงห้าท่อนกระบวน และใช้เวลาบรรเลงสิริรวมกว่า 80 นาที ซึ่งก็แอบเห็นว่ามีการประนีประนอมเกิดขึ้นเพราะซิมโฟนีบทนี้มีท่อนช้าชื่อ Adagietto ซึ่งเป็นดนตรีประกอบอันโด่งดังจากหนังเรื่อง Death in Venice (1971) ของผู้กำกับอิตาเลียน ลูคิโน วิสคอนตี (Luchino Visconti) นั่นเอง จึงน่าจะเป็นซิมโฟนีบทที่เป็นที่คุ้นหูของบรรดาคอหนังอยู่ไม่น้อย โดยในช่วงของการซ้อมอำนวยดนตรีบทประพันธ์ท่อนกระบวนนี้ ทาร์ยังแอบแซวกับนักดนตรีของเธอด้วยว่า อย่าได้เล่นให้ฉ่ำหวานเคลือบน้ำตาลแบบเดียวกับที่ ฟรังโก มานนีโน (Franco Mannino -นักดนตรีชาวอิตาเลียน) ได้คอนดักต์ไว้ในหนังเรื่องนี้เชียวนะ แต่เอาให้มันฟังดูไม่เสถียร ยุ่งเหยิง น่าหวาดกลัวขึ้นมาสักหน่อย ซึ่งในจังหวะที่เล่นมุกเธอก็พูดขึ้นมาแค่ชื่อเดียวว่า “ไม่เอาแบบวิสคอนตี!” แล้วแบบนี้คนที่ไม่เคยดูหนังมาเขาจะเก็ตไหมล่ะมาเอสโตรลิเดีย! แต่นั่นละนะ “ตัวแม่จะแคร์เพื่อ” อย่างที่เขาว่าไว้จริงๆ

Cate Blanchett stars as Lydia Tár in director Todd Field’s TÁR, a Focus Features release. Credit: Focus Features

แต่พอหนังดำเนินมาถึงกลางๆ เรื่อง ผู้กำกับก็หันมาเล่าเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของทาร์กับครอบครัวมากขึ้น โดยทาร์วางตัวเป็น ‘ช้างเท้าหน้า’ ไม่ผิดจากบรรดาคีตกวีชายสมัยเก่าโบราณที่เธอนับถือ จะเห็นว่าทาร์ปฏิบัติกับชารอน คู่รักราวเป็นศรีภรรยา มีบุตรสาวบุญธรรมด้วยกัน แถมยังขู่ขวัญเพื่อนนักเรียนที่ชอบมารังแกลูกสาวโดยอ้างตัวเองว่าเป็น ‘พ่อ’ อย่างภาคภูมิใจ และที่ร้ายกว่านั้นคือ ฟีลด์กำหนดให้ตัวละครทาร์ มีสันดานหน้าหม้อชีกอชอบนอกใจคู่ครองไปมีกิ๊กสาวๆ ไม่ผิดจากพวกผู้ชาย เมื่อมีนักเชลโลสาวชาวรัสเซียฝีมือดีรายใหม่นาม โอลกา (รับบทบาทโดย โซฟี เคาเออร์ -Sophie Kauer) เข้ามาในวง ทาร์จึงอดหวั่นไหวแอบมีใจให้ไม่ได้ ซึ่งก็เป็นชนวนที่นำไปสู่หายนะที่เธอเองไม่อาจควบคุมอะไรได้ในท้ายที่สุด

เมื่อมีโอลกาเข้ามาในชีวิต ทาร์ก็ออกอาการระริกระรี้ต่อสมาชิกใหม่ของวงอย่างไม่เก็บอาการ ไม่สะทกสะท้านกริ่งเกรงสายตาของชารอนที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าวงดนตรีนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ห่างจากพวกเขาไปเพียงไม่กี่วาศอก เมื่อเพื่อนร่วมงานถามว่าบทประพันธ์ที่จะใช้เล่นร่วมกันกับซิมโฟนีหมายเลข 5 ของมาห์เลอร์ คือชิ้นไหนอย่างไร เธอเลือกไว้หรือยัง ทาร์ก็ใช้อำนาจในฐานะวาทยกรชักจูงชี้นำให้สมาชิกในวงที่ต้องเล่นร่วมกันเห็นพ้องว่า เชลโลคอนแชร์โต ในบันไดเสียงอีไมเนอร์ op.85 ของ เอ็ดเวิร์ด เอลการ์ (Edward Elgar -นักประพันธ์ดนตรีชาวอังกฤษ) นักประพันธ์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับมาห์เลอร์น่าจะเหมาะ แล้วยอมแหวกทุกกฎเพียงเพราะต้องการ ‘ดัน’ โอลกา ให้ตัดหน้าหัวหน้ากลุ่มเครื่องดนตรีเชลโล มาเป็นผู้เล่นเดี่ยวในคอนแชร์โตบทนี้ได้โดยไม่คณนาใครหน้าไหนเลย!

อาการเลือกที่รักมักที่ชัง พยายามสนับสนุนให้โอลกาเลื่อนขั้นจากสมาชิกสดใหม่ของวงกระโดดมาเป็นนักดนตรีเดี่ยว (soloist) ซึ่งถือเป็น ‘นางเอก’ ในการบรรเลงบทประพันธ์ประเภทคอนแชร์โต (บทประพันธ์สำหรับวงดุริยางค์ขนาดใหญ่คล้ายๆ ซิมโฟนี แต่จะเป็นการเล่นประชันกันระหว่างนักดนตรีเดี่ยวที่เล่นเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ เช่น เปียโน ไวโอลิน คลาริเนต กับวงออร์เคสตรา) จึงแสดงการใช้อำนาจเกินขอบเขตของทาร์ เพียงเพื่อตอบสนองตัณหาความต้องการของตนเอง ยิ่งคอนแชร์โตบทนี้ของเอลการ์ ถือเป็นเชลโลคอนแชร์โตที่นิยมเล่นนิยมฟังเป็นอันดับต้นๆ ของวงการ มีนักเชลโลหญิงชาวอังกฤษ แจคเกอลีน ดูเปร (Jacqueline du Pré) เคยให้การแสดงระดับตำนานเอาไว้ กับเส้นสายลายดนตรีที่อาบเอิบไปด้วยอารมณ์ผันผวนรุนแรงทว่ายังลึกซึ้งดื่มด่ำ เป็นประตูนำไปสู่การเปิดใจทำงานร่วมกันในระดับจิตวิญญาณทางดนตรีระหว่างทาร์ในฐานะวาทยกร และโอลกาในฐานะผู้แสดงเดี่ยวเชลโลอย่างไม่อาจละเลี่ยงบ่ายเบี่ยง อันนำพาให้ทั้งคู่ต้องเคียงบ่าเคียงไหล่ทำงานกันอย่างชิดก่อเป็นความสนิทสนมมากยิ่งขึ้น

เมื่อได้เห็นพฤติกรรมทั้งในและนอกเวทีแสดงของทาร์แล้ว ก็น่าจะเห็นตรงกันว่าเธอไม่ได้บ้าอำนาจถืออธิปไตยควบคุมความเป็นไปทุกสิ่งอย่างขณะฝึกซ้อมและแสดงดนตรีกับวงออเคสตราเท่านั้น ในชีวิตจริงเธอกลับถือไม้บาตอง ‘ปกครอง’ ทุกคนที่รายล้อมรอบข้างอย่างไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างต่อรอง หยิ่งผยองจองหองกร่างยโสหลงใหลในอีโก้ไม่ผิดจากศิลปินชาย ซึ่งสุดท้ายเธอก็เป็นฝ่ายแพ้ภัยตนเองเมื่อคนที่มีอำนาจน้อยที่สุดไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยสาวคนสนิทชิดใกล้ ฟรานเชสกา (รับบทโดย โนเอมี แมร์ลองต์ -Noémie Merlant) หรือ โอลกานักเชลโลคนใหม่ กลับมาย้อนทำร้ายทาร์ด้วยวิธีการที่ง่ายแสนง่าย หากทำให้วาทยกรหญิงชื่อก้องรายนี้กลับกลายเป็นชื่อเสียงป่นปี้หมดบารมีที่จะเชิดหน้าชูตาต่อไปในวงการ!

เคต แบลนเชตต์ รับบทบาทสุดหินเป็น ลิเดีย ทาร์ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ และแม้เธอจะเคยออกมาเล่าว่าเธอเข้าใจเนื้อหายากๆ ในบทหนังเพียงแค่ส่วนเสี้ยวเดียวเท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาแสดงแบลนเชตต์กลับสร้างตัวละครทาร์ออกมาได้เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ ดื่มด่ำไปด้วยความศรัทธาและจริงใจต่อทุกๆ คำและทุกๆ ท่าทางที่เธอพูดและแสดงออกมาจนเชื่อได้สนิทใจว่า ถ้าโลกใบนี้มีวาทยกรหญิงที่สามารถยืนหนึ่งอยู่แถวหน้าของวงการได้จริงๆ ก็คงจะมีบุคลิกและวิธีคิดแบบทาร์คนนี้แหละ นี่ยังไม่นับที่เธอจะต้องกลับไปฝึกฝนทั้งการบรรเลงเปียโน และการอำนวยเพลง ฝึกเปล่งเสียงสำเนียงภาษาเยอรมันปนอังกฤษให้เข้าปาก กับบทที่ยากในทุกมิติชนิดที่แต่ละปีมีการประกวดด้านการแสดงเวทีไหนๆ เคต แบลนเชตต์ก็ควรจะต้องเหมาคว้าไปครองได้ให้ถ้วนครบ!

น่าเสียดายที่หนังยังเล่าเนื้อหาส่วนที่เขย่าขวัญ -ทั้งที่มาของเสียงและลายเส้นปริศนา และปมการฆ่าตัวตายของวาทยกรหญิงคู่แข่ง- ได้ไม่กระจ่างนัก ดูแล้วก็คงจะเป็นความจงใจของฟีลด์เอง ที่ต้องการเก็บงำความลับบางอย่างไว้โดยไม่ยอมเปิดเผยภูมิหลังทั้งหมด เพื่อสะกดเลี้ยงอารมณ์ชวนระทึกไว้ แต่เมื่อหนังจบลงโดยที่หลายๆ จุดยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ก็กลับกลายเป็นความรู้สึกค้างคา แม้ว่าในท่อนสุดท้ายหนังตั้งใจจะพาผู้ชมไปเห็นภาพชีวิตบทใหม่หลังหายนะของทาร์ โดยไม่นำพาต่อสิ่งที่เล่าค้างในส่วนก่อนหน้าก็ตาม

กระนั้นหนังก็ยังรักษาความสนุกเข้มข้นด้วยวิธีการลำดับตัดต่อเหตุการณ์ที่กระชับฉึบฉับเร็วไว เดินเรื่องพุ่งทะยานไปข้างหน้าจนชวนให้ต้องจดจ่อสนใจว่าจะเกิดอะไร ทำให้ความยาวเกือบ 2 ชั่วโมง 40 นาทีของหนังผ่านไปไวจนไม่มีช่วงไหนชวนให้รู้สึกเนือยหน่วงเลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...